จากศิลปะบนผืนผ้า สู่เสน่ห์ของวิถีเกษตร
ความหลงใหลในศิลปะและงานฝีมือของธันย่า–ธันยลักษณ์ พรหมมณี เดิมทีถูกถ่ายทอดผ่านผืนผ้า ทว่าความรู้สึกเดียวกันนี้ได้ค่อยๆ แทรกซึมลงสู่ผืนดิน และวิถีเกษตรอย่างงดงาม
สำหรับธันย่า การทำเกษตรไม่ใช่แค่การปลูกพืช แต่คล้ายการทอผ้าไหมทุกเส้น ต้องใช้ทั้งความชำนาญ ความใส่ใจ และความประณีตในทุกรายละเอียด จนกลายเป็นบทบาทใหม่ในชีวิตของเธอในชื่อที่เธอนิยามตัวเองว่า Gardenista – เกษตรกรในสไตล์ของธันย่าไหมไทย
ธันย่าเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นและผ้าไทยในชื่อ “ธันย่าไหมไทย” จากความหลงใหลผ้าไหมและผ้าไทยในระดับนักสะสม หลายพันเมตรตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักล้าน เธอนำผ้าไทยมาตัดเย็บเป็นชุดร่วมสมัยใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งผลักดันผ้าไทยสู่เวทีนานาชาติ กลายเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ไหมไทย และที่ปรึกษาด้านเครื่องแต่งกายและแฟชั่นประยุกต์ของหน่วยงานภาครัฐ
เธอมองว่า ผ้าไหมไทยคือมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละภูมิภาค ผ่านลายผ้า สีสัน และลวดลายที่ไม่มีชิ้นไหนซ้ำกัน ความงดงามนี้คือเสน่ห์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
ทุกครั้งที่เธอสวมชุดผ้าไทย ความรู้สึกไม่ใช่แค่ความสวยงามภายนอก แต่คือความทรงจำระหว่างการเดินทางไปเยือนชุมชนต่างๆ ภาพงานบุญประจำท้องถิ่นที่ชาวบ้านสวมผ้าที่ตนทอด้วยมือ ในสายตาของธันย่า นั่นคือ แฟชั่นโชว์กลางชุมชนที่พิเศษที่สุด
ปราสาทกลางขุนเขา ที่กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะแรงบันดาลใจ

บ้านสไตล์ปราสาทยุโรปกลางขุนเขาอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด สถานที่นี้ได้กลายเป็นทั้งบ้านพักหัวใจ ฟาร์มแห่งความฝัน และโรงเรียนสีเขียวของเธอในภายหลัง

ช่วงวิกฤตโควิด ธันย่าตัดสินใจถอยออกจากความวุ่นวายในเมืองหลวง จากชีวิตสาวคอนโดย่านถนนวิทยุ สู่การใช้ชีวิตท่ามกลางขุนเขา ตามคำแนะนำของญาติฝ่ายคุณพ่อที่ให้มองหาที่ดินในจังหวัดเพชรบูรณ์ จนได้พบปราสาทสูง 4 ชั้นท่ามกลางวิวภูเขาแบบพาโนรามา
ตัวปราสาทล้อมด้วยสวนดอกไม้ สนใหญ่ และลานหญ้าที่โดดเด่นด้วยประติมากรรมกระดานหมากรุกสีชมพูหวาน เมื่อก้าวเข้าบ้าน ชั้นแรกด้านปีกซ้ายคือครัวในฝันของคนรักการทำอาหาร เต็มไปด้วยเครื่องครัวและอุปกรณ์สุดโปรดของธันย่า รวมถึงชุดสวยที่เธอเก็บสะสมซึ่งถูกใช้ในแฟชั่นเซ็ตต่างๆ
เธอบอกว่า งานศิลปะคือยารักษาใจในวันที่โลกสั่นคลอน การได้สัมผัสผลงานศิลป์ นิทรรศการ และความงามรอบตัวช่วยเยียวยาและเติมเต็มจิตวิญญาณให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง


ตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 4 ของบ้านถูกตกแต่งให้เหมือนปราสาทของเจ้าหญิง รายล้อมด้วยขอบประตูและหน้าต่างโค้งเว้าอ่อนช้อย เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก โซฟากำมะหยี่ และเตียงเหล็กดัดสไตล์วินเทจ สิ่งที่สะดุดตาเป็นพิเศษคือผลงานลายโมโนแกรมและลายเซ็นของศิลปินชื่อดังที่เธอนำมาใส่กรอบแขวนตามผนังและโถงทางเดิน
สำหรับธันย่า บ้านหลังนี้คือพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างตัวตนและธรรมชาติ เมื่อร่างกายได้พักใจได้หยุด เธอบอกว่ามันช่วยให้เธอเข้าถึงตัวเองได้ลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณ เปิดมุมมองใหม่ให้ชีวิตอย่างน่าประหลาด


ย้อนกลับสู่รากเหง้า: จากบ้านสวนคุณยาย สู่ผืนดินเขาค้อ
ท่ามกลางแมกไม้อบอุ่นในบ้านบนเขา ธันย่าเริ่มย้อนคิดถึงวัยเด็กที่เติบโตในบ้านสวนย่านนนทบุรี ภายใต้การดูแลของคุณยาย
บ้านในวันนั้นเต็มไปด้วยสวนผักและผลไม้ที่คุณยายปลูกเองทั้งหมด แม้ย้ายเข้าเมืองมาเรียนและอยู่กับคุณแม่ แต่ภาพแปลงสวนครัวเล็กๆ ที่คุณแม่ยังปลูกเอง ยังคงชัดเจนในความทรงจำ
เธอเล่าว่า แค่ได้เห็นต้นไม้ค่อยๆ เติบโต ก็รู้สึกมีความสุขแล้ว ยิ่งตอนเห็นคุณยายและคุณแม่เดินไปเก็บผักในสวน แล้วนำมาทำอาหารให้เธอกิน นั่นคือช่วงเวลาที่เรียบง่ายแต่ล้ำค่ามากในชีวิต


ความทรงจำเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นให้เธอหันมาสนใจงานเกษตรอย่างจริงจัง ผสมผสานกับบทบาทงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้เธอมีโอกาสลงพื้นที่สวนเกษตรจริงๆ ได้สัมผัสวิถีของเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้พบปะผู้คนในชุมชนทั่วไทย
สิ่งหนึ่งที่ธันย่ารับรู้ชัดเจนคือ จำนวนเกษตรกรไทยกำลังลดลง แม้เทคโนโลยีทางการเกษตรจะก้าวหน้า แต่คนรุ่นใหม่กลับหันหลังให้ผืนดินมากขึ้น
เธอตระหนักว่าปัญหาสุขภาพหลายอย่างเชื่อมโยงกับการกินที่ไม่เหมาะกับร่างกายของเราเอง จึงเริ่มสนับสนุนแนวคิด “เลือกกินอย่างผู้รู้” เพราะการเรียนรู้ร่างกายผ่านอาหาร คือการบอกรักตัวเองที่จับต้องได้


ในช่วงที่เธอใช้ชีวิตเต็มตัวที่เพชรบูรณ์ ธันย่าเริ่มออกไปเลือกซื้อผักผลไม้ด้วยตนเอง และเริ่มตั้งคำถามถึงที่มาของอาหารทุกจาน ก่อนจะค่อยๆ ขยับมาสู่การปลูกผักผลไม้เองในครัวเรือน
เธอพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรในพื้นที่ ใช้เวลาอยู่กับต้นไม้ ใบหญ้า และผืนดินแทบทั้งวัน บางวันลืมแม้กระทั่งเวลา
เธอนิยามช่วงเวลานั้นว่า “การอยู่กับตัวเองจนลืมเวลา แปลว่าเราเริ่มเชื่อมโยงกับตัวเองได้แล้ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเติบโตทักษะใหม่ๆ”
เกษตรในสายตาแฟชั่นนิสต้า: งานคราฟต์บนผืนดิน
ประสบการณ์ลงพื้นที่ทำให้ธันย่าได้เรียนรู้ทั้งแปลงผัก สวนผลไม้ ไปจนถึงพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด เธอมีโอกาสไปดูงานพืชสวนโลกที่เนเธอร์แลนด์ เรียนการปลูกพืชสมุนไพรในเจนีวา ศึกษาสายพันธุ์กล้วยไม้จากปราชญ์เกษตรดีเด่น ลงพื้นที่ปลูกฝ้ายในหลายจังหวัด รวมถึงศึกษาหม่อนและการเลี้ยงไหมในเชียงราย
เธอยังต่อยอดความรู้ผ่านการศึกษาปริญญาโทด้านการย้อมสีเส้นด้ายจากวัตถุดิบธรรมชาติ และการประยุกต์ใช้กับผ้าปักมือ ทำให้มุมมองด้านเกษตรของเธอผสานเข้ากับศิลปะและงานหัตถกรรมอย่างแนบสนิท
ในสายตาของธันย่า เกษตรกรคือช่างฝีมือระดับสูง พวกเขาต้องมีทั้งความซื่อสัตย์ วินัย ความอดทน และสายตาที่คอยสังเกตอย่างใกล้ชิด เพราะพืชทุกต้นมีภาษาของตัวเอง ทั้งเรื่องเวลาให้น้ำ การเล็มยอด การเปลี่ยนดิน และการให้ปุ๋ย
ธันย่ามีสวนทุเรียนที่นครศรีธรรมราช และนาข้าวที่ปทุมธานี เธอจึงเข้าใจด้วยตัวเองว่าหากขาดวินัยแม้เพียงเล็กน้อย ผลผลิตบนผืนดินก็พร้อมสะท้อนกลับมาในทันที
เธอมองว่าการทำเกษตรไม่ต่างจากการทอผ้าไหม เพราะขึ้นอยู่กับ ดิน น้ำ ลม แสง และภูมิอากาศ แต่ละต้นมีบุคลิกเฉพาะ บางชนิดต้องดูแลใกล้ชิด บางชนิดเติบโตได้เอง และบางต้นแม้ผ่านภัยพิบัติก็ยังแตกกิ่งใบงอกงามได้อย่างน่าทึ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอยิ่งเคารพในวิชาชีพเกษตรกร
จากการทำงานอย่างต่อเนื่อง เธอได้รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน จากการสร้างประโยชน์และมีผลงานด้านการเกษตรที่เป็นรูปธรรม
จุดนี้เองที่ทำให้ธันย่าค่อยๆ เปลี่ยนจากหญิงสาวผู้หลงรักผ้าไหม กลายมาเป็น Gardenista เต็มตัว เกษตรกรที่มีดีเอ็นเอของแฟชั่นและศิลปะอยู่ในทุกย่างก้าว



Gardenista ในแบบฉบับธันย่าไหมไทย
คำว่า Gardenista มาจากคำว่า garden (สวน) กับคำต่อท้าย -ista ที่ใช้เรียกผู้ที่หลงใหลหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น Fashionista ในโลกแฟชั่น เมื่อนำมารวมกัน Gardenista จึงหมายถึง “คนที่มีใจให้สวนและการออกแบบพื้นที่สีเขียว”
สำหรับธันย่า เธอมองว่าตัวเองเคยอยู่ “กลางน้ำกับปลายน้ำ” มาตลอด ผ่านบทบาทด้านแฟชั่นและการขับเคลื่อนผ้าไทย แต่วันนี้เธอตัดสินใจขยับมาอยู่ “ต้นน้ำ” ทางด้านการเกษตรอย่างเต็มตัว
เป้าหมายของเธอชัดเจน
อยากพัฒนาทักษะการทำเกษตรของตัวเอง
อยากเป็นต้นแบบ Gardenista ในเวอร์ชันของตัวเอง
อยากชวนคนที่มีใจรักธรรมชาติมาเดินบนถนนสีเขียวสายเดียวกัน
เธอเริ่มจาก บ้านปราสาทกลางสวนที่เขาค้อ ซึ่งถูกรีดีไซน์ให้กลายเป็น “Garden School by Thanya Maithai” ในคอนเซ็ปต์ Wellness Luxury – สถานที่พักผ่อนเพื่อเยียวยาจิตใจ พร้อมก้าวสู่โลกของเกษตรอย่างมีสไตล์
Garden School by Thanya Maithai: โรงเรียนสีเขียวกลางปราสาท
หัวใจของ Garden School คือการให้ผู้คนได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผ่านการเชื่อมโยงกับธรรมชาติในเวลาเดียวกัน
เธอเล่าถึงแนวคิด “การอาบป่า” การใช้เวลาเดินท่ามกลางต้นไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์ ปล่อยให้พื้นที่สีเขียวโอบรับร่างกายและความคิด เมื่อจิตใจได้ผ่อนคลาย ความเครียดค่อยๆ จางหายไปแบบไม่ต้องพยายาม
ตัวบ้านถูกจัดสรรพื้นที่ให้ตอบโจทย์ทั้งการพักและการเรียนรู้
ห้องนอนสำหรับการพักผ่อนลึกๆ
ห้องสมุดสำหรับเสพงานศิลป์และความรู้
ห้องเรียนและห้องเวิร์กช็อปสำหรับเรียนเกษตรตั้งแต่พื้นฐาน
ที่นี่จะเชิญทั้งนักวิชาการ เกษตรกรชุมชน และปราชญ์เกษตรของแผ่นดินมาร่วมแชร์ประสบการณ์ ผู้มาเรียนไม่ได้แค่นั่งฟัง แต่จะได้ ลงมือปลูกจริง ผ่านเวิร์กช็อปแบบกลุ่มเล็ก เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงเนื้อหาจริงๆ
หลักสูตรถูกออกแบบแบบกระชับในระยะเวลา 3 วัน
วันที่ 1: พาทัวร์พื้นที่โดยรอบ เยี่ยมชมแปลงเกษตร สวนผักผลไม้ และตลาดท้องถิ่น
วันที่ 2: ปล่อยร่างกายและหัวใจไปกับธรรมชาติ สูดอากาศดีๆ ให้เต็มปอด
วันที่ 3: ลงลึกด้านการเกษตร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
นอกจากตัวบ้านแล้ว ใกล้ๆ กันยังมี พื้นที่ทดลองประมาณ 7–8 ไร่ ถูกจัดเป็นฟาร์มเฮาส์ มีทั้งผักสวนครัว ผลไม้ และสมุนไพร ผู้มาเยือนสามารถออกไปเก็บวัตถุดิบสดๆ มาปรุงอาหารได้เอง
หากใครอยากปลูกแต่ไม่มีพื้นที่ ที่นี่เปิดให้ ฝากเลี้ยงต้นไม้ และในวันที่ผลผลิตมากพอ ธันย่ามองไกลไปถึงการจัดทำ กระเช้าของฝากจากผลิตผลทางการเกษตร ที่มีเรื่องเล่าเฉพาะของแต่ละพืชพรรณ เป็นของฝากที่ทั้งปลอดภัย มีเรื่องราว และสนับสนุนชุมชนไปพร้อมกัน
เกษตรยุคใหม่: เมื่อศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสไตล์ เดินไปด้วยกัน
ธันย่ามองว่า เกษตรในวันนี้คือการสร้างสมดุลระหว่าง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
คุณภาพชีวิตของเกษตรกร
แนวคิดเกษตรแม่นยำช่วยให้จัดการทรัพยากรได้ตรงจุด ตั้งแต่คุณภาพดินจนถึงคุณภาพน้ำ ขณะเดียวกัน นวัตกรรมอย่างปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยให้การดูแลพืชผลสะดวกขึ้น ประหยัดเวลา และลดภาระแรงงานมนุษย์
เธอยังมองว่าเกษตรแนวปฏิรูปเปิดมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงหลายมิติ
ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
วิถีชุมชนและเศรษฐกิจชนบท
การแปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ทั้งหมดนี้ไม่เพียงสัมพันธ์กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) แต่ยังต่อยอดไปสู่ คาร์บอนเครดิต และการจัดการสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ในสายตาของธันย่า “เกษตรคือทั้งศาสตร์และศิลป์” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และสำคัญที่สุดคือมันพิสูจน์ให้เห็นว่าความเขียวก็มีสไตล์ได้
ของฝากจากผืนดิน: ปลูกกินเอง ปลูกเป็นของขวัญ ปลูกเป็นอาชีพ
หนึ่งในคอนเซ็ปต์น่ารักของ Garden School คือการชวนให้คนกลับมาปลูกพืชผักด้วยเหตุผลที่หลากหลาย
ปลูกไว้กินเองในครัวเรือน
ปลูกเพื่อเป็นของขวัญหรือของฝากที่มีเรื่องราว
ปลูกต่อยอดเป็นธุรกิจเกษตรในอนาคต
ธันย่าหวังให้ที่นี่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้สีเขียว เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร และเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรจากหลากหลายพื้นที่ เพื่อผลักดันให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน
เธอฝันถึงวันที่ “เกษตรเช็กได้” — วันที่ผู้บริโภคสามารถรู้ที่มาของทุกผักทุกผลไม้ได้ชัดเจน รู้ว่ามาจากแปลงไหน ใครเป็นคนปลูก และเงินกลับคืนสู่ใครบนผืนดินผืนนั้น
ในอีกมุมหนึ่ง เธอใช้ความรู้ด้านการตลาดมาช่วยวางแผนการแปรรูปผลผลิตทางเกษตร เพื่อเปิดทางสู่ตลาดในประเทศและระดับสากล ให้ผลลัพธ์ของการปลูกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแปลง แต่กลายเป็นคุณค่าที่ชุมชนสามารถจับต้องได้จริง
Gardenista: บอกรักตัวเอง คนรอบตัว และผืนดิน
สำหรับธันย่า การกินคือหนึ่งในภาษาของความรัก เธอมีความสุขกับการได้มอบอาหารดีๆ ให้คนที่รัก และเชื่อว่าการสนับสนุนเกษตรกร หรือแม้แต่ลงมือเป็นเกษตรกรเอง คือ การบอกรักแผ่นดินในแบบที่ตัวเองทำได้
เราทุกคนโชคดีที่เกิดอยู่ในประเทศซึ่งอุดมสมบูรณ์ มีผืนดินให้ปลูกพืชผักผลไม้ และมีภูมิปัญญาท้องถิ่นทรงคุณค่าซ่อนอยู่ในทุกแปลง
ธันย่าตั้งใจจะเป็น Gardenista ในสไตล์ของตัวเอง เพื่อให้วันหนึ่งทุกคนที่เดินมาถึงจุดนี้ สามารถแตกยอดออกไปสู่เส้นทางที่ตนถนัด ดูแลคนที่รัก และดูแลตัวเองได้ดีขึ้นไปพร้อมกัน
เพราะการรู้จักปลูกและเลือกกิน คือการฝึกบอกรักตัวเองในทุกวัน
ท้ายที่สุด เธอฝากคำถามง่ายๆ ที่ทรงพลังไว้กับตัวเองและทุกคนว่า
ถามตัวเองก่อนเสมอว่า “เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำไหม” แต่มากกว่านั้น จงมองให้ลึกต่อไปว่า “เรากำลังกลายเป็นใครจากสิ่งที่เราทำอยู่”
และบนเส้นทางจากผืนผ้าสู่ผืนดิน ธันย่าพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เกษตรก็มีสไตล์ได้…ถ้าเราใส่หัวใจลงไปในทุกขั้นตอน

