รับแอปรับแอป

ใช้ AI ยังไงให้ไม่พังชีวิต? 6 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลี่ยงด่วน

ธีรพล สุขเกษม01-30

ใช้ AI ให้เก่ง แต่ต้องไม่ลืมเรื่องความปลอดภัย

ทุกวันนี้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นตัวช่วยคู่ใจในชีวิตประจำวันไปแล้ว ทั้งช่วยคิด ช่วยเขียน ช่วยสรุปข้อมูล ไปจนถึงเอามาใช้ดูดวง วิเคราะห์โรค หรือให้ช่วยตัดสินใจแทบทุกเรื่อง

แต่ในความสะดวกนั้น ก็มีประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้าม นั่นก็คือ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และการใช้ AI แบบผิดวิธี จนกลายเป็นภัยย้อนกลับมาหาเราเอง

บทความนี้จะชวนมาดูมุมที่หลายคนไม่ค่อยพูดกัน ว่าเวลาเราใช้ AI ต้องระวังอะไรบ้าง เพื่อให้ใช้ได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย และไม่ทำร้ายตัวเองในระยะยาว

ระวังให้ดี: ด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการเล่าเรื่องลึก ๆ ของตัวเองให้ AI ฟัง ทั้งข้อมูลชีวิต ประวัติส่วนตัว เรื่องงาน เรื่องธุรกิจ โดยลืมคิดไปว่า สิ่งที่พิมพ์เข้าไปนั้นคือ “ข้อมูล” ที่อาจไม่หายไปไหนเลย

1. อย่าป้อนข้อมูลส่วนตัวเกินความจำเป็น

โดยเฉพาะข้อมูลที่ ละเอียดอ่อนและสำคัญมาก เช่น

  • เลขบัตรประชาชน

  • ประวัติส่วนตัวแบบละเอียด

  • เบอร์โทรศัพท์จริง

  • ข้อมูลธุรกิจ ความลับองค์กร หรือแผนงานสำคัญ

AI จำนวนไม่น้อยถูกออกแบบมาให้ “จดจำ” หรือใช้ข้อมูลเดิมไปช่วยพัฒนาระบบต่อในอนาคต ข้อมูลที่คุณพิมพ์ไปวันนี้อาจถูกนำไปวิเคราะห์หรือประมวลผลซ้ำในวันหน้าได้

อย่าลืมว่าเบื้องหลัง AI คือมนุษย์ที่สร้างและดูแลระบบอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ก็ไม่ควรส่งให้ AI รู้เช่นกัน

2. ระวัง AI ที่ขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในเครื่อง

บางบริการ AI ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ยังขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในอุปกรณ์ของเรา เช่น

  • กล้อง

  • ไมโครโฟน

  • รูปภาพและคลังภาพ

  • รายชื่อผู้ติดต่อ (contacts)

  • ตำแหน่งที่ตั้ง (location)

ก่อนกดอนุญาต ควรถามตัวเองให้ชัดว่า จำเป็นจริง ๆ หรือไม่ ที่ต้องให้สิทธิ์เหล่านั้น และอย่าลืมอ่านเงื่อนไขการใช้งาน นโยบายความเป็นส่วนตัวให้เข้าใจคร่าว ๆ ก่อนกดยอมรับทุกครั้ง

ระวังการใช้ AI ในชีวิตประจำวัน

AI ช่วยลดเวลาคิดและค้นหาข้อมูลได้มาก แต่ถ้าใช้งานผิดจุด ผิดวิธี หรือผิดประเภท ก็อาจทำให้เราเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพ การตัดสินใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว

3. อย่าปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนในทุกเรื่อง

เวลามีปัญหา หลายคนเริ่มคุ้นกับการพิมพ์ถาม AI ก่อนใคร แต่ต้องแยกให้ออกว่า เรื่องไหนถามได้ และเรื่องไหนต้องคุยกับผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ

โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพหรือการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง อย่าใช้คำตอบจาก AI เพื่อ “รักษาตัวเอง” เพราะถ้าทำผิดวิธี อาการอาจหนักกว่าเดิมและเกิดอันตรายได้

AI ช่วยหาข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้เป็น “หมอจำเป็น” แทนแพทย์ตัวจริง

4. อย่าเชื่อว่าข้อมูลจาก AI ถูกต้อง 100%

AI สามารถสรุปข้อมูล ตอบคำถาม และอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เราเข้าใจง่ายได้ก็จริง แต่ข้อมูลที่ได้มานั้นมีโอกาสผิดพลาด เช่น

  • ดึงมาจากแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • ใช้ข้อมูลเก่าที่ยังไม่อัปเดต

  • สรุปเนื้อหาผิดความหมายจากต้นฉบับ

เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อทุกอย่างแบบไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญที่ต้องเอาไปใช้จริง ควรเช็กซ้ำจากหลายแหล่ง หรือเช็กกับเอกสาร/เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือต้นทางก่อนลงมือทำ

5. ข้อมูลที่ AI แสดงอาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด

เบื้องหลัง AI คือชุดข้อมูลที่ถูกนำมาเทรน ซึ่งมักจะมี “เส้นตาย” ด้านเวลา เช่น เทรนข้อมูลถึงแค่ปี 2024 เท่านั้น

ผลก็คือ:

  • ข่าวล่าสุดอาจไม่อัปเดต

  • ข้อมูลกฎหมาย เงื่อนไขบริการ หรือราคาต่าง ๆ อาจเปลี่ยนไปแล้ว

  • คำตอบบางอย่างอาจถูกสังเคราะห์ขึ้นจากข้อมูลเก่า ๆ จนบิดเบือนความจริง

หลายครั้ง AI อาจตอบอะไรบางอย่างขึ้นมาเพียงเพื่อให้มีคำตอบ แต่ความจริงอาจไม่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ได้

6. ทำความเข้าใจกับคำว่า “Hallucination” ของ AI

เวลา AI สร้างคำตอบขึ้นมาเอง ทั้งที่ข้อมูลไม่ครบ ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีอยู่จริง มักเรียกอาการนี้ว่า “Hallucination” หรืออาการหลอนของ AI

ตัวอย่างเช่น

  • แต่งข้อมูลอ้างอิงขึ้นมาเอง

  • บอกชื่อแหล่งที่มาที่ไม่มีอยู่จริง

  • สร้างข้อเท็จจริงปลอม แต่เล่าอย่างมั่นใจเหมือนเป็นเรื่องจริง

ตรงนี้คือเหตุผลสำคัญที่เราควร ใช้วิจารณญาณ ทุกครั้งก่อนจะเชื่อหรือเอาข้อมูลจาก AI ไปใช้ต่อ

อย่าปล่อยให้ AI ทำให้เรา “เลิกคิดเอง”

อีกด้านหนึ่งที่อันตรายไม่แพ้เรื่องข้อมูล คือการที่เราเริ่มพึ่ง AI จนแทบไม่อยากคิดอะไรเองอีกต่อไป

ให้ AI คิดแทนทุกอย่าง เสี่ยงทำให้เราคิดไม่เป็น

ทุกวันนี้แค่พิมพ์คำถามไม่กี่บรรทัด เราก็ได้คำตอบยาว ๆ จาก AI แล้ว ซึ่งก็สะดวกมากก็จริง แต่ถ้าเราใช้มันในทุกเรื่อง ตั้งแต่

  • เขียนงานทุกชิ้นให้หมด

  • คิดไอเดียแทบทุกอย่าง

  • แก้ปัญหาแทบทุกแบบด้วยการถาม AI อย่างเดียว

สุดท้ายเราจะไม่ได้ฝึก คิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เลย และจะเริ่มเคยชินกับการรอให้ AI ตัดสินใจแทน

ทางที่ดี ให้ AI เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “เจ้าของสมอง” ของเรา

  • ใช้ AI เพื่อช่วยต่อยอดไอเดีย ไม่ใช่ลอกทุกอย่าง

  • ใช้ช่วยตรวจสอบ ช่วยสรุป หรือช่วยร่าง แต่เรายังเป็นคน “คิดและเลือก” เองเสมอ

สรุป: ใช้ AI ให้เป็น ก็ปลอดภัยและมีประโยชน์

การใช้ AI ไม่ใช่เรื่องผิด และจริง ๆ แล้วเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ถ้าเราใช้ให้ถูกวิธี

สิ่งสำคัญคือควรระวังเป็นพิเศษใน 2 เรื่องนี้

  • ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว: อย่าป้อนข้อมูลเกินจำเป็น และอย่าให้สิทธิ์เข้าถึงทุกอย่างโดยไม่คิด

  • การใช้ในชีวิตประจำวัน: อย่าปล่อยให้ AI เป็นผู้ตัดสินใจทุกเรื่อง และอย่าเชื่อข้อมูลทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ

สุดท้ายแล้ว AI ควรเป็นแค่ผู้ช่วย ไม่ใช่ตัวแทนในการคิด ใช้ให้เป็น เราจะได้ทั้งความสะดวก และยังรักษาความปลอดภัยกับสกิลการคิดของตัวเองเอาไว้ครบถ้วน