รับแอปรับแอป

ผู้ชายอยากหน้าเนียน ต้องรู้ทัน Laser Resurfacing ก่อนตัดสินใจยิงเลเซอร์

ชยพล ศรีอุดม02-02

Laser Resurfacing คืออะไร ทำไมผู้ชายเป็นสิวหลุมเยอะถึงต้องรู้จัก

Laser Resurfacing คือหนึ่งในวิธีรักษาหลุมสิวที่ใช้พลังงานเลเซอร์ยิงลงไปยังบริเวณหลุม เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิว ส่งผลให้เกิดเนื้อเยื่อใหม่ดันหลุมสิวให้ตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนใกล้เคียงผิวปกติรอบๆ

การทำเลเซอร์ประเภทนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องหลุมสิวเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องโทนสีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ รอยดำ รอยแดง ริ้วรอยก่อนวัย และทำให้ผิวหน้าโดยรวมดูเรียบ ละเอียด และสุขภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ในปัจจุบันการรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • เลเซอร์รักษาหลุมสิวแบบมีแผล

  • เลเซอร์รักษาหลุมสิวแบบไม่มีแผล

  • เลเซอร์แบบ Fractional Laser

  • คลื่นวิทยุแบบ Fractional RF

เครื่องเลเซอร์ที่ได้รับความนิยมสูงมีอยู่หลายชนิด แต่กลุ่มที่ถูกใช้บ่อยและมีชื่อเสียงได้แก่ Picosecond Laser, Fractional CO2, Fractional Radio Frequency และเทคนิค Mass Surgery

สรุปง่ายๆ คือ ใครที่มีหลุมสิว รอยสิว ผิวไม่เรียบ เลเซอร์กลุ่มนี้คือหนึ่งในตัวช่วยหลักที่หมอผิวหนังเลือกใช้กันอย่างแพร่หลาย

4 ประเภทหลุมสิวที่ผู้ชายควรรู้ก่อนคิดจะยิงเลเซอร์

หลุมสิวไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แต่ละแบบตอบสนองต่อการรักษาไม่เท่ากัน การรู้ว่าตัวเองเป็นหลุมสิวประเภทไหนช่วยให้วางแผนรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น

1. Ice-pick scars

หลุมเล็ก แคบ ลึก ลงไปแบบแท่งแหลมในแนวตั้ง ลึกจนถึงชั้นหนังแท้หรือชั้นไขมัน ขนาดมักแคบกว่า 2 มิลลิเมตร มักเห็นชัดบริเวณแก้มทั้งสองข้าง และจัดเป็นชนิดที่รักษาได้ยากที่สุด

2. Rolling scars

หลุมกว้าง ขอบลาดคล้ายแอ่งกระทะ พื้นผิวเป็นคลื่น ขนาดมากกว่า 4–5 มิลลิเมตร หลุมจะค่อนข้างตื้นแต่กว้าง ขอบไม่คม เกิดจากพังผืดที่ดึงรั้งใต้ผิว หลุมแบบนี้ตอบสนองต่อการรักษาได้ค่อนข้างดี จัดเป็นชนิดที่รักษาง่ายกว่าประเภทอื่น

3. Boxcar scars

ลักษณะหลุมเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบหลุมชัดลงตั้งฉากกับก้นหลุม ขนาดกว้างราว 1–4 มิลลิเมตร พบบ่อยจากสิวอักเสบหรืออีสุกอีใส มักอยู่บริเวณแก้มส่วนล่าง ขมับ และแนวกราม มีทั้งแบบตื้นและลึก

  • แบบตื้น มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี

  • แบบลึก จะจัดอยู่ในกลุ่มที่รักษาค่อนข้างยาก ต้องใช้วิธีผสมผสานหลายอย่าง

4. Hypertrophic / Keloid scars

เป็นรอยแผลเป็นนูนขึ้นมาจากผิว เกิดจากการที่ผิวถูกกระตุ้นให้สร้างเนื้อเยื่อมากเกินไปบริเวณที่มีการอักเสบ เช่น สิวอักเสบรุนแรง ทำให้เนื้อเยื่อนูนเกินผิวรอบๆ

สีอาจออกแดงหรือชมพู บางรายรู้สึกคัน หรือเจ็บร่วมด้วย รอยนูนลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากสิวอย่างเดียว แต่อาจมาจากแผลผ่าตัด แผลไฟไหม้ หรือแผลฉีกขาดอื่นๆ ได้ด้วย

วิธีรักษาหลุมสิวที่ใช้กันในปัจจุบัน

การรักษาหลุมสิวในยุคนี้ไม่ได้มีแค่เลเซอร์ แต่ส่วนใหญ่มักใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์ชัดขึ้น ได้แก่

  • การฉีดกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

  • การตัดพังผืดใต้หลุมสิว (Subcision)

  • การทำเลเซอร์ (Laser Resurfacing)

  • การกรอผิว (Microdermabrasion)

  • การฉีดสารเติมเต็ม (Tissue augmentation)

  • การแต้มกรด TCA

การจะเลือกวิธีไหน หรือผสมกี่วิธี ควรอยู่ภายใต้การประเมินและวางแผนร่วมกับแพทย์ผิวหนังเท่านั้น เพราะสภาพผิว ความลึกของหลุม และลักษณะแผลเป็นของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย

ป้องกันไม่ให้เป็นหลุมสิว ดีกว่ามานั่งรักษาทีหลัง

การรักษาหลุมสิวใช้เวลาและงบประมาณไม่น้อย การป้องกันตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ชายที่มักปล่อยสิวทิ้งไว้ ไม่รักษาแต่เนิ่นๆ

วิธีช่วยลดโอกาสเกิดหลุมสิว ได้แก่

  • รักษาสิวให้เร็ว อย่าปล่อยให้เป็นสิวอักเสบเรื้อรังนานๆ

  • ใช้ยาทาสิวหรือสกินแคร์รักษาสิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการเกิดสิวใหม่

  • หลีกเลี่ยงการแกะ บีบ กดสิวเอง เพราะมักทำให้การอักเสบลุกลามและเสี่ยงเป็นหลุมมากขึ้น

ถ้าเริ่มมีหลุมสิวหรือรอยสิวแล้ว ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพผิว จะใช้หลายวิธีร่วมกันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินเคสของแต่ละคน

หลักการทำงานของ Laser Resurfacing หรือ Fine Scan

Laser Resurfacing หรือ Fine Scan ใช้หลักการปล่อยลำแสงเลเซอร์เป็นจุดเล็กๆ จำนวนมหาศาลต่อตารางเซนติเมตร ลงไปยังชั้นผิวในระดับความลึกที่หมอกำหนดตามปัญหาผิว

  • ถ้าต้องการรักษาฝ้า รอยดำ รอยแดง หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะยิงในระดับตื้น

  • ถ้าต้องการจัดการหลุมสิวหรือริ้วรอยลึก ต้องยิงลงไปลึกถึงระดับคอลลาเจน

Skin rejuvenation laser สามารถส่งพลังงานลงไปได้ลึกถึงประมาณ 1500 ไมครอน (ประมาณ 1.5 มิลลิเมตร) แพทย์จะเลือกความลึกและความหนาแน่นของเลเซอร์ตามเป้าหมายการรักษา

เมื่อแสงเลเซอร์สัมผัสกับผิวจะเกิดกลไกที่เรียกว่า Fractional Photothermolysis ทำให้เซลล์ผิวเก่าบริเวณนั้นกลายเป็นเซลล์ที่ตาย และถูกผลัดออกภายใน 1–2 สัปดาห์ จากนั้นร่างกายจะสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน

พูดง่ายๆ คือ เลเซอร์จะสร้างแผลเล็กๆ จำนวนมากในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อบังคับให้ผิวสร้างตัวเองใหม่อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

ปัญหาผิวแบบไหนที่เหมาะกับ Laser Resurfacing / Fine Scan

การทำ Fine Scan หรือ Fractional CO2 Laser Resurfacing เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวเหล่านี้

  • หลุมสิว หลุมอีสุกอีใส และรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด

  • ริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น บริเวณต่างๆ ทั่วร่างกาย

  • ฝ้า กระ จุดด่างดำ หรือผิวที่เสื่อมโทรมตามอายุ

  • ผิวมัน รูขุมขนกว้าง ดูไม่กระชับ

  • ผิวหน้าหยาบกร้าน พื้นผิวไม่เรียบ

  • ต้องการกระตุ้นให้ผิวสร้างเซลล์ใหม่ (Resurfacing)

  • ผิวแตกลายในบริเวณต่างๆ

ต้องทำบ่อยแค่ไหน ถึงจะเห็นผลจริง

โดยทั่วไปการรักษาด้วยเลเซอร์กลุ่มนี้มักแนะนำให้ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 4–6 ครั้ง ห่างกันราว 3–6 สัปดาห์ต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปัญหาที่ต้องการแก้ และการตอบสนองของแต่ละคน

ทุกครั้งที่ทำเลเซอร์ ผิวจะค่อยๆ สร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพ หมอสามารถกำหนดพื้นที่และความหนาแน่นของการยิงเลเซอร์เป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อควบคุมระดับความเข้มข้นของการรักษา

  • ส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลังทำประมาณครั้งที่ 2–3 ซึ่งเซลล์ใหม่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนราว 40–60%

  • แต่คนไข้มักรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ทันทีหลังทำครั้งแรก เช่น ผิวละเอียดขึ้นบางส่วน รูขุมขนดูกระชับขึ้น

ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Collagen Remodeling Process) ยังดำเนินต่อเนื่องหลังทำเลเซอร์ไปอีกช่วงหนึ่ง

ข้อจำกัดและข้อควรเข้าใจก่อนทำเลเซอร์

ถึงเลเซอร์จะช่วยได้เยอะ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

  • คนที่ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย ผิวอักเสบ หรือผิวขาดสมดุล ควรบำรุงและฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงก่อน ค่อยเริ่มทำเลเซอร์ จะได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่า

  • ผู้ที่ต้องออกแดดจัดกลางแจ้งเป็นประจำ และไม่สามารถหลบแดดได้เลยใน 1–2 สัปดาห์แรกหลังทำเลเซอร์ อาจต้องวางแผนช่วงเวลาให้ดี หรือเลื่อนการรักษาไปก่อน

  • คนที่มีหลุมสิวลึก มีพังผืดดึงรั้งใต้ผิวมาก มักต้องทำหัตถการอื่นช่วยก่อน เช่น Subcision แล้วจึงใช้เลเซอร์เก็บรายละเอียดภายหลัง

  • ผู้ที่คาดหวังว่าเลเซอร์จะทำให้หลุมสิวหายเรียบ 100% แบบผิวดั้งเดิม ต้องเข้าใจว่า ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนทำได้ถึงระดับนั้น ส่วนใหญ่คือช่วยให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่ลบหลุมให้หายเกลี้ยง

เตรียมตัวก่อนทำ Fine Scan ให้พร้อม

ขั้นตอนการเตรียมตัวโดยทั่วไปมีดังนี้

  • เริ่มจากทำความสะอาดผิวในบริเวณที่จะรักษาอย่างหมดจด

  • ทายาชาช่วยลดความรู้สึกเจ็บ ทิ้งไว้ประมาณ 40–60 นาที

  • แพทย์ใช้หัวเลเซอร์สัมผัสผิวอย่างเบา แล้วค่อยๆ เคลื่อนทั่วบริเวณตามปริมาณพลังงานที่คำนวณไว้

โดยปกติการรักษาในหนึ่งครั้งใช้เวลาประมาณไม่เกิน 30 นาที (ยังไม่รวมเวลาทายาชา) จึงสามารถจัดเป็นทรีตเมนต์ที่ทำได้ในเวลาไม่นาน เหมาะกับคนทำงานหรือผู้ชายที่ไม่ชอบเสียเวลานานๆ

หลังทำ Fine Scan ผิวจะเป็นอย่างไร

หลังทำ Fine Scan ส่วนใหญ่จะมีลักษณะผิวอมชมพูคล้ายคนตากแดดแรงๆ ประมาณ 2–3 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวกำลังสร้างเซลล์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

ระหว่างนี้สามารถดูแลผิวและแต่งหน้าได้ตามปกติ ส่วนผู้ชายก็ยังโกนหนวดได้ตามเดิม เพียงแต่อาจต้องใช้ความเบามือมากขึ้นเล็กน้อย

  • เซลล์ผิวใหม่เริ่มสร้างทันทีภายใน 24 ชั่วโมงแรก

  • ในขณะที่เซลล์ผิวเก่ายังไม่หลุดออก จะเห็นเป็นสะเก็ดบางๆ สีคล้ำบนผิวหน้า

  • สะเก็ดเหล่านี้จะค่อยๆ หลุดไปเองในช่วง 7–10 วัน

หลังจากนั้นจะเห็นผิวใหม่ที่ดูเรียบเนียน สุขภาพดีกว่าเดิมชัดเจน

ข้อควรปฏิบัติหลังทำ Fine Scan

การดูแลผิวหลังเลเซอร์สำคัญไม่แพ้ตัวหัตถการเอง ถ้าอยากให้ผิวฟื้นตัวสวยและผลลัพธ์ออกมาดี ควรใส่ใจตามนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำบริเวณที่ทำเลเซอร์ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก

  • เมื่อล้างหน้าให้ล้างอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการถูแรงๆ หรือใช้สครับ

  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว เช่น ยาทาสิวที่แรง กรด AHA หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามินเอ ในช่วง 7 วันแรก

  • เลี่ยงแดดจัด หรือสถานที่ที่อุณหภูมิสูงมากในสัปดาห์แรกหลังทำ

  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัด หรือการอบซาวน่าในช่วงสัปดาห์แรก

  • หากมีอาการบวม แดงมากผิดปกติ หรือมีผื่นขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

  • ถ้ามีสะเก็ดเกิดขึ้น ห้ามแกะ เกา หรือดึง ปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันการเกิดรอยหรือแผลซ้ำ

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าและครีมบำรุงที่อ่อนโยน เน้นช่วยให้ผิวชุ่มชื้นตลอดเวลา

  • ทาครีมกันแดดค่า SPF 50 ขึ้นไปทุกวัน และทาซ้ำตามความเหมาะสม โดยเฉพาะหากต้องออกแดด

  • ทายาและผลิตภัณฑ์ที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นตามคำแนะนำ

Fine Scan (Fractional CO2 Laser Resurfacing) ในมุมมองการรักษา

Fine Scan หรือ Fractional CO2 Laser Resurfacing เป็นเลเซอร์ที่ถูกใช้เพื่อจัดการหลุมสิว หลุมแผลเป็น รูขุมขนกว้าง และริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทั่วไป

  • ใช้เวลาในการรักษารวมประมาณ 90 นาที (รวมขั้นตอนเตรียมผิวและทายาชา)

  • มักนัดทำทุก 3–6 สัปดาห์ต่อครั้ง แล้วแต่เคสและการประเมินของแพทย์

ข้อดีของเลเซอร์กลุ่มนี้คือสามารถเกลี่ยขอบหลุมสิวให้ดูนุ่มนวลขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ในคราวเดียวกัน

มาตรฐานเลเซอร์ และภาพรวมที่ควรรู้สำหรับผู้ชายที่คิดจะเริ่มรักษา

การทำเลเซอร์รักษาหลุมสิวและเกลี่ยผิวให้เรียบเนียนนั้น แพทย์ผิวหนังหลายแห่งเลือกใช้เครื่องกลุ่ม Skin rejuvenation laser จากบริษัทที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านการรับรองทั้งจาก FDA สหรัฐอเมริกาและ อย. ไทย

เลเซอร์กลุ่มที่ถูกจัดเป็น Gold Standard หมายถึงเครื่องที่มีมาตรฐานสูง ถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในงานการแพทย์ มีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก ใช้กันอย่างต่อเนื่องมานาน และพิสูจน์แล้วว่าให้ผลดี เหมาะกับผิวชาวเอเชียและคนไทย

สำหรับผู้ชายที่มีหลุมสิว ผิวไม่เรียบ หรือรูขุมขนกว้าง หากเริ่มสนใจเลเซอร์ประเภทนี้ สิ่งที่ควรทำก่อนคือ

  • ประเมินสภาพผิวจริงร่วมกับแพทย์ อย่าตัดสินใจจากรูปรีวิวเพียงอย่างเดียว

  • ทำความเข้าใจว่าเลเซอร์ช่วยให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ใช่เวทมนตร์ที่ลบหลุมหายเกลี้ยงในครั้งเดียว

  • เตรียมวางแผนทั้งเรื่องเวลา การดูแลหลังทำ และงบประมาณ เพราะการรักษาที่มีประสิทธิภาพมักต้องอาศัยหลายครั้งต่อเนื่อง

สรุปสำหรับผู้ชายสายกังวลหลุมสิว: ถ้าดูแลสิวแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยให้อักเสบเรื้อรัง คุณอาจไม่ต้องถึงขั้นยิงเลเซอร์เลย แต่ถ้าหลุมสิวเกิดขึ้นแล้ว การปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวางแผนใช้เลเซอร์ร่วมกับหัตถการอื่นอย่างถูกวิธี นับเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยให้ผิวกลับมาดูดีและมั่นใจได้มากขึ้นอย่างชัดเจน