Meta เปิดเกมดูดคน AI หนักสุดในรอบปี
สู้ไม่ได้ก็ก๊อป ก๊อปไม่ได้ก็ซื้อ – แต่ซื้อยังไงให้คนไม่ย้าย?
Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เล่าในพอดแคสต์ Uncapped ว่า Meta ยอมเสนอเงินโบนัสสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อดึงตัวพนักงาน OpenAI ไปทำงานด้วย สะท้อนว่าศึกแย่งคนเก่งด้าน AI ตอนนี้ร้อนแรงกว่าที่เคย
แต่ที่น่าสนใจคือ จนถึงตอนนี้ Altman บอกชัดว่า ยังไม่มีพนักงานคนสำคัญของ OpenAI ตอบรับข้อเสนอจาก Meta เลยสักคน
ทำไมโบนัสเป็นร้อยล้านถึงอาจกลายเป็นดาบสองคม
Altman วิจารณ์กลยุทธ์การอัดโบนัสก้อนโตล่วงหน้าของ Meta ว่า แม้จะดูหวือหวา แต่ก็อาจทำให้คนทำงาน หลุดโฟกัสจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ
เขามองว่าการจ่ายเงินล่อใจเกินพอดี
ทำให้คนใส่ใจกับตัวเลขมากกว่างานที่ทำ
กระทบวัฒนธรรมองค์กรในระยะยาว
เสี่ยงทำให้ทีมคิดไม่ตรงกัน เพราะแรงจูงใจไม่ได้อยู่ที่การสร้างของเจ๋งๆ แต่ไปอยู่ที่ผลตอบแทนล้วนๆ
พูดง่ายๆ คือ เงินดึงตัวคนได้ แต่ดึงแพสชันกับโฟกัสไม่ได้เสมอไป
การเลียนแบบคู่แข่ง = ทางลัดที่ไม่เคยลัดจริง
Altman ยังมองว่า Meta เดินหมากพลาดตรงที่พยายาม “ทำตาม” เส้นทางของ OpenAI มากเกินไป
เขาบอกประมาณว่า การพยายามลอกโมเดลหรือแนวทางของคนอื่น
แทบไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีระยะยาว
ทำให้บริษัทกลายเป็นแค่ผู้ไล่ตาม
แทนที่จะได้สร้างนวัตกรรมใหม่ กลับติดอยู่ในเกมตามก้นคู่แข่ง
ในมุมของ Altman เขาเชื่อว่า Meta มอง OpenAI เป็น คู่แข่งหลักด้าน AI ชัดเจน แต่ผลลัพธ์งาน AI ของ Meta ก็ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังของตัวเอง
ศึกชิงตัว “ซูเปอร์สตาร์ AI” เดือดระดับพรีเมียม
ตอนนี้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่กำลังเปิดศึกแย่งตัวคนเก่งด้าน AI แบบไม่มีใครยอมใคร ใครที่เชี่ยวชาญสายนี้แทบจะกลายเป็น ซูเปอร์สตาร์ของวงการเทค ไปแล้ว
บริษัทพร้อมจ่ายแบบจัดหนักทั้งเงินเดือนและโบนัส
ใครดึงคนเก่งมาได้ ก็มีโอกาสนำเกมนวัตกรรมในอนาคต
ทีม AI ที่แข็งแรงอาจกลายเป็นตัวชี้ชะตาของทั้งบริษัท
ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่แย่งตัววิศวกรหรือรีเสิร์ชเชอร์ แต่ยังแย่ง “ตัวหัวเรือใหญ่” ที่กำหนดทิศทางเทคโนโลยีด้วย
Meta ทุ่มมหาศาล ซื้อทั้งหุ้นทั้งคน
รอบนี้ที่ Altman ออกโรงวิจารณ์ Meta หนักๆ เกิดขึ้นหลังจาก Meta ทุ่มเงินกว่า 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เพื่อลงทุนใน Scale AI
ดีลนี้ไม่ได้แค่เรื่องเงินลงทุน แต่ยังรวมถึง
ดึงตัว Alexandr Wang ซีอีโอของ Scale AI มาคุมทีม Super Intelligence
ดูดพนักงานบางส่วนของ Scale AI มาเสริมทัพ
นอกจากนั้น Meta ยังเดินหน้าดึงคนเก่งจากหลายที่เข้ามาเสริมแถวหน้า AI อย่างต่อเนื่อง เช่น
Jack Rae นักวิจัยจาก DeepMind ของ Google
คนเก่งด้าน AI จากหลากหลายองค์กร ที่ Mark Zuckerberg ถึงกับต้องลงสนามไปคอนเนกต์ด้วยตัวเอง
ภาพรวมคือ Meta กำลังใช้กลยุทธ์ “ทุ่มเงิน – ทุ่มคน – ทุ่มความสัมพันธ์” เพื่อปั้นทีม AI ให้แกร่งแบบเร่งด่วน
จากผู้นำโอเพ่นซอร์ส สู่ช่วงเวลาที่ไม่ง่ายของ Meta
Meta เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านโอเพ่นซอร์ส AI แต่พักหลังเริ่มเจอกระแสตีกลับจากหลายด้าน
ผลงานด้าน AI ของ Meta มีหลายจุดที่ไม่เข้าเป้า เช่น
โมเดล Llama 4 ทำคะแนนเบนช์มาร์คได้ไม่ดีเท่าคู่แข่ง
โมเดลขนาดใหญ่ Behemoth ต้องเลื่อนออกไป
ปัญหา “สมองไหล” ของคนเก่งในองค์กร ที่ยิ่งทำให้ต้องเร่งดูดคนจากข้างนอกเพิ่ม
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ Meta จากที่เคยถูกมองว่านำเกมโอเพ่นซอร์ส เริ่มกลายเป็นองค์กรที่ต้องเร่งอัดเงินตามให้ทันคู่แข่ง
แล้ว Meta ว่าไง?
จนถึงตอนนี้ฝั่ง Meta ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือโต้ตอบโดยตรงเกี่ยวกับคำพูดของ Altman
สิ่งที่เราเห็นคือ
Meta ยังคงเดินหน้ารวบรวมคนเก่งด้าน AI อย่างต่อเนื่อง
OpenAI ยังคงเชื่อมั่นในทีมและวัฒนธรรมองค์กรตัวเอง แม้จะเจอข้อเสนอสุดโหดจากคู่แข่ง
สรุป: ยุคที่เงินซื้อคนเก่งได้ แต่ซื้อตัวตนทีมวิจัยไม่ได้เสมอไป
เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ดราม่า “ใครจ่ายเยอะกว่า” แต่สะท้อนหลายประเด็นสำคัญในโลก AI ตอนนี้
การแข่งขันแย่งคนเก่งจะยิ่งเดือดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสาย AI
บริษัทที่พึ่งแต่เงิน และกลยุทธ์ลอกคู่แข่ง อาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว
วัฒนธรรมองค์กร โฟกัสของทีม และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน อาจเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแรงกว่าตัวเลขในสลิปเงินเดือน
สำหรับสายฟังพอดแคสต์ เรื่องนี้คือเคสศึกษาโหดๆ ว่าเบื้องหลังเสียงสัมภาษณ์ชิลๆ ในรายการ ยังมีเกมธุรกิจและเกมแย่งคนที่ดุเดือดไม่แพ้สนามรบไหนบนโลกเทคเลยทีเดียว

