AirTag ผู้ช่วยแก้โรคขี้ลืมของคนรักท่องเที่ยวและสัตว์เลี้ยง
ถ้าคุณเป็นสายเดินทางที่ชอบพาสุนัขออกไปลุยด้วยกัน แต่ของชอบหาย ไม่ว่าจะกุญแจ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าเดินทาง หรือแม้แต่เจ้าตัวป่วนสี่ขาเองก็ตาม Apple AirTag คือ Gadget จิ๋วที่ช่วยให้ชีวิตเบาขึ้นแบบรู้สึกได้
ด้วยดีไซน์เล็ก น้ำหนักเบา แต่ซ่อนเทคโนโลยีระดับจริงจังอย่าง Ultra-Wideband (UWB) และการทำงานร่วมกับเครือข่าย Find My ของ Apple ทำให้การตามหาของและสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคยมาก
AirTag คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง?
AirTag คืออุปกรณ์ติดตามขนาดเล็กจาก Apple ที่ออกแบบมาให้เอาไปติดกับของสำคัญต่าง ๆ ได้สบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็น
กุญแจรถหรือกุญแจบ้าน
กระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋าถือ
กระเป๋าเดินทางเวลาบินไปเที่ยว
ปลอกคอสุนัขหรือแมวสำหรับสายพาเพื่อนไปเที่ยวด้วยกัน
การทำงานคือใช้สัญญาณ Bluetooth เชื่อมกับแอป Find My บน iPhone หรือ iPad คุณสามารถสั่งให้ AirTag ส่งเสียงจากลำโพงในตัว เพื่อช่วยหาของที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบ หรือจะสั่งให้ Siri ช่วยค้นหาก็ได้
ตัวอุปกรณ์หนักเพียง 11 กรัม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 31.9 มิลลิเมตร และหนาเพียง 8 มิลลิเมตร เล็กพอจะติดกับปลอกคอหมาหรือห้อยกระเป๋าได้สบาย
นอกจากนี้ยังมาพร้อม
ลำโพงในตัว
เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว
ทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส
และที่น่าสนใจคือใช้ดีบุกรีไซเคิล 100% ในการบัดกรีแผงวงจร ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับสายรักโลกสายเที่ยวไปด้วย

8 เหตุผลที่ควรรู้ก่อนซื้อ AirTag
ถ้าคุณกำลังลังเลว่า AirTag คุ้มไหม เหมาะกับไลฟ์สไตล์สายท่องเที่ยวกับสุนัขหรือเปล่า มาดู 8 ข้อดี ที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
1. ติดตามได้แม่นยำ หาของไม่เจอ? แค่เปิดมือถือ
จุดเด่นสุดของ AirTag คือความแม่นยำในการระบุตำแหน่ง เพราะใช้เทคโนโลยี Ultra-Wideband (UWB) ทำให้คุณรู้ได้ทั้ง
ระยะห่างของสิ่งของ
ทิศทางที่ต้องเดินไปหา
ทั้งหมดแสดงผลผ่านแอป Find My บน iPhone ช่วยให้การหากุญแจที่ตกอยู่ใต้โซฟา หรือค้นหาปลอกคอสุนัขที่ถอดทิ้งไว้ในบ้าน กลายเป็นเรื่องง่ายมาก
2. อาศัยพลังเครือข่าย Find My ตามของได้ไกลทั่วโลก
AirTag ไม่ได้ทำงานแค่กับอุปกรณ์ของคุณเท่านั้น แต่ยังเชื่อมกับ เครือข่าย Find My ของ Apple ที่มีอุปกรณ์มากกว่าพันล้านเครื่องทั่วโลก
นั่นหมายความว่า แม้ AirTag จะอยู่นอกระยะ Bluetooth ของ iPhone หรือ iPad คุณก็ยังมีโอกาสเห็นตำแหน่งล่าสุดของมันได้จากอุปกรณ์ Apple ของคนอื่นในเครือข่ายที่ผ่านไปใกล้ ๆ
เหมาะมากถ้าคุณเป็นสายเดินทางต่างจังหวัดหรือข้ามประเทศ แล้วอยากรู้ว่ากระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระไปถึงไหนแล้ว
3. โหมด Lost Mode ช่วยแจ้งเตือนเมื่อของหายแล้วมีคนเจอ
ถ้าของที่ติด AirTag หายไป ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเอกสาร กระเป๋าเดินทาง หรือปลอกคอสุนัขที่หลุดหายกลางทริป คุณสามารถเปิด Lost Mode ผ่านแอป Find My
เมื่อมีอุปกรณ์ Apple ของใครก็ตามตรวจพบ AirTag ระบบจะ
ส่งการแจ้งเตือนกลับมาที่เครื่องของคุณ
แสดงข้อมูลติดต่อของคุณ (ถ้าตั้งค่าไว้) เมื่อคนที่เก็บได้เอาสมาร์ตโฟนที่รองรับ NFC มาแตะที่ AirTag
พูดง่าย ๆ คือมีโอกาสได้ของคืนมากขึ้นแบบไม่ต้องลุ้นอย่างเดียว
4. รองรับ VoiceOver ช่วยคนสายตาไม่ดีใช้งานได้
สำหรับคนที่มีปัญหาด้านการมองเห็น AirTag ใช้งานร่วมกับ ฟีเจอร์ VoiceOver บน iPhone ได้
ระบบจะอ่านออกเสียงบอกทั้งทิศทางและระยะ เช่น “อยู่ห่างออกไป 3 เมตรทางขวา” ทำให้ไม่จำเป็นต้องจ้องหน้าจอ ก็ยังเดินตามเสียงเพื่อไปหาสิ่งของได้
5. กันน้ำกันฝุ่น มาตรฐาน IP67 พาไปเที่ยวลุย ๆ ได้สบาย
สายเที่ยวกับหมาที่ชอบพาไปลุยชายหาด น้ำตก หรือสนามหญ้าเปียก ๆ น่าจะสบายใจขึ้น เพราะ AirTag มาพร้อมมาตรฐาน กันน้ำกันฝุ่น IP67 ตามมาตรฐาน IEC 60529
ทนการจมน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ได้นานสูงสุด 30 นาที
ทนละอองฝุ่นในหลายสภาพแวดล้อม
ถ้าปลอกคอสุนัขเปียกฝน หรือ AirTag ตกน้ำชั่วคราว ก็ยังมีโอกาสรอดใช้งานต่อได้ ไม่ต้องเครียดมาก
6. ใช้ถ่าน CR2032 หาซื้อง่าย เปลี่ยนเองได้
เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ AirTag ใช้แบตเตอรี่แบบ CR2032 ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไป และเปลี่ยนเองได้แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ
อายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1 ปี
ระบบจะแจ้งเตือนผ่านแอป Find My เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด
เหมาะกับคนที่ชอบของดูแลง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเข้าศูนย์บ่อย ๆ
7. เน้นความเป็นส่วนตัว มีระบบป้องกันการถูกติดตาม
AirTag ถูกออกแบบโดยคำนึงถึง ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เป็นหลัก
มีระบบ Anti-Stalking ที่จะส่งการแจ้งเตือน ถ้ามี AirTag แปลกปลอมเคลื่อนที่ไปกับคุณเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอา AirTag มาใช้ติดตามคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับสายเที่ยวคนเดียวหรือออกเดินกับสุนัขตอนดึก ๆ นี่คืออีกหนึ่งเลเยอร์ด้านความปลอดภัยที่ควรมี
8. สลักชื่อหรืออีโมจิได้ เพิ่มความเป็นตัวเอง
อีกจุดเล็ก ๆ แต่น่ารักของ AirTag คือคุณสามารถสลัก
ชื่อ
อักษรย่อ
อีโมจิ
ลงบนตัว AirTag ได้ (เมื่อสั่งซื้อผ่านช่องทางที่รองรับบริการนี้) ทำให้แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถ้าคุณใช้หลายชิ้นกับสุนัขหลายตัวหรือกระเป๋าหลายใบ ก็แยกออกจากกันได้ง่าย

ใครคือคนที่เหมาะกับ AirTag เป็นพิเศษ?
จริง ๆ แล้ว AirTag ใช้ได้กับคนหลายกลุ่ม แต่ถ้าคุณอยู่ในลิสต์ด้านล่างนี้ บอกเลยว่า ตอบโจทย์มาก
คนมีสัตว์เลี้ยง: ติด AirTag ไว้ที่ปลอกคอสุนัขหรือแมว ช่วยให้ตามหาง่ายขึ้นหากเกิดเหตุพลัดหลง โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวสวนสาธารณะ แคมป์ปิ้ง หรือเดินเล่นนอกบ้าน
คนที่ทำของหายบ่อย: วางกุญแจไปไหนก็ลืม วางกระเป๋าสตางค์แล้วหาไม่เคยเจอ AirTag ช่วยลดเวลาเดินวนหาของในบ้านได้เยอะ
นักเดินทางตัวยง: ใช้ติดกับกระเป๋าเดินทางหรือกระเป๋าอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยเช็กตำแหน่งสัมภาระว่าตามมาถึงสนามบินเดียวกันหรือยัง ลดโอกาสของหายระหว่างทริป
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ AirTag
AirTag หนักไหม ต้องใช้เคสหรือพวงกุญแจเสริมไหม?
AirTag หนักแค่ 11 กรัม และมีขนาดใกล้เคียงกับเหรียญ ทำให้พกพาสะดวกมาก จะเอาไปติดกับของต่าง ๆ ก็ไม่เกะกะ
คุณสามารถเลือกใช้
พวงกุญแจ
เคส
ที่ห้อยเสริม
เพื่อให้สะดวกต่อการคล้องกับสิ่งของ หรือช่วยป้องกันรอยขีดข่วน โดยเฉพาะถ้าจะเอาไปติดกับปลอกคอสุนัขที่ชอบเล่นซน
AirTag ใช้กับ Android ได้ไหม?
โดยปกติ AirTag ใช้งานเต็มฟังก์ชันร่วมกับอุปกรณ์ในระบบนิเวศของ Apple เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับ Android เพื่อการติดตามแบบเต็มรูปแบบได้
แต่ถ้ามีคนพบ AirTag ที่ไม่รู้จัก และใช้สมาร์ตโฟน Android ที่รองรับ NFC เขาสามารถแตะที่ AirTag เพื่อดึงข้อมูลเบื้องต้นของเจ้าของขึ้นมาดูได้ (ถ้าคุณตั้งค่าไว้ใน Lost Mode)
AirTag ตามของได้ไกลแค่ไหน?
AirTag ใช้ทั้ง Bluetooth และ Ultra-Wideband (UWB) เพื่อช่วยระบุตำแหน่งของสิ่งของ
ถ้าอยู่ในรัศมีประมาณ 30 เมตร คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ Precision Finding เพื่อค้นหาตำแหน่งแบบแม่นยำ ทั้งทิศทางและระยะห่าง
ถ้าออกนอกระยะ Bluetooth ระบบจะอาศัยเครือข่ายอุปกรณ์ Apple รอบ ๆ ช่วยส่งตำแหน่งให้คุณ
ดังนั้นต่อให้คุณกำลังเดินทางอยู่ ส่วนของหรือกระเป๋าที่ติด AirTag ถูกทิ้งไว้ที่อื่น ก็ยังมีโอกาสติดตามตำแหน่งได้จากระยะไกล
AirTag มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มไหม?
ไม่มีค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติม เมื่อคุณซื้อ AirTag มาแล้ว ก็สามารถใช้งานร่วมกับแอป Find My ได้ฟรี ไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเสริมใด ๆ ให้ยุ่งยาก
สรุป: สายเที่ยวกับหมา สายขี้ลืม สายนักเดินทาง ควรมีไหม?
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่
ชอบพาสุนัขออกไปเที่ยว ขยับบ้านเป็นถนนอยู่บ่อย ๆ
มีกระเป๋าหลายใบ อุปกรณ์หลายชิ้น และไม่อยากให้ของหายระหว่างทาง
หรือเป็นคนที่รู้ตัวดีว่า “ขี้ลืมระดับมือโปร”
AirTag คือ Gadget จิ๋วที่ช่วยลดทั้งความวุ่นวายและความกังวลได้จริง ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งหาของทั้งบ้าน หรือเครียดเวลาสุนัขหลุดหายจากสายจูงอีกต่อไป
แค่ติด AirTag ไว้กับของสำคัญและปลอกคอเพื่อนสี่ขา จากนั้นก็ปล่อยให้เทคโนโลยีจัดการ ส่วนคุณก็มีสมาธิไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเดินทางได้เลย นั่นคือ การเก็บโมเมนต์ดี ๆ กับเจ้าตัวแสบให้ได้มากที่สุด

