ZestBuy

Starbucks กับสิ่งที่มากกว่ากาแฟ

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI05-20
ความสนใจมุมกาแฟ

Starbucks กับสิ่งที่มากกว่ากาแฟ

เกริ่นนำ: ทำไมคนยอมจ่ายแพงให้ Starbucks

Starbucks กลายเป็นชื่อแรก ๆ ที่คนไทยนึกถึงเวลาพูดถึงร้านกาแฟ แม้ราคาจะสูงกว่าร้านกาแฟทั่วไป แต่ก็ยังเต็มไปด้วยลูกค้าที่พร้อมยอมจ่าย เพราะพวกเขาไม่ได้มองว่า Starbucks ขายแค่กาแฟในแก้วกระดาษ แต่ขาย “ประสบการณ์” และ “ภาพลักษณ์” ที่ตามมาด้วยเสมอ

ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็เริ่มขยายตัวออกจากหน้าร้านมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งการเปิดตัวกาแฟพร้อมดื่มใน 7-Eleven และการใช้ช่องทางหลากหลายเพื่อให้แบรนด์อยู่ใกล้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากที่สุด ภาพรวมนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า Starbucks แตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไปอย่างไร และอะไรคือคุณค่าที่แท้จริงที่ลูกค้าได้รับ

ประวัติและคอนเซ็ปต์: จาก Third Place สู่แบรนด์ระดับโลก

Starbucks เริ่มจากร้านกาแฟขนาดเล็กในซีแอตเทิล ก่อนถูกปั้นให้เติบโตโดย Howard Schultz ที่ดึงเอาแนวคิด “Third Place” เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์

บ้านคือสถานที่แรก ที่ทำงานคือสถานที่ที่สอง ส่วน Starbucks ขอเป็น “บ้านหลังที่สาม” พื้นที่ที่ผู้คนมานั่งผ่อนคลาย ทำงาน พบปะ พูดคุย และใช้เวลากับตัวเองท่ามกลางกลิ่นกาแฟและบรรยากาศที่อบอุ่น

จากร้านเพียง 17 สาขาในปี 1987 Starbucks เติบโตจนมีสาขาหลายหมื่นแห่งทั่วโลก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป็อปอเมริกัน ภาพคนถือแก้ว Venti เดินบนถนนในนิวยอร์กถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและไลฟ์สไตล์ที่ “พรีเมียม”

อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเติบโตจนต้องตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นและเป้ากำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิสัยทัศน์เรื่อง Third Place ก็ถูกท้าทาย การขยายสาขาอย่างรวดเร็ว การผลักดันระบบสั่งผ่านมือถือ และการเน้นความเร็ว กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า Starbucks ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ประสบการณ์หน้าร้าน: จากบ้านหลังที่สามสู่ระบบเร่งระบายลูกค้า

ถ้าเทียบกับร้านกาแฟทั่วไป จุดแข็งดั้งเดิมของ Starbucks อยู่ที่ประสบการณ์ในร้าน ทั้งทำเล การตกแต่ง และบรรยากาศที่ตั้งใจออกแบบให้เป็นที่นั่งพักผ่อนและใช้เวลาได้ยาว ๆ

ในยุคหนึ่ง เสน่ห์ของ Starbucks คือกลิ่นกาแฟหอม แสงไฟสลัว เก้าอี้นุ่ม เพลงแจ๊สคลอเบา ๆ ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้รับประสบการณ์ที่ “จับต้องได้” และต่างจากร้านฟาสต์ฟู้ด

แต่เมื่อบริษัทปรับโมเดลมาเน้นความเร็วและปริมาณ ร้านที่เคยออกแบบเพื่อให้นั่งชิลก็เริ่มถูกเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นจุดรับเครื่องดื่มแล้วเดินออกไปให้เร็วที่สุด

  • ระบบ Mobile Order & Pay ทำให้มีออเดอร์ไหลเข้าพร้อมกันจากหลายช่องทาง

  • ร้านจำนวนมากเพิ่มช่อง Drive-thru เพื่อตอบโจทย์คนสายรีบ

  • มีการผลักดันรูปแบบ Pick-up only ที่เน้นรับกลับบ้านอย่างเดียว

ผลที่ตามมาคือ บรรยากาศในร้านเริ่มดูยุ่งเหยิง มีแก้วเรียงรอรับเต็มเคาน์เตอร์ ขณะที่ลูกค้าที่อยากนั่งพักกลับรู้สึกว่าไม่ใช่พื้นที่ที่ชวนใช้เวลาเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้บริหารชุดปัจจุบันก็พยายามดึงจิตวิญญาณ Third Place กลับมา ผ่านโครงการปรับปรุงร้านบางแห่งให้กลับมานั่งสบายมากขึ้น เพิ่มที่นั่ง และนำองค์ประกอบอย่างแก้วเซรามิกและบรรยากาศอบอุ่นกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างลูกค้าหน้าร้านกับออเดอร์ออนไลน์

คุณภาพวัตถุดิบและมาตรฐานการชง: เบื้องหลังหนึ่งแก้วที่เหมือนกันทั่วโลก

จุดต่างสำคัญของ Starbucks เมื่อเทียบกับร้านกาแฟทั่วไป คือความพยายามคุมคุณภาพกาแฟให้สม่ำเสมอไม่ว่าเราจะดื่มที่ประเทศไหนบนโลก

เบื้องหลังหนึ่งแก้วมีตั้งแต่ขั้นตอนต้นทางไปจนถึงการชงหน้าบาร์

  • Starbucks เลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% ต่อเนื่องมานานกว่า 55 ปี

  • กระจายแหล่งปลูกมากกว่า 30 ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย (สุมาตรา), เคนยา, เอธิโอเปีย, โคลอมเบีย, กัวเตมาลา เพื่อสร้างทั้งทางเลือก และกันความเสี่ยงของซัพพลายเชน

  • ทีมจัดซื้อและซัพพลายเชนต้องรับมือกับความไม่แน่นอนตั้งแต่สภาพอากาศ วิกฤตการขนส่ง ไปจนถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศผู้ผลิต

มีการใช้มาตรฐาน “C.A.F.E. Practices” ที่มีเกณฑ์มากกว่า 140 ข้อ ครอบคลุมทั้งคุณภาพสินค้า สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยมีเงื่อนไขแบบ Zero Tolerance ในบางเรื่อง เช่น ห้ามใช้แรงงานเด็ก หากตรวจพบ ซัพพลายเออร์จะถูกระงับทันทีจนกว่าจะแก้ไข

ในขั้นตอนการคั่วและตรวจคุณภาพ ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการชิมกาแฟ (cupping) ที่ใช้ประสบการณ์และการรับรสของมนุษย์มาประเมินรสชาติ ซึ่งเป็นส่วนที่เทคโนโลยียังทดแทนไม่ได้

ทั้งหมดนี้อธิบายว่ากาแฟหนึ่งแก้วของ Starbucks ไม่ได้เป็นแค่ผลผลิตของเครื่องจักร แต่เป็นการจัดการระบบที่ซับซ้อน เพื่อให้ลูกค้าได้รสชาติใกล้เคียงกันมากที่สุดทุกสาขา

เมนูและการปรับแต่ง: จากกาแฟเบสิกสู่เครื่องดื่มที่ซับซ้อน

อีกหนึ่งจุดขายที่ทำให้หลายคนเลือก Starbucks คือความหลากหลายและการปรับแต่งเมนูได้ละเอียดตามใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชนิดนม เพิ่มช็อต ปรับระดับความหวาน หรือตกแต่งด้วยซอสและท็อปปิงต่าง ๆ

ในอดีต การได้ลองเมนูอย่างคาปูชิโน่หรือลาเต้ที่ปรับแต่งได้แทบทุกขั้นตอน นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าจำนวนมากจนยอมจ่ายแพงกว่าร้านทั่วไป

ต่อมา Starbucks ยังต่อยอดด้วยเมนูตามฤดูกาลและสินค้าเฉพาะช่วงเวลา ซึ่งสร้างกระแสได้บ่อยครั้ง และเมนูกลุ่มเครื่องดื่มเย็นก็กลายเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทในบางช่วง

ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนของเมนูก็ทำให้งานหลังบาร์หนักขึ้น บาริสต้าต้องทำเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยรายละเอียดให้เสร็จอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับออเดอร์จากทั้งหน้าร้าน ไดรฟ์ทรู และแอปพลิเคชัน ความยืดหยุ่นที่ลูกค้าได้รับจึงแลกมาด้วยแรงกดดันของพนักงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

กลยุทธ์ด้านราคาและความคุ้มค่า: แพงเพราะอะไร และลูกค้ายังมองว่าคุ้มไหม

เมื่อเทียบกับร้านกาแฟทั่วไป Starbucks อยู่ในตำแหน่งราคาที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบกาแฟสดหน้าร้าน และกาแฟพร้อมดื่มที่วางขายในร้านสะดวกซื้อ

ในสหรัฐฯ มีการวิเคราะห์ว่าลูกค้าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลที่ Starbucks สูงกว่าคู่แข่งหลายแบรนด์ ขณะที่ในไทย กาแฟกระป๋อง “Starbucks DOUBLESHOT” ที่ขายใน 7-Eleven ก็มีราคาสูงกว่าแบรนด์กาแฟพร้อมดื่มอื่น ๆ แม้ว่าจะยังถูกกว่าการซื้อที่ร้าน

ปัจจัยด้านราคาจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิต แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายจากระบบซัพพลายเชนที่ซับซ้อน มาตรฐานคุณภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มูลค่าของแบรนด์” และ “ประสบการณ์รวม” ที่ผู้บริโภคได้รับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่บางคนรู้สึกว่าคุณภาพและประสบการณ์ลดลง คำถามเรื่องความคุ้มค่าก็เริ่มชัดขึ้น

  • มีเสียงบ่นเรื่องปริมาณเครื่องดื่มในแก้วที่ดูน้อยลง

  • ราคาเฉลี่ยของแก้วขนาดกลางสูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างเมนูและส่วนเสริม

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเริ่มมองหาแบรนด์ทางเลือกที่ถูกกว่า หรือให้ความรู้สึก “ใหม่” และ “พิเศษ” มากกว่า

ระบบสมาชิกและความภักดี: จากแอปสะสมดาวสู่การทบทวนคุณค่า

ระบบสมาชิกของ Starbucks ผ่านแอปและการสะสมคะแนน เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศ ระบบนี้เชื่อมโยงกับโปรโมชั่น เมนูพิเศษ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้

แอปพลิเคชันไม่เพียงใช้จ่ายและสะสมดาว แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการทำ Mobile Order & Pay ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการปรับสิทธิประโยชน์ในระบบให้ลูกค้าต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อแลกของรางวัล หรือยกเลิกเมนูรวมแพ็กแล้วบังคับให้เพิ่มส่วนเสริมทีละรายการ ลูกค้าบางส่วนก็รู้สึกว่าถูกลดทอนคุณค่า และความภักดีต่อแบรนด์ก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม

Starbucks นอกหน้าร้าน: กาแฟกระป๋องและกลยุทธ์ Omnichannel

การวางจำหน่าย “Starbucks DOUBLESHOT” ใน 7-Eleven เป็นตัวอย่างชัดเจนของการขยายแบรนด์ออกนอกหน้าร้าน เพื่อเจาะตลาดกาแฟนอกบ้านและกลุ่มที่ต้องการความสะดวก

กาแฟกระป๋องพร้อมดื่มนี้มี 3 รสชาติ ขนาด 220 มิลลิลิตร ราคา 49 บาท และผลิตโดยเนสท์เล่ (ไทย) ภายใต้ลิขสิทธิ์ Starbucks

เบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้มีหลายเหตุผลสำคัญ

  • เป็นการต่อยอดแบรนด์ในตลาดกาแฟนอกบ้านที่มีมูลค่าสูง

  • ขยายฐานลูกค้าใหม่ที่มองว่า Starbucks แบบหน้าร้านแพงเกินไป แต่ยอมลองในรูปแบบสินค้าที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

  • ตอบโจทย์เทรนด์ Ready-to-Drink ที่เน้นความเร็ว พกพา และไม่ต้องรอคิว

  • ใช้จุดแข็งของแบรนด์สร้างภาพพรีเมียมในตลาดกาแฟกระป๋องที่มีคู่แข่งจำนวนมาก

  • เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Omnichannel ที่ตั้งใจให้มี Starbucks ในทุกจุดของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต เดลิเวอรี หรือช่องทางอื่น ๆ

เมื่อมองจากมุมผู้บริโภค การมี Starbucks ในรูปแบบทั้งกาแฟสดและกาแฟพร้อมดื่ม ทำให้ทางเลือกหลากหลายขึ้น ลูกค้าสามารถเลือกระดับราคาและประสบการณ์ที่ต้องการได้เอง

สรุป: Starbucks ต่างจากร้านกาแฟทั่วไปอย่างไร และเลือกดื่มให้คุ้มตามไลฟ์สไตล์

เมื่อรวบรวมทุกมิติ จะเห็นว่า Starbucks แตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไปในหลายด้าน

  • ประสบการณ์และภาพลักษณ์: จากแนวคิด Third Place สู่การเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ระดับโลก แม้วันนี้ภาพนั้นจะถูกท้าทาย แต่ก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่หลายคนนึกถึง

  • มาตรฐานและซัพพลายเชน: การใช้เมล็ดอาราบิก้า 100% และบริหารซัพพลายเชนจากหลายสิบประเทศ เพื่อให้รสชาติสม่ำเสมอและมีมาตรฐานด้านจริยธรรม

  • เมนูและความยืดหยุ่น: เครื่องดื่มที่ปรับแต่งได้ละเอียด และเมนูตามฤดูกาลที่สร้างกระแสได้ต่อเนื่อง

  • ช่องทางการเข้าถึง: จากหน้าร้านสู่กาแฟพร้อมดื่มใน 7-Eleven และการใช้ Omnichannel เพื่อให้แบรนด์อยู่ใกล้ผู้บริโภคมากที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนเรื่องราคาที่สูงขึ้น คุณภาพที่บางคนรู้สึกว่าถดถอย และบรรยากาศร้านที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้ลูกค้าหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “ยังคุ้มอยู่ไหม”

การเลือกดื่ม Starbucks ให้คุ้มจึงอาจมาจากการมองผ่านมุมของตัวเองเป็นหลัก

  • หากให้ความสำคัญกับบรรยากาศ การนั่งทำงาน หรือนั่งคุยเป็นเวลานาน การเลือกสาขาที่ยังเน้น Third Place อาจตอบโจทย์ได้มากกว่า

  • หากต้องการแค่กาแฟดื่มระหว่างทาง หรือเน้นความเร็ว รูปแบบกาแฟกระป๋องหรือการสั่งผ่านแอปก็อาจเหมาะกว่า

  • หากสนใจเรื่องที่มาของกาแฟ คุณภาพเมล็ด และมาตรฐานด้านจริยธรรม Starbucks ก็ยังมีระบบรองรับที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุด Starbucks ไม่ได้ขายเพียงกาแฟ แต่ขายส่วนผสมของรสชาติ ประสบการณ์ แบรนด์ และคุณค่าที่แต่ละคนตีความต่างกันไป ว่าคุ้มหรือไม่ จึงไม่ใช่คำตอบเดียวกันสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมองหากาแฟหนึ่งแก้ว หรือมองหาบางอย่างที่มากกว่านั้นในเวลาเดียวกัน

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น