รับแอปรับแอป

เข้าใจวัคซีนพิษสุนัขบ้าแบบครบจบในโพสต์เดียว ป้องกันได้ทั้งคนทั้งแมว

ปวีณา ศรีทอง01-29

พิษสุนัขบ้าไม่ใช่แค่เรื่องของสุนัข แต่คือเรื่องของทุกคน

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่อันตรายถึงชีวิต มักติดต่อผ่านการถูกสัตว์กัดหรือข่วน โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว รวมถึงสัตว์ป่าอย่างหมาป่า

หลังได้รับเชื้อ ส่วนมากในช่วงแรกจะยังไม่เห็นอาการใดๆ อาการมักเริ่มแสดงหลังถูกกัดไปแล้วประมาณ 7 วัน หรืออาจช้าถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งบาดแผลและปริมาณเชื้อที่ได้รับ

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ปวดบริเวณที่ถูกกัดหรือเสียวแปลบๆ

  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

  • มีไข้ ปวดศีรษะ

  • หงุดหงิด กระวนกระวาย

หากปล่อยไว้โดยไม่รับการรักษาอย่างเหมาะสม โรคพิษสุนัขบ้าสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด ดังนั้น การป้องกันและฉีดวัคซีนให้ถูกต้องและตรงเวลา จึงสำคัญมาก

วัคซีนพิษสุนัขบ้า มีกี่แบบ ฉีดเมื่อไหร่ดี?

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามี 2 วัตถุประสงค์หลัก แบ่งง่ายๆ คือ

  • ฉีดไว้ก่อนล่วงหน้า ยังไม่ได้ถูกสัตว์กัด (แบบป้องกันก่อนสัมผัส)

  • ฉีดหลังถูกสัตว์กัดหรือข่วนแล้ว (แบบหลังสัมผัสโรค)

1. ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค (ยังไม่ถูกสัตว์กัด)

การฉีดแบบนี้คือการฉีด “เผื่อไว้ก่อน” เหมาะกับคนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีไลฟ์สไตล์ใกล้ชิดสัตว์บ่อยๆ

เหมาะสำหรับใครบ้าง?

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกสัตว์กัดสูง เช่น สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่คลินิกสัตว์ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า

  • บุคคลที่ทำงานภาคสนามหรือมีกิจกรรมใกล้ชิดสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า

  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีรายงานพบโรคพิษสุนัขบ้าบ่อย

รูปแบบการฉีด

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดในผิวหนัง

  • จำนวนทั้งหมด 3 เข็ม ตามกำหนดนัดของแพทย์

2. ฉีดวัคซีนหลังสัมผัสโรคหรือถูกสัตว์กัด

หากถูกสัตว์กัดหรือข่วน การรับมือทันทีมีความสำคัญมาก ขั้นตอนแรกก่อนถึงเรื่องวัคซีน คือการล้างแผลให้ถูกวิธี

สิ่งที่ควรทำทันทีหลังถูกกัดหรือข่วน

  • ล้างบาดแผลให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำไหลอย่างเพียงพอ

  • จากนั้นรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาแผนการฉีดวัคซีน

กรณีไม่เคยได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาก่อน

แพทย์มักพิจารณาให้ฉีดวัคซีนตามแนวทางดังนี้

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อจำนวน 4 เข็ม หรือ

  • ฉีดเข้าใต้ผิวหนังจำนวน 3 เข็ม

  • ในหลายกรณีอาจต้องฉีดอิมมูโนโกลบูลินร่วมด้วย เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทันทีในช่วงแรก

นอกจากนี้อาจใช้แนวทางการฉีดแบบอื่นตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 5 เข็ม ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28

  • หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 4 เข็ม ในวันที่ 0, 3, 7 และ 28

แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน ขึ้นกับสภาพบาดแผล ประวัติสุขภาพ และระดับความเสี่ยง

กรณีเคยได้รับวัคซีนมาก่อน

หากเคยฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคมาก่อนแล้ว หรือเคยฉีดแบบหลังสัมผัสโรคในอดีต แล้วกลับมาถูกสัตว์กัดหรือสัมผัสใหม่

แนวทางโดยทั่วไปคือ

  • ฉีดวัคซีนอีกครั้งเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าในผิวหนัง

  • จำนวน 1–2 เข็ม ขึ้นกับระยะเวลาตั้งแต่เข็มล่าสุดจนถึงวันที่สัมผัสโรคครั้งใหม่

  • โดยปกติ ไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบูลินร่วมด้วย ในกลุ่มที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้ว

ทำไมต้องฉีดให้ตรงนัด?

การฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้ครบและตรงตามกำหนดนัดเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้าม เพราะตารางการฉีดแต่ละเข็มถูกออกแบบมาเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ควรมารับวัคซีนให้ตรงตามนัดตามสูตรที่แพทย์กำหนด

  • หากไม่สามารถมาฉีดได้ตรงเวลา ควรติดต่อหรือปรึกษาแพทย์โดยตรง เพื่อปรับแผนให้เหมาะสม ไม่ควรตัดสินใจเลื่อนเองโดยไม่ถามผู้เชี่ยวชาญ

การขาดเข็ม หรือฉีดไม่ครบตามกำหนด อาจทำให้ภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอในการป้องกันโรคที่รุนแรงอย่างพิษสุนัขบ้า

ก่อนฉีดวัคซีน ควรแจ้งอะไรกับแพทย์บ้าง?

การให้ข้อมูลสุขภาพกับแพทย์อย่างครบถ้วน จะช่วยให้แพทย์เลือกวิธีการดูแลที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดกับคุณ

ควรแจ้งแพทย์หากมีประวัติดังต่อไปนี้

  • เคยมีประวัติแพ้รุนแรงจากการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

  • เคยแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนชนิดนี้มาก่อน

  • เป็นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น
    • ผู้ป่วยเอดส์

    • ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ที่กำลังได้รับการรักษาด้วยรังสี

    • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์บางชนิด

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยง เลือกขนาดยา รูปแบบวัคซีน หรือแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละคน

ยาบางชนิดอาจรบกวนการทำงานของวัคซีน

อันตรกิริยาระหว่างยาเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะยาบางชนิดอาจมีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

ตัวอย่างยาที่อาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของวัคซีนพิษสุนัขบ้า เช่น

  • Belimumab

  • Fingolimod

  • ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิด

หากกำลังใช้ยาใดอยู่เป็นประจำ ควรแจ้งรายชื่อยาทั้งหมดให้แพทย์ทราบก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง ยาซื้อกินเอง หรืออาหารเสริมบางชนิด

สรุป: ป้องกันพิษสุนัขบ้าให้ทัน ไม่ต้องรอให้มีอาการ

พิษสุนัขบ้าเป็นโรคร้ายที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและรับวัคซีนให้ครบถ้วน

สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ

  • ถูกสัตว์กัดหรือข่วน อย่าชะล่าใจ ล้างแผลทันทีด้วยสบู่และน้ำไหลนานๆ

  • รีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับคำแนะนำเรื่องวัคซีน

  • หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือทำงานใกล้ชิดสัตว์ การฉีดวัคซีนล่วงหน้าเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า

  • บอกประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ และประวัติการฉีดวัคซีนทุกครั้งที่ไปพบแพทย์

ยิ่งรู้เร็ว ตัดสินใจเร็ว และฉีดวัคซีนให้ถูกต้อง โอกาสป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก็ยิ่งสูงขึ้นแบบแทบปิดประตูความเสี่ยงได้เลย