ชิป Apple M5 Max รุ่นใหม่กำลังถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังมีผลทดสอบจาก Geekbench 6 หลุดออกมา โดยเผยให้เห็นว่าชิปตัวนี้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจาก M4 Max ประมาณ 10% ในการทดสอบแบบ Multi-core แม้ตัวเลขจะดูไม่ก้าวกระโดดนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ M5 Max กลับสามารถ เอาชนะ M3 Ultra ซึ่งเป็นชิประดับเวิร์กสเตชันของ Apple ได้
ผลลัพธ์นี้ทำให้ M5 Max กลายเป็นชิป Apple Silicon ที่มีคะแนน multi-core สูงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำมา แม้ว่าจะมีจำนวนคอร์น้อยกว่า M3 Ultra เกือบครึ่งหนึ่งก็ตาม
ผลทดสอบ Geekbench 6 ของ M5 Max
ข้อมูลจากผลทดสอบ Geekbench 6 เปรียบเทียบชิป Apple Silicon สามรุ่น ได้แก่
M5 Max (18-core CPU)
M4 Max (16-core CPU)
M3 Ultra (32-core CPU)
ผลคะแนนมีดังนี้
M5 Max (18-core CPU)
Single-core: 4,268
Multi-core: 29,233
M4 Max (16-core CPU)
Single-core: 4,049
Multi-core: 26,509
M3 Ultra (32-core CPU)
Single-core: 3,247
Multi-core: 28,169
จากตัวเลขนี้
M5 Max เร็วกว่า M4 Max ประมาณ 5.4% ใน single-core
และ เร็วกว่า 10.3% ใน multi-core
การอัปเกรดจาก M4 Max ไม่ได้กระโดดมาก
เมื่อดูจากคะแนน benchmark
ความต่างระหว่าง M5 Max กับ M4 Max ถือว่าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
โดยเฉพาะในงาน single-core ที่เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 5%
ตัวเลขแบบนี้อาจทำให้ผู้ใช้บางคนรู้สึกว่า
การอัปเกรดจาก Mac รุ่นที่ใช้ M4 Max ไปเป็น M5 Max อาจไม่ได้ให้ความแตกต่างมากนัก
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นใน multi-core ประมาณ 10% ก็ยังถือว่าเป็นการพัฒนาในระดับหนึ่ง

แต่จุดเซอร์ไพรส์คือการแซง M3 Ultra
สิ่งที่ทำให้ผลทดสอบครั้งนี้น่าสนใจจริง ๆ คือ
M5 Max สามารถเอาชนะ M3 Ultra ได้
ทั้งที่ M3 Ultra มี
CPU ถึง 32 คอร์
ในขณะที่ M5 Max มีเพียง
18 คอร์
แต่ผลลัพธ์ใน Geekbench กลับออกมาว่า
M5 Max เร็วกว่า M3 Ultra ประมาณ 3.8% ใน multi-core
และเร็วกว่า 31.4% ใน single-core
การที่ชิปที่มีคอร์น้อยกว่าสามารถเอาชนะชิประดับเวิร์กสเตชันได้ ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่สร้างความประหลาดใจในรอบนี้

โครงสร้าง CPU ใหม่ของ M5 Max
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ M5 Max มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คือโครงสร้าง CPU ที่เปลี่ยนไป
M5 Max รุ่นท็อปมี
6 Efficiency cores
12 Performance cores
รวมทั้งหมด
18 CPU cores
จำนวนคอร์ที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นได้เพราะ Apple ใช้
Fusion Architecture รุ่นใหม่
ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มจำนวนคอร์ในแพ็กเกจเดียวได้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ชิปตระกูล Max ของ Apple มักถูกจำกัดไว้ที่
16 CPU cores
เทคโนโลยีแพ็กเกจแบบใหม่ช่วยเพิ่มจำนวนคอร์
รายงานระบุว่า Apple ใช้เทคโนโลยีแพ็กเกจแบบ
2.5D chiplet design ของ TSMC
การออกแบบแบบ chiplet ช่วยให้สามารถนำชิปหลายส่วนมารวมกันในแพ็กเกจเดียว
ข้อดีคือ
เพิ่มจำนวนคอร์ได้ง่ายขึ้น
เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม
ปรับขนาดชิปได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม
เทคโนโลยีนี้จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Apple สามารถเพิ่ม CPU cores จาก 16 เป็น 18 คอร์ใน M5 Max

อาจกลายเป็นชิป Mac ที่เร็วที่สุดของ Apple
แม้จะเป็นเพียงผล benchmark ที่หลุดออกมา
แต่ถ้าผลลัพธ์นี้ใกล้เคียงกับประสิทธิภาพจริง
M5 Max อาจกลายเป็นชิป Mac ที่เร็วที่สุดของ Apple ในงาน multi-core
แม้จะไม่ได้เป็นชิป Ultra ก็ตาม
นั่นหมายความว่า Mac รุ่นที่ใช้ M5 Max อาจมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับ
งานตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพ
งาน 3D
การคอมไพล์โค้ด
งาน AI
โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Mac Studio หรือ Mac Pro
คู่แข่งที่น่าจับตาในอนาคต
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการเปรียบเทียบกับชิปจากค่ายอื่น
ในอนาคต M5 Max อาจต้องแข่งขันกับ
Snapdragon X2 Elite Extreme
ซีพียู x86 รุ่นใหม่จาก Intel และ AMD
ตลาดชิปสำหรับโน้ตบุ๊กและเวิร์กสเตชันกำลังแข่งขันกันอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ผลิตพยายามเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์ให้สูงที่สุด
สรุป
ผล benchmark ล่าสุดเผยว่า Apple M5 Max มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจาก M4 Max ประมาณ 10% ในงาน multi-core และราว 5% ใน single-core
แม้ตัวเลขจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ M5 Max สามารถ เอาชนะ M3 Ultra ที่มี CPU 32 คอร์ได้
การเปลี่ยนมาใช้ Fusion Architecture และแพ็กเกจแบบ 2.5D chiplet ของ TSMC ทำให้ Apple เพิ่มจำนวนคอร์ CPU ในชิป Max ได้มากขึ้น และช่วยดันประสิทธิภาพโดยรวมให้สูงขึ้น
หากผลทดสอบนี้สะท้อนประสิทธิภาพจริง M5 Max อาจกลายเป็น ชิป Mac ที่เร็วที่สุดของ Apple ในด้าน multi-core และจะเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดซีพียูโน้ตบุ๊กระดับสูงต่อไป

