เตรียมตัวไปเรียนต่ออเมริกา เริ่มจากวีซ่าให้เป๊ะก่อน
ตัดสินใจแล้วว่าขอบินไปเรียนต่ออเมริกา ชีวิตดูเหมือนจะใกล้ฝันแล้ว แต่ด่านโหดที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกันคือ วีซ่านักเรียนสหรัฐฯ ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย อ่านกฎทีไรเหมือนต้องพกยาดมไว้ข้างตัวตลอดเวลา
เพื่อไม่ให้ปวดหัวเกินเหตุ มารวบรวมทุกอย่างให้เป็นระบบเดียว อ่านจบแล้วจะเห็นภาพตั้งแต่ประเภทวีซ่า เอกสารถึงสัมภาษณ์ ว่าจริง ๆ ต้องทำอะไรบ้าง
วีซ่านักเรียนอเมริกามีกี่แบบ? F-1, M-1, J-1 เลือกให้ถูกตั้งแต่แรก
วีซ่านักเรียนของอเมริกา คือวีซ่าสำหรับคนที่ต้องการเข้าไปเรียนในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น
คอร์สภาษาแบบระยะสั้น
ระดับมัธยม
ระดับมหาวิทยาลัย
สถาบันที่เราไปเรียน ต้องได้รับการรับรองจาก Student and Exchange Visitor Program (SEVP) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนเท่านั้นถึงจะใช้ขอวีซ่าได้
ประเภทหลักของวีซ่านักเรียนอเมริกา
ภาพรวม
วีซ่านักเรียนใช้กับผู้ที่ไปศึกษาในสหรัฐฯ ทุกระดับ แต่ต้องเรียนในสถาบันที่อยู่ในระบบ SEVP
วีซ่า F-1 (Student Visa)
เป็นประเภทที่คนส่วนใหญ่ใช้
- สำหรับนักเรียน/นักศึกษาที่เข้าเรียนใน
มหาวิทยาลัย
โรงเรียน
สถาบันภาษา
คอร์สต้องมีเวลาเรียนมากกว่า 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเป็นหลักสูตรเต็มเวลา (full-time)
วีซ่า M-1 (Vocational / Technical)
สำหรับคนที่เรียนหลักสูตรสายอาชีพแบบเต็มเวลา
เน้นด้านวิชาชีพหรือสายปฏิบัติการ ที่ไม่ใช่หลักสูตรวิชาการทั่วไป
วีซ่า J-1 (Exchange Visitor)
- สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน เช่น
นักเรียนแลกเปลี่ยน
นักวิจัย
ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมโครงการด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือฝึกงานในอเมริกา
- สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน เช่น
สรุปง่าย ๆ: ถ้าไปเรียนหลักสูตรเต็มเวลาในมหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือสถาบันภาษาในอเมริกา โอกาสสูงมากว่าคุณจะใช้ วีซ่า F-1
ควรเริ่มขอวีซ่านักเรียนอเมริกาเมื่อไหร่?
การยื่นขอวีซ่า F-1 ทำได้ ไม่เกิน 120 วันล่วงหน้าก่อนวันเปิดภาคเรียน (ก่อนคอร์สเริ่มจริง)
แต่ถึงจะยื่นได้ 120 วันล่วงหน้า ก็อย่าลืมเผื่อเวลา
เตรียมเอกสาร
กรอกฟอร์ม
นัดสัมภาษณ์
รอผลพิจารณา
ใครจะไปเรียนเทอมไหน แนะนำให้ไล่ตารางตัวเองให้ดีตั้งแต่ตอนสมัครเรียนเลย
ก่อนยื่นวีซ่า F-1 ต้องเช็กอะไรให้ครบบ้าง?
ก่อนจะไปถึงขั้นกรอกฟอร์ม ขอวีซ่าอย่างจริงจัง ต้องให้แน่ใจก่อนว่าเราเข้าเงื่อนไขพื้นฐานเหล่านี้
ได้รับการตอบรับจากสถาบันในอเมริกาเรียบร้อยแล้ว
มีจดหมายตอบรับ (offer) หรือเอกสารยืนยันการรับเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัย/สถาบัน
สถาบันต้องอยู่ในระบบ SEVP
หมายความว่าที่เรียนของเราผ่านการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว
หลักสูตรต้องเป็นแบบเต็มเวลา (Full-time)
เรียนเล่น ๆ แบบแวะเข้าแวะออกไม่ได้ ต้องเป็นคอร์สจริงจัง
ได้รับแบบฟอร์ม I-20 จากสถาบันแล้ว
หลังจากตอบรับ offer สถาบันจะส่งเอกสาร I-20 มาให้
ใน I-20 จะระบุรายละเอียดค่าเรียนและใช้ประกอบการขอวีซ่า
เอกสารนี้สำคัญมาก ต้องเก็บให้ดี
ใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับที่สื่อสารได้
เพราะตอนไปสัมภาษณ์วีซ่าอาจต้องตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษ
มีเงินทุนสนับสนุนเพียงพอ
ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่ากินอยู่ และค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน
ต้องมี หลักฐานการเงิน รองรับ (เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มด้านล่าง)
จำให้ขึ้นใจ: หลังจากได้รับสิทธิ์เข้าเรียน เราจะได้ แบบฟอร์ม I-20 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขอวีซ่านักเรียนอเมริกา หากไม่มีเอกสารนี้คือไปต่อไม่ได้เลย
ขั้นตอนขอวีซ่า F-1 แบบ Step-by-Step
1. รวบรวมเอกสารเบื้องต้น
เก็บ ฟอร์ม I-20 จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันให้ดี
จ่าย ค่าธรรมเนียม I-901 SEVIS จำนวน 350 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ผ่านระบบออนไลน์
SEVIS (Student and Exchange Visitor Information System) คือระบบที่ใช้จัดการข้อมูลนักเรียนต่างชาติ
นักเรียนต่างชาติทุกคนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้
2. กรอกฟอร์ม DS-160 และชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า
กรอก แบบฟอร์ม DS-160 (Nonimmigrant Visa Application) ออนไลน์สำหรับการขอวีซ่าประเภทชั่วคราว
ต้อง อัปโหลดรูปถ่ายไฟล์ .jpg ที่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
ชำระ ค่าธรรมเนียมวีซ่า 160 ดอลลาร์สหรัฐ
เก็บหลักฐาน/ใบเสร็จการชำระเงินไว้ใช้ในวันสัมภาษณ์
3. จองวันสัมภาษณ์วีซ่า
เข้าระบบเพื่อนัดวันและเวลาสัมภาษณ์กับสถานทูต/สถานกงสุลสหรัฐฯ ที่รับผิดชอบพื้นที่ของเรา
4. ไปสัมภาษณ์วีซ่าตามนัด
แนะนำให้ไปถึงสถานทูต/สถานกงสุล ก่อนเวลานัด 30–45 นาที
เอกสารทุกอย่างต้องเตรียมให้ครบและจัดเป็นชุด ๆ หยิบง่าย ไม่วุ่นวาย
เอกสารที่ต้องใช้ขอวีซ่านักเรียนอเมริกา
เอกสารหลักที่ต้องมี
ฟอร์ม DS-160 (กรอกออนไลน์ แล้วปริ๊นใบยืนยัน)
รูปถ่าย
อัปโหลดตอนกรอกฟอร์ม DS-160
เตรียมรูปถ่ายขนาด 2x2 นิ้วเพิ่ม 1 ใบเผื่อใช้
หนังสือเดินทาง (Passport)
ต้องยังไม่หมดอายุ
ควรเหลืออายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป
สำเนาทะเบียนบ้าน
ฟอร์ม I-20 ตัวจริง
ต้องเป็นเอกสารที่ออกโดยสถาบันการศึกษาในอเมริกา และลงนามเรียบร้อย
ใบเสร็จชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า 160 ดอลลาร์สหรัฐ
เอกสารด้านการเรียน และการเงิน
ใบ Transcript ภาษาอังกฤษ
สถิติผลการเรียนที่ผ่านมา
ใบรับรองการจบการศึกษา ภาษาอังกฤษ
ผลสอบภาษา/วิชาการตามที่สถาบันกำหนด เช่น
TOEFL
SAT
GRE
GMAT
หรือข้อสอบอื่นที่สถาบันระบุ
หลักฐานทางการเงิน แสดงให้เห็นว่าเรามีเงินพอจะอยู่และเรียนที่อเมริกาได้ เช่น
สมุดบัญชีธนาคารตัวจริง
ใบรับรองยอดเงินจากธนาคาร
เอกสารภาษีของผู้สนับสนุน (ถ้ามีรายได้ประจำ)
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจและเอกสารเสียภาษี (ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ)
เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
ทริก: ทุกอย่างที่เป็นภาษาไทย หากจำเป็นใช้ประกอบการพิจารณา ควรมีคำแปลภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและชัดเจน
ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ถึงจะขอวีซ่าได้?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่เราเลือก เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละที่ไม่เท่ากัน
หลักการคือ ต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีเงินพอสำหรับ
ค่าเล่าเรียนทั้งหมดหรืออย่างน้อยหนึ่งปีการศึกษา
ค่าที่พักและค่าครองชีพ
ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนและการใช้ชีวิตในอเมริกา
ตัวอย่างเช่น ถ้าไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ แห่งหนึ่ง อาจกำหนดว่าค่าน่าอยู่และค่าใช้จ่ายรวมต่อปีอยู่ราว ๆ หลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมักจะระบุชัดในเอกสารของมหาวิทยาลัย
สิ่งที่สำคัญมาก
ต้องแสดง bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน
เงินจำนวนที่ต้องใช้ควรอยู่ในบัญชี ไม่น้อยกว่า 6 เดือน
การโอนเงินก้อนใหญ่เข้าบัญชีก่อนยื่นไม่นาน อาจทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งคำถามได้
วีซ่านักเรียน F-1 ทำงานในอเมริกาได้ไหม?
นักเรียนต่างชาติที่ถือวีซ่า F-1 สามารถทำงานได้ แต่มีเงื่อนไขชัดเจน
ต้องเป็น งานภายในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาเขต (On-campus)
และเป็นตำแหน่งงานที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ทำงานได้ ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอม
ในบางกรณี เมื่อเรียนไปสักระยะและเข้าเงื่อนไข ก็อาจมีโอกาสทำงานนอกมหาวิทยาลัยภายใต้โปรแกรมฝึกงาน เช่น CPT หรือ OPT แต่ต้องดูเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละคนอีกที
สัมภาษณ์วีซ่าไม่ผ่าน เพราะอะไร? แล้วควรทำอย่างไรต่อดี
สาเหตุที่วีซ่าไม่ผ่านมีได้หลายแบบ และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกงสุลเป็นหลัก แต่แนวทางพื้นฐานมีดังนี้
กรอกข้อมูลต้องตรงกับความเป็นจริง
เอกสารที่ยื่นควรชัดเจน ไม่ย้อนแย้ง
วันสัมภาษณ์ให้ตอบคำถามอย่างจริงใจ และไม่พูดวกวน
ถ้าโดนปฏิเสธแล้ว
ไม่สามารถอุทธรณ์ (Appeal) ได้
แต่สามารถ ยื่นขอใหม่ได้ หลังจากถูกปฏิเสธแล้วอย่างน้อย 3 วัน
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรีบยื่นใหม่ทันที แนะนำให้
อ่านเหตุผลการปฏิเสธอย่างละเอียด
ปรับปรุงโปรไฟล์และเอกสารของเราให้ชัดเจนขึ้น
แก้จุดอ่อนให้เรียบร้อยก่อนค่อยยื่นซ้ำ จะมีโอกาสมากกว่า
วีซ่านักเรียนอเมริกามีอายุได้กี่ปี?
ระยะเวลาที่ได้รับในวีซ่า F-1 หรือ M-1 ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของคอร์สที่เราเรียน และดุลยพินิจของกงสุล
แต่โดยทั่วไปแล้ว จะไม่เกิน 5 ปี
ถึงแม้ว่าวีซ่าในเล่มจะหมดอายุ แต่ถ้าเราอยู่ในสถานะนักเรียนอย่างถูกต้องตาม I-20 บางกรณีก็ยังอยู่ต่อได้ตามกฎของสถานะนักเรียน (แต่ถ้าออกนอกประเทศแล้วต้องกลับเข้ามาใหม่ อาจต้องขอวีซ่าใหม่)
อัพเดตการขอวีซ่านักเรียนอเมริกา: ยุคคัดกรองโหด โซเชียลต้องโปร่งใส
ช่วงหลัง ๆ การขอวีซ่านักเรียนอเมริกามีการคัดกรองเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงของชาติ และแนวคิดทางการเมืองหรือสังคมของผู้สมัคร
มาตรการที่มีผลกระทบต่อผู้ขอวีซ่านักเรียน เช่น
เคยมีช่วงเวลาที่ชะลอหรือระงับการนัดสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนชั่วคราว ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
มีช่วงที่มีคำสั่งให้จำกัดหรือระงับวีซ่าบางประเภทของนักเรียนจากสถาบันเฉพาะ ก่อนจะถูกศาลสั่งระงับคำสั่งดังกล่าว
ต่อมามีการกลับมาพิจารณาวีซ่านักเรียนอีกครั้ง แต่เพิ่มเงื่อนไขด้าน โซเชียลมีเดีย
เรื่องโซเชียลมีเดียที่ต้องระวัง
ผู้สมัครวีซ่า F, M, J ถูกคาดหวังว่า
จะต้องเปิดบัญชีโซเชียลมีเดียหลัก ๆ แบบ สาธารณะ (Public) เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเนื้อหาได้
หากยังตั้งค่าเป็น Private หรือดูเหมือนปกปิดข้อมูล อาจเพิ่มโอกาสถูกตั้งคำถาม หรือแม้แต่ถูกปัดตกได้
เนื้อหาที่กงสุลอาจใช้พิจารณา เช่น
ข้อความที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
เนื้อหาที่ขัดกับหลักการหรือสถาบันหลักของสหรัฐฯ
ผลที่ตามมา:
ระยะเวลาพิจารณาวีซ่า นานขึ้น เพราะมีการตรวจคัดกรองมากกว่าเดิม
ผู้สมัครควร วางแผนขอวีซ่าให้เร็วขึ้น เพื่อให้ทันกำหนดการเปิดภาคเรียน
สรุป: อยากบินไปเรียนอเมริกา วีซ่าต้องพร้อม แผนต้องชัด
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเห็นภาพแล้วว่าการขอวีซ่านักเรียนอเมริกา โดยเฉพาะ F-1 ไม่ได้ยากเกินไป แต่ต้อง
เตรียมเอกสารให้ครบ
วางแผนเวลาล่วงหน้า
มีหลักฐานการเงินชัดเจน
ดูแลโปรไฟล์และโซเชียลให้โปร่งใส
วีซ่าไม่ใช่ด่านที่น่ากลัว ถ้าเราเตรียมตัวมาดี แผนการเรียนชัดเจน เอกสารถูกต้อง เงินพร้อม และตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา โอกาสผ่านก็สูงขึ้นแบบรู้สึกได้เลย
ใครที่กำลังเล็งไปเรียนต่ออเมริกา ลองไล่เช็คทีละข้อจากบทความนี้ให้ครบ แล้วลงมือเริ่มขั้นตอนแรกตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่ต้องลุ้นแบบหัวใจเต้นแรงตอนใกล้เปิดเทอม

