ยุคนี้ดวงตาทำงานหนักพอๆ กับร่างกาย
จ้องจอคอมวันละหลายชั่วโมง เล่นมือถือก่อนนอน ขับรถ ฝุ่น ควัน แอร์เย็นๆ ทั้งวัน…ไม่แปลกเลยที่หลายคนเริ่มมีอาการตาแห้ง แสบตา ตาล้า หรือรู้สึกเหมือนมีผงอยู่ในตาตลอดเวลา
พอพูดถึง “น้ำตาเทียม” คำถามที่มักตามมาทันทีคือ
ควรหยอดน้ำตาเทียมตอนไหน?
หยอดบ่อยๆ ได้ไหม?
น้ำตาเทียมอันตรายต่อตาหรือเปล่า?
ถ้าอยากดูแลสุขภาพตาให้แข็งแรงเหมือนดูแลกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแบบชัดๆ ทั้งหลักการทำงาน ประโยชน์ ข้อควรระวัง และวิธีใช้น้ำตาเทียมอย่างถูกต้อง

น้ำตาเทียมคืออะไร?
น้ำตาเทียม (Artificial Tears) คือผลิตภัณฑ์หยอดตาที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ลดอาการตาแห้ง แสบตา และระคายเคือง
โดยปกติ ดวงตามี “ฟิล์มน้ำตา” เคลือบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก:
ชั้นไขมัน (Lipid layer)
ชั้นน้ำ (Aqueous layer)
ชั้นเมือก (Mucin layer)
ฟิล์มน้ำตานี้มีหน้าที่หล่อลื่นผิวตา ป้องกันการเสียดสี และช่วยป้องกันเชื้อโรค
เมื่อร่างกายผลิตน้ำตาได้น้อยลง หรือคุณภาพฟิล์มน้ำตาลดลง จะเกิดภาวะ “ตาแห้ง” (Dry Eye Syndrome) ซึ่งน้ำตาเทียมถูกออกแบบมาเพื่อช่วยทดแทนและเสริมความชุ่มชื้นในส่วนนี้
ควรหยอดน้ำตาเทียมตอนไหน?
คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยคือ “ควรหยอดน้ำตาเทียมเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสม?”
1. เมื่อมีอาการตาแห้งหรือระคายเคือง
ถ้ารู้สึกว่า:
ตาแห้ง
แสบตา
เคืองตา
เหมือนมีฝุ่นในตา
มองจอแล้วตาล้า
นี่คือสัญญาณว่าฟิล์มน้ำตาอาจไม่สมดุล การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการเสียดสี
2. หลังจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน
คนทำงานหน้าคอม หรือเล่นมือถือเกิน 2–3 ชั่วโมงต่อเนื่อง มักกระพริบตาน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ตาแห้งง่าย
การหยอดน้ำตาเทียมระหว่างวัน โดยเฉพาะหลังใช้สายตาหนักๆ จะช่วยลดอาการตาล้าได้ดี
3. อยู่ในห้องแอร์หรืออากาศแห้ง
แอร์เย็นๆ ทำให้อากาศแห้ง ความชื้นลดลง ส่งผลให้ฟิล์มน้ำตาระเหยเร็วขึ้น
ใครทำงานออฟฟิศทั้งวัน การพกน้ำตาเทียมติดตัวไว้ถือว่าเป็นไอเดียที่ดี
4. ใส่คอนแทคเลนส์
ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์มักมีปัญหาตาแห้งมากกว่าปกติ
ควรเลือกน้ำตาเทียมที่ระบุว่าสามารถใช้ร่วมกับคอนแทคเลนส์ได้ และหยอดตามคำแนะนำ
5. หลังทำเลสิก หรือผ่าตัดตา (ตามคำแนะนำแพทย์)
ในบางกรณี แพทย์จะแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดอาการตาแห้งระหว่างการฟื้นตัว
หยอดน้ำตาเทียมบ่อยแค่ไหนดี?
โดยทั่วไป น้ำตาเทียมสามารถหยอดได้วันละหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์
น้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสีย (Preservative-Free) สามารถใช้ได้บ่อยตามความจำเป็น
น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ควรใช้อย่างเหมาะสม ไม่เกินจำนวนครั้งที่ระบุบนฉลาก
หากต้องหยอดเกิน 4–6 ครั้งต่อวัน ควรเลือกสูตรที่ไม่มีสารกันเสียเพื่อลดการระคายเคืองสะสม
น้ำตาเทียมอันตรายต่อตามั้ย?
คำตอบสั้นๆ คือ
“โดยทั่วไป น้ำตาเทียมไม่อันตราย หากใช้ถูกประเภทและใช้อย่างถูกวิธี”
แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้
1. เลือกสูตรให้เหมาะสม
น้ำตาเทียมมีหลายประเภท เช่น:
สูตรเพิ่มความชุ่มชื้นพื้นฐาน
สูตรเพิ่มความหนืด
สูตรไม่มีสารกันเสีย
สูตรสำหรับใส่คอนแทคเลนส์
การเลือกผิดประเภทอาจทำให้รู้สึกระคายเคืองหรือไม่สบายตา
2. ระวังสารกันเสีย
น้ำตาเทียมบางชนิดมีสารกันเสียเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
หากใช้บ่อยเกินไป อาจทำให้ผิวตาระคายเคืองในระยะยาว
ดังนั้น คนที่มีภาวะตาแห้งเรื้อรัง ควรพิจารณาแบบ Preservative-Free
3. ห้ามใช้แทนน้ำยาล้างตาหรือยาหยอดตารักษาโรค
น้ำตาเทียมมีหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ได้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อหรือรักษาโรคตา
หากมีอาการตาแดงรุนแรง ปวดตา หรือมองเห็นผิดปกติ ควรพบจักษุแพทย์

คุณสมบัติสำคัญของน้ำตาเทียมที่ควรรู้
เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา
ลดแรงเสียดสีจากการกระพริบตา
ช่วยให้มองเห็นสบายขึ้น
ลดอาการแสบตาและตาล้า
ปรับสมดุลฟิล์มน้ำตา
การเลือกน้ำตาเทียมที่มีสารให้ความชุ่มชื้น เช่น Hyaluronic Acid หรือ Carboxymethylcellulose อาจช่วยยืดระยะเวลาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น
เหมาะกับใครบ้าง?
คนทำงานหน้าคอม
คนใช้มือถือหนัก
คนอยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน
ผู้สูงอายุ
คนใส่คอนแทคเลนส์
คนที่มีภาวะตาแห้ง
แม้แต่สายออกกำลังกายกลางแจ้งที่เจอลม ฝุ่น หรือแดดแรงๆ ก็มีโอกาสตาแห้งได้เช่นกัน
เคล็ดลับการหยอดน้ำตาเทียมให้ปลอดภัย
ล้างมือก่อนหยอดทุกครั้ง
อย่าให้ปลายขวดสัมผัสตา
ปิดฝาให้สนิทหลังใช้
ไม่ใช้ขวดเดียวกันหลายคน
เช็กวันหมดอายุ
หากเปิดใช้แล้วเกินระยะเวลาที่กำหนด ควรทิ้ง
สุขภาพตาเหมือนการดูแลกล้ามเนื้อ ถ้าดูแลถูกวิธี ก็อยู่กับเราได้นาน
สรุป: หยอดน้ำตาเทียมอย่างเข้าใจ ดวงตาก็แข็งแรงได้
น้ำตาเทียมไม่ใช่ของอันตราย หากเลือกใช้ให้เหมาะกับอาการ และไม่ใช้เกินความจำเป็น
ควรหยอดเมื่อ:
มีอาการตาแห้ง
จ้องจอนาน
อยู่ในที่อากาศแห้ง
ใส่คอนแทคเลนส์
เลือกสูตรที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะสูตรไม่มีสารกันเสียหากต้องใช้บ่อย
ดวงตาคืออวัยวะที่ทำงานหนักทุกวัน
ดูแลให้ดีตั้งแต่วันนี้ ก็เหมือนการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย ป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่ารักษาทีหลัง

