เปิดไมค์ให้สุด! อัปเกรดเสียงคมชัดทุกบทสนทนา
ถ้าคุณ真กำลังเจอปัญหาเสียงเบา เสียงไม่เคลียร์ หรือไมค์โน้ตบุ๊คที่ทำเพื่อนใน Discord หงุดหงิดตลอด ถึงเวลายกระดับมาใช้ ไมค์ตั้งโต๊ะ (Desktop Microphone) แบบจริงจังสักที
ไม่ว่าคุณจะเป็นเกมเมอร์สายแรง สตรีมเมอร์ขาประจำ Podcaster สายคุยยาว คอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรือสายประชุมออนไลน์ Work From Home ทุกวัน ไมค์ตั้งโต๊ะดีๆ คืออาวุธลับที่ทำให้เสียงคุณดูโปรขึ้นแบบทันตา
ด้านล่างนี้คือไมค์ตั้งโต๊ะน่าสอย หลากสไตล์ หลายช่วงราคา เลือกได้ตามงบและฟีลที่ใช่
1. Fantech MCX03 Leviosa Max – หลักร้อยแต่โคตรครบ
ราคาประมาณ: 890 บาท
ใครมองหาไมค์สำหรับเกมมิ่งหรือสตรีมที่ราคาไม่โหด แต่ใช้จริงแล้วไม่ดูงบต่ำเกินไป Fantech MCX03 Leviosa Max คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรลองจัดอย่างยิ่ง
ถึงจะเป็นไมค์ราคาจับต้องง่าย แต่เรื่องเสียงนี่เกินตัวมาก ทั้งคม เคลียร์ และฟังเป็นธรรมชาติ ใช้ประชุม เล่นเกม หรือเริ่มทำคอนเทนต์ก็ไหวสบายๆ
ไฮไลต์ด้านคุณภาพเสียง
Condenser Microphone – เป็นไมค์คอนเดนเซอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องรายละเอียดเสียงดี เหมาะกับการอัดเสียงพูด ร้องเพลง หรือบันทึกเสียงที่ต้องการความเคลียร์
Sampling Rate 24-bit/192kHz – สเปกระดับสตูดิโอในงบเบาๆ ให้ไฟล์เสียงละเอียด แน่น ฟังแล้วไม่บาง
Cardioid Polar Pattern – เน้นเก็บเสียงจากด้านหน้า ลดเสียงกวนรอบข้าง เหมาะมากสำหรับสตรีม พอดแคสต์ หรือประชุมออนไลน์
ใช้งานง่าย สายเสียบแล้วติด
เชื่อมต่อ USB-C แบบ Plug & Play – เสียบกับ PC, Laptop หรือเครื่องเกมบางรุ่นแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องง้อไดรเวอร์ให้วุ่น
ฟังก์ชันจัดเต็มเกินราคา
ปุ่ม Mute แบบสัมผัส – แตะปุ๊บ ปิดเสียงปั๊บ ใช้งานสะดวกเวลามีเรื่องด่วน
Noise Reduction Button พร้อม DSP – ช่วยลดเสียงจุกจิกอย่างเสียงพัดลมหรือคีย์บอร์ด แม้ไม่เงียบกริบเหมือนไมค์โปรที่มีซอฟต์แวร์ แต่ถือว่าทำได้ดีในงบนี้
Real-time Monitoring Output – มีช่องเสียบหูฟังให้ฟังเสียงตัวเองแบบเรียลไทม์ ปรับมุม ปรับระดับเสียงได้แม่นกว่าเดิม
ปุ่มปรับ Volume/Gain บนตัวไมค์ – หมุนปรับได้ทันที ไม่ต้องไล่หาในโปรแกรม
ไฟ RGB แสดงสถานะเสียง – ได้ทั้งความสวยและความเข้าใจง่าย ดูระดับเสียงจากไฟได้เลย
ของแถมครบชุด – มี Pop Filter และขาตั้งไมค์แบบ Tripod พับเก็บได้ แกะกล่องพร้อมลุยทันที
สรุป: เหมาะมากสำหรับมือใหม่ หรือคนที่อยากอัปเสียงจากไมค์ติดเครื่องให้ดูจริงจังขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายถึงระดับโปร
2. BOYA K3 Mini RGB – ไมค์มินิมอลตัวจิ๋ว แต่จูนฟีลโต๊ะได้เต็ม
ราคาประมาณ: 1,315 บาท
สายโต๊ะโล่ง เน้นมินิมอลแต่อยากมีไฟ RGB เบาๆ ต้องลอง BOYA K3 Mini RGB ขนาดเล็กกะทัดรัด ตั้งแล้วไม่เปลืองพื้นที่ โต๊ะยังดูเนียนสะอาด แต่ภาพรวมคือดูเป็นสตรีมเมอร์ขึ้นมาทันที
จุดเด่นด้านเสียง
Cardioid Pickup Pattern – โฟกัสเสียงจากด้านหน้า ตัดเสียงข้างและหลังได้ดี ทำให้เสียงพูดเด่นขึ้น แม้ในห้องที่มีเสียงรบกวนระดับกลาง
เชื่อมต่อง่ายทุกดีไวซ์
USB-C Plug & Play – รองรับทั้ง Windows, macOS, สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต เสียบปุ๊บ ถ่ายเสียงปั๊บ ไม่ต้องลงโปรแกรมเสริม
ฟีเจอร์ให้มาครบแบบไมค์โต
ปุ่มปรับ Gain แยก – จูนความไวของไมค์ได้เอง ป้องกันเสียงแตกเมื่อพูดดัง หรือรับเสียงเบาเกินไป
ปุ่มปิดเสียง (Mute) – ใช้ตัดเสียงตัวเองทันทีตอนไอ จาม หรือมีคนเรียก
ปุ่มควบคุม RGB – เลือกโหมดและสีไฟให้เข้ากับธีมโต๊ะหรือสีไฟคีย์บอร์ดคุณได้
ขาตั้งโต๊ะในตัว – แข็งแรง ปรับองศาได้ แถมยังพกพาไปทำงานนอกบ้านได้สะดวก
สรุป: ดีไซน์เรียบแต่ดูแพง เหมาะกับคนที่อยากได้ไมค์เล็กๆ เสียงดี มี RGB นิดๆ ให้โต๊ะไม่ดูจืด
3. Onikuma Hoko RGB M730 – ไฟจัด เสียงชัด สาย RGB ต้องมอง
ราคาประมาณ: 1,190 บาท
ถ้าคุณชอบโต๊ะเกมมิ่งแบบไฟลั่นห้อง Onikuma Hoko RGB M730 คือไมค์ที่เกิดมาเพื่อคุณ ทั้งดีไซน์หวือหวาและเสียงที่ไม่แพ้หน้าตา ใช้สตรีมก็เท่ ใช้คุยเกมก็โหด
โทนเสียงและการรับเสียง
เสียงระดับ HD – เก็บเสียงได้ใส เคลียร์ และเป็นธรรมชาติ
Cardioid Pattern – เน้นเสียงตรงหน้า ลดเสียงรบกวนรอบโต๊ะอย่างเสียงเมาส์หรือคีย์บอร์ด
ใช้งานง่ายเหมือนเสียบเมาส์
เชื่อมต่อผ่าน USB – รองรับทั้ง Windows และ macOS ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก
ฟังก์ชันเอาใจสายเกมมิ่ง
ไฟ RGB สุดอลังการ – เปลี่ยนบรรยากาศโต๊ะให้ดูจริงจังขึ้นแบบทันที เปิดกล้องแล้วภาพรวมดูโปรขึ้นเยอะ
ปุ่ม Mute แบบสัมผัส + ไฟสถานะ – แตะทีเดียวรู้เรื่อง มีไฟบอกชัดเจนว่าไมค์กำลังเปิดหรือปิด
Pop Filter ในตัว – ช่วยลดเสียงลมกระแทกตอนออกเสียงแรงๆ ให้เสียงเนียนขึ้น
ขาตั้งปรับได้ – จัดองศาไมค์เข้าหาปากได้พอดี รับเสียงเต็มที่โดยไม่ต้องโน้มตัวเข้าใกล้จอ
สรุป: ถ้าคุณต้องการทั้งแสง สี และเสียงในตัวเดียว M730 คือไมค์ที่บาลานซ์ภาพลักษณ์เกมมิ่งจัดๆ กับคุณภาพเสียงได้ดีมาก
4. Onikuma Hoko M630 Pink – ไมค์ชมพูมุ้งมิ้ง แต่เสียงไม่เล่นๆ
ราคาประมาณ: 990 บาท
สาย Pink Setup ต้องมีชื่อ Onikuma Hoko M630 Pink อยู่ในลิสต์แน่นอน สีชมพูพาสเทลหวานละมุน แต่คุณภาพเสียงนี่จริงจังสุด ใช้สตรีม อัดเสียง หรือคุย Discord ก็ฟังดูมืออาชีพกว่าที่คิด
ตัวนี้ใช้เป็น USB Condenser Microphone เสียงที่ได้เลยออกมาคม ชัด ใส เหมาะกับทั้งสายเล่นสนุกและสายทำงานจริงจัง
เสียงคมชัดในลุคคิวท์ๆ
คุณภาพเสียงระดับ HD + Cardioid – เก็บเสียงเราชัดเจน พร้อมลดเสียงรบกวนรอบข้าง เหมาะมากสำหรับห้องที่ไม่ได้เก็บเสียงแบบสตูดิโอ
เสียบแล้วใช้ได้ทันที
เชื่อมต่อผ่าน USB – รองรับทั้ง Windows และ macOS ใช้งานแบบ Plug & Play ไม่ต้องยุ่งกับไดรเวอร์
ฟีเจอร์ที่สายสตรีมต้องชอบ
ดีไซน์สีชมพูพาสเทล – วางบนโต๊ะแล้วช่วยดึงธีมให้ชัดเจนขึ้น ทั้งเกมมิ่งและสตรีมมิ่ง
ปุ่ม Mute แบบสัมผัส + ไฟ LED – แตะเบาๆ เพื่อปิดเสียง พร้อมไฟบอกสถานะชัดๆ
Pop Filter ในตัว – ลดเสียงลมแทรกและเสียงพยัญชนะกระแทก ทำให้เสียงพูดนุ่มขึ้น
ขาตั้งไมค์แบบปรับได้ – เลื่อนองศาให้เข้ากับระยะปากได้สะดวก
สรุป: สำหรับคนที่อยากให้เสียงดูโปร แต่ภาพรวมต้อง “น่ารักก่อน” ตัวนี้ตอบโจทย์ทั้งความสวยและความจริงจัง
5. HyperX SoloCast – ตัวเล็กแต่ระดับสตรีมเมอร์นิยม
ราคาประมาณ: 1,990 บาท
สายเกมมิ่งคงคุ้นชื่อ HyperX อยู่แล้ว และ HyperX SoloCast ก็เป็นไมค์ยอดฮิตที่หลายคนใช้เริ่มต้นสายสตรีม เพราะขนาดเล็ก ใช้ง่าย แต่คุณภาพเสียงจัดว่าเกินราคาพอสมควร
คุณภาพเสียงระดับจริงจัง
แคปซูล Condenser Electret 14 มม. – เก็บรายละเอียดเสียงได้ดี เสียงฟังชัด ไม่แบน
Cardioid Pickup – โฟกัสเสียงพูดจากด้านหน้า ตัดเสียงด้านข้างและด้านหลังออกไปพอสมควร เหมาะกับทั้งสตรีมและประชุม
การเชื่อมต่อและความสะดวก
USB-C Plug & Play – ใช้ได้กับ PC, Mac และแม้แต่ PlayStation 4/5 เสียบแล้วใช้งานได้ในไม่กี่วินาที
ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ
Tap-to-Mute Sensor – แตะด้านบนเพื่อปิดเสียงได้เลย ไม่ต้องเลื่อนหาในซอฟต์แวร์
ไฟ LED แสดงสถานะ – ดูง่ายว่าตอนนี้ไมค์กำลังส่งเสียงออกหรือไม่
รองรับการบันทึก 24-bit/96kHz – เมื่อใช้ร่วมกับเฟิร์มแวร์/ซอฟต์แวร์ HyperX จะปลดล็อกความละเอียดเสียงระดับสตูดิโอ เพิ่มมิติในเสียงพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขาตั้งปรับมุมได้ – บิดหมุนให้ไมค์เข้าหาปากได้ในหลายมุม และสามารถซ่อนใต้จอได้ถ้าพื้นที่โต๊ะน้อย
รองรับแขนบูม (Boom Arm) – มีเกลียวยึดมาตรฐาน 3/8 และ 5/8 นิ้ว ใช้ร่วมกับแขนไมค์ส่วนใหญ่ในตลาดได้เลย
สรุป: เหมาะกับคนที่จริงจังกับเสียงระดับหนึ่ง อยากได้แบรนด์ที่ไว้ใจได้ ขนาดเล็ก ไม่เกะกะ และรองรับการอัปเกรดในอนาคต
6. SIGNO MARROX MP-708 – ไมค์ไร้สาย อิสระเต็มโต๊ะ
ราคาประมาณ: 990 บาท
ถ้าคุณเบื่อสายระโยงระยางบนโต๊ะ อยากขยับตัวได้อิสระ ไม่ดึงสายไมค์หล่นทุกครั้งที่ลุกจากเก้าอี้ SIGNO E-Sport Gaming 2.4G Wireless LED Condenser MARROX MP-708 คือตัวเลือกสายไร้สายที่น่าสนใจมาก
ใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย 2.4GHz ที่ทั้งหน่วงต่ำและเสถียร เหมาะกับการเล่นเกมแบบเรียลไทม์หรือสตรีมสดที่ไม่อยากให้ดีเลย์กวนใจ
คุณภาพเสียง
คอนเดนเซอร์เกรดสตูดิโอ – ให้เสียงที่ใส เคลียร์ และเก็บรายละเอียดได้ดี ทั้งคุยในเกม พากย์ หรืออัดเสียงเล่นๆ
Cardioid Pattern – เน้นรับเสียงจากด้านหน้า ลดเสียงรบกวนรอบตัว
ง่ายแบบเสียบตัวรับแล้วจบ
USB Receiver Plug & Play – แค่เสียบดองเกิล USB กับ PC หรือ Mac ก็พร้อมใช้งานทันที
ฟังก์ชันเสริมที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
การเชื่อมต่อ 2.4GHz เสถียร – ลดอาการเสียงดีเลย์ให้เหลือน้อยที่สุด คุยกับเพื่อนในเกมได้แบบทันจังหวะ
ไฟ LED แสดงสถานะ + เพิ่มความเท่ – ได้ทั้งบอกสถานะการทำงาน และเพิ่มบรรยากาศเกมมิ่งบนโต๊ะ
ปุ่ม Mute หยิบใช้สะดวก – ปิดเสียงได้ทันทีเวลามีเหตุฉุกเฉินข้างตัว
แบตเตอรี่ในตัวแบบชาร์จได้ – ใช้งานต่อเนื่องได้ยาว ไม่ต้องคอยเปลี่ยนถ่านให้เสียอารมณ์
สรุป: เหมาะกับคนที่ไม่ชอบสายเกะกะ อยากเคลื่อนไหวได้อิสระ แต่ยังต้องการคุณภาพเสียงระดับคอนเดนเซอร์
7. HyperX DuoCast – ไมค์ตัวเดียวจบทั้งงาน เกม และสตูดิโอ
ราคาประมาณ: 3,290 บาท
ใครที่อยากได้ไมค์ตัวหลักสักหนึ่งตัว เอาไว้ใช้ได้ทุกงาน ตั้งแต่สตรีมเกม ประชุมงาน ไปจนถึงอัดเสียงจริงจัง HyperX DuoCast คือระดับ “ซื้อทีเดียวจบ”
ดีไซน์ดูพรีเมียม พร้อมไฟ RGB ที่เนียนตา ไม่ฉูดฉาดเกินไป ใช้ได้ทั้งสายเล่นและสายงาน
โหมดการรับเสียงยืดหยุ่น
Cardioid – ใช้ตอนพูดคนเดียว สตรีมคนเดียว หรืออัดเสียงเดี่ยว ลดเสียงรบกวนรอบข้าง
Omnidirectional – ใช้ตอนคุยหลายคน อัดเสียงรอบโต๊ะ หรือเก็บเสียงบรรยากาศ สามารถสลับโหมดได้ง่ายด้วยปุ่มเดียว
ความละเอียดเสียงระดับสูง
24-bit/96kHz Recording – ให้เสียงคม ละเอียด และสัญญาณรบกวนต่ำ เหมาะทั้งสายเกม สายพอดแคสต์ หรือสายร้องเพลงเบื้องต้น
การเชื่อมต่อ
USB-C to USB-A Plug & Play – รองรับ PC, PS5, PS4 และ Mac ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงไดรเวอร์
ฟังก์ชันระดับโปรที่ใช้งานจริงได้ทุกวัน
วงแหวนไฟ RGB ปรับแต่งได้ 2 โซน – ตั้งสีและเอฟเฟกต์ผ่านซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY ได้ ช่วยให้โต๊ะคุณดูมีคาแรกเตอร์มากขึ้น
Shock Mount แบบ Low-Profile ในตัว – ลดเสียงจากแรงสั่นสะเทือนเวลาเผลอเคาะโต๊ะหรือขยับของแรงๆ
เซ็นเซอร์แตะเพื่อปิดเสียง + ไฟ LED ชัดเจน – แตะแล้วปิดเสียงทันที ดูสถานะได้จากไฟที่หน้าตัวไมค์
ปุ่มปรับ Gain บนตัวไมค์ – หมุนจูนความไวของไมค์ได้ตามสถานการณ์ ใช้ง่ายแม้ตอนไลฟ์สด
ช่องหูฟัง 3.5 มม. สำหรับ Monitoring – ฟังเสียงตัวเองแบบเรียลไทม์ ปรับตำแหน่งหรือโทนเสียงให้เป๊ะที่สุด
Pop Filter ภายในตัว – ลดเสียงลมและ Plosives ช่วยให้เสียงนุ่มและฟังสบายขึ้น
ปรับแต่งผ่าน HyperX NGENUITY – ตั้งค่ารูปแบบรับเสียง ไฟ RGB และระดับเสียงได้ละเอียดในซอฟต์แวร์เดียว
สรุป: ถ้าคุณอยากได้ไมค์ที่หน้าตาดี เสียงดี ฟีเจอร์จัดเต็ม ใช้ได้ทั้งงานสายเล่นและงานจริงจัง DuoCast คือหนึ่งในตัวจบที่น่าเก็บมาก
เลือกไมค์ตั้งโต๊ะยังไงให้คุ้มกับสไตล์ของคุณ
ไมค์แต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์ต่างกันไป ทั้งด้านฟีเจอร์ ดีไซน์ และความสะดวกในการใช้งาน คุณสามารถโฟกัสเลือกจากจุดหลักๆ ได้ประมาณนี้
ถ้าเน้นใช้งานง่าย เสียบแล้วใช้เลย
Fantech MCX03, BOYA K3 Mini, Onikuma Hoko M630, SoloCast คือทางเลือกที่ตอบโจทย์
ถ้าอยากได้ไฟ RGB จัดๆ เน้นภาพบนสตรีม
Onikuma Hoko RGB M730 หรือ HyperX DuoCast คือสายไฟสวยแต่ไม่ทิ้งคุณภาพเสียง
ถ้าเบื่อสายระโยงระยาง อยากได้ไมค์ไร้สาย
SIGNO MARROX MP-708 ทำให้โต๊ะโล่งขึ้น และเคลื่อนไหวได้สบายกว่าเดิม
ถ้าอยากมีไมค์ตัวเดียวใช้ได้ทุกงาน
HyperX DuoCast เป็นตัวเลือกที่ลงตัวทั้งคุณภาพเสียง โหมดใช้งาน และรูปลักษณ์
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณอยากให้เสียงของตัวเองฟังดูเป็นมืออาชีพ น่าจดจำ และสื่อสารได้ชัดขึ้น ไมค์ตั้งโต๊ะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มกว่าที่คิด เพราะแค่เปลี่ยนไมค์ คุณภาพคอนเทนต์และภาพลักษณ์ในสายตาคนฟังก็กระโดดขึ้นไปอีกระดับทันที

