เดนมาร์ก…มากกว่ารูปบ้านสีๆ ที่ Nyhavn
เที่ยวเดนมาร์กปลายปี ทั้งชิล อบอุ่น และสวยทุกฤดู
หลายคนคิดถึงเดนมาร์กแล้วนึกออกแค่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงดีไซน์เก๋ คาเฟ่แน่น และบ้านสีพาสเทลริมคลอง แต่ความจริงแล้ว ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ยังซ่อนเมืองริมทะเล หมู่บ้านโบราณ และธรรมชาติสุดละมุนเอาไว้ทั่วทุกมุม
ทั้งหมดนี้ถูกห่อไว้ด้วยความรู้สึกแบบ Hygge – ความสุขเรียบง่าย อบอุ่นใจ และไม่วุ่นวาย
มาดู 10 เมืองน่าเที่ยวในเดนมาร์ก ที่เดินทางง่ายจากโคเปนเฮเกน เที่ยวได้ทั้งปี โดยเฉพาะปลายปีที่แสงไฟคริสต์มาสกับอากาศหนาวๆ ทำให้ทุกอย่างโรแมนติกขึ้นเป็นสองเท่า
1. Copenhagen – โคเปนเฮเกน เมืองดีไซน์และไฟคริสต์มาส
โคเปนเฮเกนคือจุดเริ่มต้นของทริปในฝัน เมืองหลวงที่รวมทุกอย่างของเดนมาร์กไว้ครบ ทั้งศิลปะ ชีวิตคนเมือง และความ Cozy แบบ Hygge
เดินเล่นแถว Nyhavn ชมบ้านสีพาสเทลริมคลอง ขึ้น Round Tower มองวิวเมืองมุมสูง แล้วแวะจิบกาแฟดีๆ ที่คาเฟ่เท่ๆ กลางเมือง ปลายปีที่นี่จะเต็มไปด้วยไฟประดับ หิมะบางๆ และกลิ่นคริสต์มาสลอยอยู่ทุกมุมถนน
ไฮไลต์ห้ามพลาด
Tivoli Gardens – สวนสนุกคลาสสิกที่ยิ่งสวยขึ้นมากช่วงปลายปี
Nyhavn – ท่าเรือเก่าสุดไอคอนิกของเดนมาร์ก
Amalienborg Palace – พระราชวังฤดูหนาวและลานกว้างสุดอลังการ
ช่วงน่าไป: ทั้งปี โดยเฉพาะ พ.ย.–ม.ค. สำหรับสายคริสต์มาสและไฟระยิบระยับ
การเดินทาง: การบินไทยมีไฟลต์บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกน สะดวกมากสำหรับทริปยุโรปเหนือ


จุดถ่ายรูปฮิตในโคเปนเฮเกน เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์สีสดและบรรยากาศริมคลองที่คึกคักแต่ไม่วุ่นวาย

ช่วงพระอาทิตย์ตกที่ Nyhavn เป็นช่วงเวลาที่เมืองดูโรแมนติกที่สุด แสงทองกระทบผิวน้ำและบ้านสีพาสเทลแบบภาพในโปสต์การ์ด

Amalienborg Palace และโบสถ์หินอ่อน คือฉากหลังสวยๆ ของโคเปนเฮเกนที่ไม่ควรพลาดในทริปแรกของคุณ

มุมคลาสสิกของพระราชวังคริสเตียนสเบิร์กและสะพานหินอ่อน ยามเช้าเมืองหลวงดูนิ่ง สงบ และสวยแบบไม่ต้องพยายาม



Rosenborg Castle Gardens คือสวนสวยกลางเมืองที่ผสมระหว่างธรรมชาติและสถาปัตยกรรมคลาสสิกได้ลงตัว

St. Alban’s Church หรือ The English Church ตั้งอยู่แถว Kastellet ใกล้รูปปั้น The Little Mermaid และสวน Churchillparken เป็นโบสถ์เล็กๆ แต่อบอุ่นมาก

Kastellet Citadel ป้อมรูปดาวท่ามกลางสนามหญ้าและกังหันลมเก่า เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมของสายชอบเมืองเก่า


Tivoli Gardens ในโคเปนเฮเกน คือสวนสนุกธีมวินเทจที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในโลกเทพนิยาย โดยเฉพาะตอนเปิดไฟช่วงเย็น




ช่วงปลายปี Tivoli จะถูกตกแต่งด้วยธีมคริสต์มาสแบบจัดเต็ม ทั้งไฟ หิมะปลอม ร้านของขวัญ และของกินอร่อย


มาเดนมาร์กต้องลอง สมอร์รอบรอด (smørrebrød) แซนด์วิชเปิดหน้าบนขนมปังไรย์ดำ หน้าแน่นทั้งกุ้ง มายองเนส และสมุนไพร รสชาติ Local แท้ๆ ที่ห้ามพลาด

2. Aarhus – เมืองศิลปะสายชิลของเดนมาร์ก
Aarhus เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ผสมความเป็นเมืองศิลปะร่วมสมัยเข้ากับวิถีชีวิตที่เนิบช้าและอบอุ่น
ไฮไลต์คือ ARoS Aarhus Art Museum กับโซน Rainbow Panorama ทางเดินกระจกสีบนดาดฟ้า ให้คุณเดินชมเมืองผ่านเฉดสีรุ้งแบบ 360 องศา ส่วน Latin Quarter คือย่านฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านดีไซน์ และกลิ่นขนมอบหอมๆ จากร้านเล็กริมถนน
ช่วงน่าไป: ตุลาคม–ธันวาคม เมืองเต็มไปด้วยไฟประดับและตลาดคริสต์มาส
การเดินทาง: นั่งรถไฟตรงจากโคเปนเฮเกนประมาณ 3 ชั่วโมง
พิกัดห้ามพลาด
ARoS Aarhus Art Museum
Den Gamle By (พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณกลางแจ้ง)
Aarhus Street Food
วิวเมือง Aarhus พร้อมมหาวิหารและหลังคาสีแดงเรียงราย เป็นอีกเมืองที่ให้ฟีลยุโรปคลาสสิกแบบไม่วุ่นวาย



เดินเล่นใน Den Gamle By เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปยุคเมืองเดนมาร์กเก่าจริงๆ บ้านไม้ ถนนหิน และสวนสวยทุกมุม


Rosenholm Castle คือปราสาทยุคเรอเนซองส์ที่ยังคงความงามแบบเดิมเอาไว้ เหมือนภาพจากหนังประวัติศาสตร์



3. Odense – เมืองเทพนิยายของ Hans Christian Andersen
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศนิทานจริงๆ ต้องมาที่ Odense บ้านเกิดของ Hans Christian Andersen ผู้เขียนเรื่องดังอย่าง “ลูกเป็ดขี้เหร่” และ “เงือกน้อย”
เมืองนี้เต็มไปด้วยบ้านไม้สีพาสเทล ถนนหินโบราณ และร้านเบเกอรี่อบใหม่เป็นรายวัน แค่เดินเรื่อยๆ ก็เหมือนเข้าไปอยู่บนหน้าหนังสือนิทานเล่มโปรด
พิกัดแนะนำ
Hans Christian Andersen Museum
Odense Old Town
Storms Pakhus (ฟู้ดคอร์ทสไตล์ Local)
ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–มกราคม บรรยากาศคริสต์มาสอบอุ่นสุดๆ
การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 1.5 ชม.
Hans Christian Andersen Museum ถูกรีดีไซน์ใหม่ในปี 2021 โดยสถาปนิกญี่ปุ่น Kengo Kuma ให้เป็น Immersive Experience พาผู้ชมดิ่งสู่โลกเทพนิยายแบบเต็มอารมณ์

St. Canute’s Cathedral หรือมหาวิหารโอเดนเซ คือศาสนสถานสำคัญอีกแห่งของเดนมาร์กที่สวยขรึมและสงบมาก



ปราสาท Egeskov Castle พร้อมสวนจัดอย่างสวย คืออีกหนึ่งเดย์ทริปที่เดินทางจาก Odense ไปกลับได้สบายๆ

4. Ribe – เมืองที่เก่าที่สุดในเดนมาร์ก
Ribe คือเมืองที่เวลาเดินช้ากว่าที่อื่นเล็กน้อย ถนนหินกรวด โบสถ์กลางเมือง และอาคารไม้จากศตวรรษที่ 16 ยังคงยืนหยัดอยู่เหมือนเดิม
แค่เดินเล่นในเมืองเก่าช่วงฤดูหนาว ก็เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคไวกิ้งแบบมีหมอกและลมหนาวเป็นเอฟเฟกต์ประกอบฉาก
จุดห้ามพลาด
Ribe Cathedral
Ribe Viking Center
ร้านอาหาร Kolvig – by Skovmose ติดแม่น้ำ บรรยากาศดีมาก
ช่วงน่าไป: ตุลาคม–มีนาคม เมืองจะเงียบ สงบ และโรแมนติกสุดๆ
การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 3.5 ชม.



ตรอกหินโบราณในเขตเมืองเก่า Ribe คือโลเคชันที่เหมาะกับการเดินถ่ายรูปแบบไม่ต้องเร่งเวลา




5. Skagen – จุดที่สองทะเลมาชนกัน
เหนือสุดของเดนมาร์กคือเมือง Skagen เมืองปลายแหลมที่ ทะเลเหนือ (North Sea) และ ทะเลบอลติก (Baltic Sea) มาบรรจบกันพอดี
ไฮไลต์คือจุดชมวิว Grenen ที่คุณจะได้เห็นคลื่นจากสองทะเลมาปะทะกันชัดๆ โดยไม่ผสมกันในทันที เพราะความต่างของความหนาแน่นและอุณหภูมิน้ำ นอกจากนั้น เมืองยังเต็มไปด้วยบ้านสีเหลืองสดและแสงสวยที่เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินเดนมาร์กมาหลายยุค
พิกัดน่าแวะ
Grenen Sandbar
Skagens Museum
ร้านอาหาร Brøndums Hotel เมนูเดนิชแบบดั้งเดิม
ช่วงน่าไป: ธันวาคม–มีนาคม ชายฝั่งฤดูหนาวสวยมากแบบสะกด
การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนราว 4–5 ชั่วโมง


ชายฝั่ง Skagen มาพร้อมประภาคารสีเทาและวิวทะเลกว้างสุดสายตา เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบเมืองเงียบและเสียงคลื่นเบาๆ


เนินทรายตอนพระอาทิตย์ตกของ Skagen คือฉากสวยๆ ที่ทำให้เข้าใจคำว่า “ความสุขเรียบง่าย” ได้ทันที




โบสถ์ Den Tilsandede Kirke หรือโบสถ์ที่ถูกกลืนด้วยทราย คือแลนด์มาร์กแปลกตาและน่าค้นหาอีกจุดของ Skagen


6. Helsingør (Elsinore) – เมืองปราสาท Hamlet ริมทะเล
ห่างจากโคเปนเฮเกนแค่ชั่วโมงนิดๆ คุณจะได้เจอกับเมืองริมทะเลที่โรแมนติกมากอย่าง Helsingør ที่นี่คือที่ตั้งของ Kronborg Castle ปราสาทที่ถูกใช้เป็นฉากใน Hamlet ของ Shakespeare
ด้านในปราสาทเต็มไปด้วยห้องโถงและทางเดินแบบคลาสสิก เหมาะกับคนรักประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมยุโรปแบบจัดเต็ม
พิกัดเดินเล่น
Kronborg Castle
Maritime Museum of Denmark
ย่าน Old Town และท่าเรือ Helsingør
ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–มกราคม หมอกบางๆ กับไฟคริสต์มาสคือคู่หูที่ทำให้เมืองดูมีเสน่ห์มาก
การเดินทาง: รถไฟตรงจากโคเปนเฮเกนประมาณ 45 นาที




Kronborg Castle ตั้งตระหง่านอยู่ริมหาด มองออกไปเห็นช่องแคบ Øresund เป็นวิวที่ทั้งสงบและยิ่งใหญ่ในคราวเดียวกัน

บรรยากาศเมืองเก่า Helsingør มองเห็นศาลาว่าการและจัตุรัสกลางเมืองแบบชัดๆ



7. Roskilde – เมืองไวกิ้งและเสียงดนตรี
Roskilde คืออดีตเมืองหลวงเก่าที่เล่าประวัติศาสตร์เดนมาร์กได้ครบในเมืองเดียว ทั้งเรื่องราวชาวไวกิ้ง ราชวงศ์ และดนตรี
ไฮไลต์คือ Viking Ship Museum ที่จัดแสดงเรือไวกิ้งจริง และ Roskilde Cathedral มรดกโลก UNESCO ที่เป็นที่ฝังพระศพกษัตริย์หลายพระองค์ นอกจากนี้ เมืองนี้ยังเป็นเจ้าภาพ Roskilde Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับตำนานของยุโรป
จุดเช็กอิน
Viking Ship Museum
Roskilde Cathedral
ร้าน Raadhuskælderen ในอาคารเก่าแก่สุดบรรยากาศ
ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–ธันวาคม เมืองสวย อากาศดี ไม่หนาวเกินไป
การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 30 นาที








ซุ้มประตู Absalon เชื่อมระหว่างมหาวิหาร Roskilde กับพระราชวัง เป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ่ายรูปออกมาแล้วได้ฟีลยุโรปเก่าชัดมาก


เรือไวกิ้งที่ Roskilde Marina คือการยืนยันว่าเมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่โบสถ์และปราสาท แต่ยังเล่าประวัติศาสตร์ทะเลได้อย่างมีชีวิต


8. Ebeltoft – หมู่บ้านริมทะเลที่หลุดมาจากนิทาน
Ebeltoft คือหมู่บ้านเล็กในคาบสมุทร Djursland ที่น่ารักเกินเบอร์ บ้านไม้สีขาวและสีพาสเทลเรียงกันบนถนนหินกรวด ร้านกาแฟเล็กๆ มองเห็นทะเล และบรรยากาศเงียบๆ ที่ทำให้ไม่อยากรีบกลับ
ที่ห้ามพลาดในเมืองนี้
Fregatten Jylland – เรือรบประวัติศาสตร์สุดยิ่งใหญ่ของเดนมาร์ก
Glass Museum Ebeltoft – พิพิธภัณฑ์งานแก้วร่วมสมัย
Cafe Moeslund – คาเฟ่ขนมโฮมเมดพร้อมวิวอ่าวสุดละมุน
ช่วงน่าไป: กันยายน–ธันวาคม ใบไม้เปลี่ยนสี อากาศเย็นกำลังสบาย
การเดินทาง: รถบัสจาก Aarhus ราว 1 ชม. หรือขับรถจากโคเปนเฮเกนประมาณ 3 ชม.

ศาลาว่าการเมืองเก่าของ Ebeltoft เป็นอาคารเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์


ถนนสายเก่าใน Ebeltoft กับบ้านสีสดและพื้นหินกรวด ทำให้เดินเล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ

เรือใบ Fregatten Jylland คือสมบัติชาติที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง


9. Bornholm – เกาะศิลปินและสายกินต้องตกหลุมรัก
ถ้าชอบทั้งศิลปะและอาหาร ต้องลองแวะเกาะ Bornholm เกาะที่ได้ฉายาว่า “สวรรค์ของศิลปิน” เต็มไปด้วยแกลเลอรีเล็กๆ ร้านทำขนมและชีสโฮมเมด รวมถึงปลารมควันและวัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่น
เมืองเล็กๆ อย่าง Gudhjem และ Svaneke คือหมู่บ้านริมทะเลที่สวยและมีเสน่ห์มาก
พิกัดน่าเช็กอิน
Hammershus Castle
Gudhjem Village
Ronne – เมืองหลักและศูนย์กลางการเดินทางของเกาะ
ร้าน Nordlandet Hotel & Restaurant
ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–มีนาคม บรรยากาศสงบ โรแมนติก เหมาะกับคนอยากหนีเมืองใหญ่
การเดินทาง: บินจากโคเปนเฮเกนประมาณ 40 นาที หรือเรือเฟอร์รี่จาก Ystad (สวีเดน)


Ronne เมืองหลักของ Bornholm ให้ฟีลเมืองเล็กริมทะเลที่มีครบทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และท่าเรือ






Gudhjem เมืองเล็กบนเนินที่หันหน้าออกสู่ทะเล เป็นมุมพาโนราม่าที่ถ่ายยังไงก็ออกมาสวย






โบสถ์ทรงกลม Osterlars คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ทั้งแปลกตาและสวยแบบมินิมอล

10. Sønderborg – เมืองชายทะเลใต้สาย Cozy ตัวจริง
Sønderborg เมืองสงบทางตอนใต้ของเดนมาร์ก เหมาะกับคนที่อยากชะลอจังหวะชีวิตลงชั่วคราว
Sønderborg Castle ตั้งอยู่ริมอ่าว รายล้อมด้วยสวนและสะพานสีขาวให้เดินเล่นชิลๆ เมืองนี้เน้นบรรยากาศ สงบ โรแมนติก และเต็มไปด้วย Hygge แบบไม่ต้องพยายาม
พิกัดชิลๆ ในเมือง
Sønderborg Castle
Dybbøl Banke Museum
ร้านอาหาร Syttende (Michelin Star)
ช่วงน่าไป: กันยายน–พฤศจิกายน อากาศเย็นสบาย คนไม่เยอะ
การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 4 ชม.



สวนรอบปราสาทเหมาะกับการเดินเล่นเงียบๆ ท่ามกลางต้นไม้และอากาศเย็นสบาย

พิพิธภัณฑ์ Dybbøl Banke เล่าถึงสงคราม Second Schleswig War ปี 1864 เป็นอีกจุดที่ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์โซนนี้มากขึ้น

ชายหาดริมทะเลบอลติกและวิวแม่น้ำใน Sønderborg ให้ฟีลสบายตาแบบที่นั่งมองได้นานๆ โดยไม่เบื่อ



Beyond Copenhagen – เดนมาร์กที่สวยกว่าในโปสการ์ด
เดนมาร์กไม่ได้มีดีแค่โคเปนเฮเกน หรือบ้านสีสดริมน้ำ แต่ยังเต็มไปด้วยเมืองเล็ก หมู่บ้านโบราณ ชายทะเลเงียบๆ และผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง
ความสุขของทริปเดนมาร์กมักซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ระหว่างทาง
เช่น ร้านกาแฟมุมถนนที่บาริสตาจำหน้าเราได้ หลังจากไปซ้ำวันสองวัน ถนนหินกรวดที่มีเพียงเสียงรองเท้ากับลมหนาว หรือช่วงเวลานั่งดูพระอาทิตย์ตกช้าๆ บนเนินทรายที่ไม่มีใครเลยนอกจากเรา
Aurora Bonus – ลุ้นแสงเหนือในเดนมาร์ก
เดนมาร์กอยู่ใต้แนวแสงเหนือมานิดเดียว แต่ในบางคืนของฤดูหนาว (ประมาณ ธ.ค.–มี.ค.) ถ้าพายุสุริะแรงพอ ฟ้าปลอด และคุณอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่น Skagen หรือแถว Thy National Park ก็มีโอกาสลุ้นเห็นแสงออโรราได้เหมือนกัน
✨ เคล็ดลับ: โหลดแอป Aurora Forecast ติดเครื่องไว้ แล้วหนีออกไปพื้นที่มืดๆ ห่างจากแสงเมืองให้มากที่สุด
🧭 เคล็ดลับวางแผนเที่ยวเดนมาร์กให้ทริปออกมาดีสุด
เที่ยวหน้าหนาว (พ.ย.–ก.พ.)
เหมาะกับคนชอบตลาดคริสต์มาส แสงไฟ และเสื้อโค้ตหนาๆ บรรยากาศโรแมนติกแบบหนังยุโรปเที่ยวหน้าร้อน (พ.ค.–ก.ย.)
แสงแดดยาวนาน เหมาะมากกับการเดินเล่นริมชายหาด ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองเล็ก หรือกระโดดเกาะไปเรื่อยๆการเดินทางในประเทศ
ระบบรถไฟเดนมาร์ก (DSB) ครอบคลุมเมืองหลักแทบทั้งหมด นั่งง่ายไม่ซับซ้อน หรือถ้าชอบอิสระจะเช่ารถขับเองก็สะดวกมาก ถนนดี ป้ายชัด และวิวสวยตลอดทาง
✈️ เริ่มต้นทริปเดนมาร์กด้วยไฟลต์ตรงจากกรุงเทพฯ
ถ้าอยากให้การเดินทางไปยุโรปเหนือเริ่มต้นแบบสบายๆ การบินตรงไปโคเปนเฮเกนช่วยประหยัดแรงได้เยอะ เพราะไม่ต้องต่อเครื่องให้วุ่นวาย
การบินไทยมีบริการแบบ Full Service จัดเต็มตั้งแต่เลือกที่นั่งล่วงหน้า อาหารบนเครื่อง ไปจนถึงน้ำหนักกระเป๋าที่รวมอยู่ในตั๋วทุกคลาส สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจหรือสมาชิก Royal Orchid Plus (ROP) ยังใช้เลานจ์ของการบินไทยได้อีกด้วย
นอกจากโคเปนเฮเกนแล้ว ยังมีไฟลต์บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปอีกสองเมืองสแกนดิเนเวียยอดฮิต ได้แก่
🇳🇴 ออสโล (นอร์เวย์) – ดินแดนฟยอร์ดและภูเขายิ่งใหญ่
🇸🇪 สตอกโฮล์ม (สวีเดน) – เมืองแห่งเกาะน้อยใหญ่และวัฒนธรรมสแกนดิเนเวียน
🇩🇰 โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) – จุดเริ่มต้นที่ดีของการออกสำรวจเมืองเล็กทั้ง 10 แห่งด้านบน
งบคร่าวๆ สำหรับตั๋วไปสแกนดิเนเวีย
โดยทั่วไปเริ่มที่ราวๆ 25,000–40,000 บาท แล้วแต่ช่วงเวลาและโปรโมชัน
ถ้าอยากได้ราคาดี แนะนำให้จองล่วงหน้าราว 2–3 เดือน



ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากโคเปนเฮเกน หรือบินต่อไปเมืองไหนในสแกนดิเนเวีย สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือทริปที่เต็มไปด้วย แสงนุ่มๆ ของแดนเหนือ เมืองเล็กที่เดินแล้วไม่อยากกลับ และความ Hygge ที่จะติดใจไปอีกนาน

