รับแอปรับแอป

เดนมาร์กไม่จบแค่โคเปนเฮเกน: 10 เมืองเล็กบรรยากาศ Hygge ที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง

พิมพ์ชนก สุขใจ01-31

เดนมาร์ก…มากกว่ารูปบ้านสีๆ ที่ Nyhavn

เที่ยวเดนมาร์กปลายปี ทั้งชิล อบอุ่น และสวยทุกฤดู

หลายคนคิดถึงเดนมาร์กแล้วนึกออกแค่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงดีไซน์เก๋ คาเฟ่แน่น และบ้านสีพาสเทลริมคลอง แต่ความจริงแล้ว ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ยังซ่อนเมืองริมทะเล หมู่บ้านโบราณ และธรรมชาติสุดละมุนเอาไว้ทั่วทุกมุม

ทั้งหมดนี้ถูกห่อไว้ด้วยความรู้สึกแบบ Hygge – ความสุขเรียบง่าย อบอุ่นใจ และไม่วุ่นวาย

มาดู 10 เมืองน่าเที่ยวในเดนมาร์ก ที่เดินทางง่ายจากโคเปนเฮเกน เที่ยวได้ทั้งปี โดยเฉพาะปลายปีที่แสงไฟคริสต์มาสกับอากาศหนาวๆ ทำให้ทุกอย่างโรแมนติกขึ้นเป็นสองเท่า

1. Copenhagen – โคเปนเฮเกน เมืองดีไซน์และไฟคริสต์มาส

โคเปนเฮเกนคือจุดเริ่มต้นของทริปในฝัน เมืองหลวงที่รวมทุกอย่างของเดนมาร์กไว้ครบ ทั้งศิลปะ ชีวิตคนเมือง และความ Cozy แบบ Hygge

เดินเล่นแถว Nyhavn ชมบ้านสีพาสเทลริมคลอง ขึ้น Round Tower มองวิวเมืองมุมสูง แล้วแวะจิบกาแฟดีๆ ที่คาเฟ่เท่ๆ กลางเมือง ปลายปีที่นี่จะเต็มไปด้วยไฟประดับ หิมะบางๆ และกลิ่นคริสต์มาสลอยอยู่ทุกมุมถนน

ไฮไลต์ห้ามพลาด

  • Tivoli Gardens – สวนสนุกคลาสสิกที่ยิ่งสวยขึ้นมากช่วงปลายปี

  • Nyhavn – ท่าเรือเก่าสุดไอคอนิกของเดนมาร์ก

  • Amalienborg Palace – พระราชวังฤดูหนาวและลานกว้างสุดอลังการ

ช่วงน่าไป: ทั้งปี โดยเฉพาะ พ.ย.–ม.ค. สำหรับสายคริสต์มาสและไฟระยิบระยับ

การเดินทาง: การบินไทยมีไฟลต์บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกน สะดวกมากสำหรับทริปยุโรปเหนือ

จุดถ่ายรูปฮิตในโคเปนเฮเกน เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์สีสดและบรรยากาศริมคลองที่คึกคักแต่ไม่วุ่นวาย

ช่วงพระอาทิตย์ตกที่ Nyhavn เป็นช่วงเวลาที่เมืองดูโรแมนติกที่สุด แสงทองกระทบผิวน้ำและบ้านสีพาสเทลแบบภาพในโปสต์การ์ด

Amalienborg Palace และโบสถ์หินอ่อน คือฉากหลังสวยๆ ของโคเปนเฮเกนที่ไม่ควรพลาดในทริปแรกของคุณ

มุมคลาสสิกของพระราชวังคริสเตียนสเบิร์กและสะพานหินอ่อน ยามเช้าเมืองหลวงดูนิ่ง สงบ และสวยแบบไม่ต้องพยายาม

Rosenborg Castle Gardens คือสวนสวยกลางเมืองที่ผสมระหว่างธรรมชาติและสถาปัตยกรรมคลาสสิกได้ลงตัว

St. Alban’s Church หรือ The English Church ตั้งอยู่แถว Kastellet ใกล้รูปปั้น The Little Mermaid และสวน Churchillparken เป็นโบสถ์เล็กๆ แต่อบอุ่นมาก

Kastellet Citadel ป้อมรูปดาวท่ามกลางสนามหญ้าและกังหันลมเก่า เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมของสายชอบเมืองเก่า

Tivoli Gardens ในโคเปนเฮเกน คือสวนสนุกธีมวินเทจที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในโลกเทพนิยาย โดยเฉพาะตอนเปิดไฟช่วงเย็น

ช่วงปลายปี Tivoli จะถูกตกแต่งด้วยธีมคริสต์มาสแบบจัดเต็ม ทั้งไฟ หิมะปลอม ร้านของขวัญ และของกินอร่อย

มาเดนมาร์กต้องลอง สมอร์รอบรอด (smørrebrød) แซนด์วิชเปิดหน้าบนขนมปังไรย์ดำ หน้าแน่นทั้งกุ้ง มายองเนส และสมุนไพร รสชาติ Local แท้ๆ ที่ห้ามพลาด

2. Aarhus – เมืองศิลปะสายชิลของเดนมาร์ก

Aarhus เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ผสมความเป็นเมืองศิลปะร่วมสมัยเข้ากับวิถีชีวิตที่เนิบช้าและอบอุ่น

ไฮไลต์คือ ARoS Aarhus Art Museum กับโซน Rainbow Panorama ทางเดินกระจกสีบนดาดฟ้า ให้คุณเดินชมเมืองผ่านเฉดสีรุ้งแบบ 360 องศา ส่วน Latin Quarter คือย่านฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านดีไซน์ และกลิ่นขนมอบหอมๆ จากร้านเล็กริมถนน

  • ช่วงน่าไป: ตุลาคม–ธันวาคม เมืองเต็มไปด้วยไฟประดับและตลาดคริสต์มาส

  • การเดินทาง: นั่งรถไฟตรงจากโคเปนเฮเกนประมาณ 3 ชั่วโมง

พิกัดห้ามพลาด

  • ARoS Aarhus Art Museum

  • Den Gamle By (พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณกลางแจ้ง)

  • Aarhus Street Food

วิวเมือง Aarhus พร้อมมหาวิหารและหลังคาสีแดงเรียงราย เป็นอีกเมืองที่ให้ฟีลยุโรปคลาสสิกแบบไม่วุ่นวาย

เดินเล่นใน Den Gamle By เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปยุคเมืองเดนมาร์กเก่าจริงๆ บ้านไม้ ถนนหิน และสวนสวยทุกมุม

Rosenholm Castle คือปราสาทยุคเรอเนซองส์ที่ยังคงความงามแบบเดิมเอาไว้ เหมือนภาพจากหนังประวัติศาสตร์

3. Odense – เมืองเทพนิยายของ Hans Christian Andersen

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศนิทานจริงๆ ต้องมาที่ Odense บ้านเกิดของ Hans Christian Andersen ผู้เขียนเรื่องดังอย่าง “ลูกเป็ดขี้เหร่” และ “เงือกน้อย”

เมืองนี้เต็มไปด้วยบ้านไม้สีพาสเทล ถนนหินโบราณ และร้านเบเกอรี่อบใหม่เป็นรายวัน แค่เดินเรื่อยๆ ก็เหมือนเข้าไปอยู่บนหน้าหนังสือนิทานเล่มโปรด

พิกัดแนะนำ

  • Hans Christian Andersen Museum

  • Odense Old Town

  • Storms Pakhus (ฟู้ดคอร์ทสไตล์ Local)

  • ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–มกราคม บรรยากาศคริสต์มาสอบอุ่นสุดๆ

  • การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 1.5 ชม.

Hans Christian Andersen Museum ถูกรีดีไซน์ใหม่ในปี 2021 โดยสถาปนิกญี่ปุ่น Kengo Kuma ให้เป็น Immersive Experience พาผู้ชมดิ่งสู่โลกเทพนิยายแบบเต็มอารมณ์

St. Canute’s Cathedral หรือมหาวิหารโอเดนเซ คือศาสนสถานสำคัญอีกแห่งของเดนมาร์กที่สวยขรึมและสงบมาก

ปราสาท Egeskov Castle พร้อมสวนจัดอย่างสวย คืออีกหนึ่งเดย์ทริปที่เดินทางจาก Odense ไปกลับได้สบายๆ

4. Ribe – เมืองที่เก่าที่สุดในเดนมาร์ก

Ribe คือเมืองที่เวลาเดินช้ากว่าที่อื่นเล็กน้อย ถนนหินกรวด โบสถ์กลางเมือง และอาคารไม้จากศตวรรษที่ 16 ยังคงยืนหยัดอยู่เหมือนเดิม

แค่เดินเล่นในเมืองเก่าช่วงฤดูหนาว ก็เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคไวกิ้งแบบมีหมอกและลมหนาวเป็นเอฟเฟกต์ประกอบฉาก

จุดห้ามพลาด

  • Ribe Cathedral

  • Ribe Viking Center

  • ร้านอาหาร Kolvig – by Skovmose ติดแม่น้ำ บรรยากาศดีมาก

  • ช่วงน่าไป: ตุลาคม–มีนาคม เมืองจะเงียบ สงบ และโรแมนติกสุดๆ

  • การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 3.5 ชม.

ตรอกหินโบราณในเขตเมืองเก่า Ribe คือโลเคชันที่เหมาะกับการเดินถ่ายรูปแบบไม่ต้องเร่งเวลา

5. Skagen – จุดที่สองทะเลมาชนกัน

เหนือสุดของเดนมาร์กคือเมือง Skagen เมืองปลายแหลมที่ ทะเลเหนือ (North Sea) และ ทะเลบอลติก (Baltic Sea) มาบรรจบกันพอดี

ไฮไลต์คือจุดชมวิว Grenen ที่คุณจะได้เห็นคลื่นจากสองทะเลมาปะทะกันชัดๆ โดยไม่ผสมกันในทันที เพราะความต่างของความหนาแน่นและอุณหภูมิน้ำ นอกจากนั้น เมืองยังเต็มไปด้วยบ้านสีเหลืองสดและแสงสวยที่เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินเดนมาร์กมาหลายยุค

พิกัดน่าแวะ

  • Grenen Sandbar

  • Skagens Museum

  • ร้านอาหาร Brøndums Hotel เมนูเดนิชแบบดั้งเดิม

  • ช่วงน่าไป: ธันวาคม–มีนาคม ชายฝั่งฤดูหนาวสวยมากแบบสะกด

  • การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนราว 4–5 ชั่วโมง

ชายฝั่ง Skagen มาพร้อมประภาคารสีเทาและวิวทะเลกว้างสุดสายตา เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบเมืองเงียบและเสียงคลื่นเบาๆ

เนินทรายตอนพระอาทิตย์ตกของ Skagen คือฉากสวยๆ ที่ทำให้เข้าใจคำว่า “ความสุขเรียบง่าย” ได้ทันที

โบสถ์ Den Tilsandede Kirke หรือโบสถ์ที่ถูกกลืนด้วยทราย คือแลนด์มาร์กแปลกตาและน่าค้นหาอีกจุดของ Skagen

6. Helsingør (Elsinore) – เมืองปราสาท Hamlet ริมทะเล

ห่างจากโคเปนเฮเกนแค่ชั่วโมงนิดๆ คุณจะได้เจอกับเมืองริมทะเลที่โรแมนติกมากอย่าง Helsingør ที่นี่คือที่ตั้งของ Kronborg Castle ปราสาทที่ถูกใช้เป็นฉากใน Hamlet ของ Shakespeare

ด้านในปราสาทเต็มไปด้วยห้องโถงและทางเดินแบบคลาสสิก เหมาะกับคนรักประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมยุโรปแบบจัดเต็ม

พิกัดเดินเล่น

  • Kronborg Castle

  • Maritime Museum of Denmark

  • ย่าน Old Town และท่าเรือ Helsingør

  • ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–มกราคม หมอกบางๆ กับไฟคริสต์มาสคือคู่หูที่ทำให้เมืองดูมีเสน่ห์มาก

  • การเดินทาง: รถไฟตรงจากโคเปนเฮเกนประมาณ 45 นาที

Kronborg Castle ตั้งตระหง่านอยู่ริมหาด มองออกไปเห็นช่องแคบ Øresund เป็นวิวที่ทั้งสงบและยิ่งใหญ่ในคราวเดียวกัน

บรรยากาศเมืองเก่า Helsingør มองเห็นศาลาว่าการและจัตุรัสกลางเมืองแบบชัดๆ

7. Roskilde – เมืองไวกิ้งและเสียงดนตรี

Roskilde คืออดีตเมืองหลวงเก่าที่เล่าประวัติศาสตร์เดนมาร์กได้ครบในเมืองเดียว ทั้งเรื่องราวชาวไวกิ้ง ราชวงศ์ และดนตรี

ไฮไลต์คือ Viking Ship Museum ที่จัดแสดงเรือไวกิ้งจริง และ Roskilde Cathedral มรดกโลก UNESCO ที่เป็นที่ฝังพระศพกษัตริย์หลายพระองค์ นอกจากนี้ เมืองนี้ยังเป็นเจ้าภาพ Roskilde Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับตำนานของยุโรป

จุดเช็กอิน

  • Viking Ship Museum

  • Roskilde Cathedral

  • ร้าน Raadhuskælderen ในอาคารเก่าแก่สุดบรรยากาศ

  • ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–ธันวาคม เมืองสวย อากาศดี ไม่หนาวเกินไป

  • การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 30 นาที

ซุ้มประตู Absalon เชื่อมระหว่างมหาวิหาร Roskilde กับพระราชวัง เป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ่ายรูปออกมาแล้วได้ฟีลยุโรปเก่าชัดมาก

เรือไวกิ้งที่ Roskilde Marina คือการยืนยันว่าเมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่โบสถ์และปราสาท แต่ยังเล่าประวัติศาสตร์ทะเลได้อย่างมีชีวิต

8. Ebeltoft – หมู่บ้านริมทะเลที่หลุดมาจากนิทาน

Ebeltoft คือหมู่บ้านเล็กในคาบสมุทร Djursland ที่น่ารักเกินเบอร์ บ้านไม้สีขาวและสีพาสเทลเรียงกันบนถนนหินกรวด ร้านกาแฟเล็กๆ มองเห็นทะเล และบรรยากาศเงียบๆ ที่ทำให้ไม่อยากรีบกลับ

ที่ห้ามพลาดในเมืองนี้

  • Fregatten Jylland – เรือรบประวัติศาสตร์สุดยิ่งใหญ่ของเดนมาร์ก

  • Glass Museum Ebeltoft – พิพิธภัณฑ์งานแก้วร่วมสมัย

  • Cafe Moeslund – คาเฟ่ขนมโฮมเมดพร้อมวิวอ่าวสุดละมุน

  • ช่วงน่าไป: กันยายน–ธันวาคม ใบไม้เปลี่ยนสี อากาศเย็นกำลังสบาย

  • การเดินทาง: รถบัสจาก Aarhus ราว 1 ชม. หรือขับรถจากโคเปนเฮเกนประมาณ 3 ชม.

ศาลาว่าการเมืองเก่าของ Ebeltoft เป็นอาคารเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์

ถนนสายเก่าใน Ebeltoft กับบ้านสีสดและพื้นหินกรวด ทำให้เดินเล่นได้ทั้งวันไม่เบื่อ

เรือใบ Fregatten Jylland คือสมบัติชาติที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง

9. Bornholm – เกาะศิลปินและสายกินต้องตกหลุมรัก

ถ้าชอบทั้งศิลปะและอาหาร ต้องลองแวะเกาะ Bornholm เกาะที่ได้ฉายาว่า “สวรรค์ของศิลปิน” เต็มไปด้วยแกลเลอรีเล็กๆ ร้านทำขนมและชีสโฮมเมด รวมถึงปลารมควันและวัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่น

เมืองเล็กๆ อย่าง Gudhjem และ Svaneke คือหมู่บ้านริมทะเลที่สวยและมีเสน่ห์มาก

พิกัดน่าเช็กอิน

  • Hammershus Castle

  • Gudhjem Village

  • Ronne – เมืองหลักและศูนย์กลางการเดินทางของเกาะ

  • ร้าน Nordlandet Hotel & Restaurant

  • ช่วงน่าไป: พฤศจิกายน–มีนาคม บรรยากาศสงบ โรแมนติก เหมาะกับคนอยากหนีเมืองใหญ่

  • การเดินทาง: บินจากโคเปนเฮเกนประมาณ 40 นาที หรือเรือเฟอร์รี่จาก Ystad (สวีเดน)

Ronne เมืองหลักของ Bornholm ให้ฟีลเมืองเล็กริมทะเลที่มีครบทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และท่าเรือ

Gudhjem เมืองเล็กบนเนินที่หันหน้าออกสู่ทะเล เป็นมุมพาโนราม่าที่ถ่ายยังไงก็ออกมาสวย

โบสถ์ทรงกลม Osterlars คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ทั้งแปลกตาและสวยแบบมินิมอล

10. Sønderborg – เมืองชายทะเลใต้สาย Cozy ตัวจริง

Sønderborg เมืองสงบทางตอนใต้ของเดนมาร์ก เหมาะกับคนที่อยากชะลอจังหวะชีวิตลงชั่วคราว

Sønderborg Castle ตั้งอยู่ริมอ่าว รายล้อมด้วยสวนและสะพานสีขาวให้เดินเล่นชิลๆ เมืองนี้เน้นบรรยากาศ สงบ โรแมนติก และเต็มไปด้วย Hygge แบบไม่ต้องพยายาม

พิกัดชิลๆ ในเมือง

  • Sønderborg Castle

  • Dybbøl Banke Museum

  • ร้านอาหาร Syttende (Michelin Star)

  • ช่วงน่าไป: กันยายน–พฤศจิกายน อากาศเย็นสบาย คนไม่เยอะ

  • การเดินทาง: รถไฟจากโคเปนเฮเกนประมาณ 4 ชม.

สวนรอบปราสาทเหมาะกับการเดินเล่นเงียบๆ ท่ามกลางต้นไม้และอากาศเย็นสบาย

พิพิธภัณฑ์ Dybbøl Banke เล่าถึงสงคราม Second Schleswig War ปี 1864 เป็นอีกจุดที่ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์โซนนี้มากขึ้น

ชายหาดริมทะเลบอลติกและวิวแม่น้ำใน Sønderborg ให้ฟีลสบายตาแบบที่นั่งมองได้นานๆ โดยไม่เบื่อ

Beyond Copenhagen – เดนมาร์กที่สวยกว่าในโปสการ์ด

เดนมาร์กไม่ได้มีดีแค่โคเปนเฮเกน หรือบ้านสีสดริมน้ำ แต่ยังเต็มไปด้วยเมืองเล็ก หมู่บ้านโบราณ ชายทะเลเงียบๆ และผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง

ความสุขของทริปเดนมาร์กมักซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ระหว่างทาง

เช่น ร้านกาแฟมุมถนนที่บาริสตาจำหน้าเราได้ หลังจากไปซ้ำวันสองวัน ถนนหินกรวดที่มีเพียงเสียงรองเท้ากับลมหนาว หรือช่วงเวลานั่งดูพระอาทิตย์ตกช้าๆ บนเนินทรายที่ไม่มีใครเลยนอกจากเรา

Aurora Bonus – ลุ้นแสงเหนือในเดนมาร์ก

เดนมาร์กอยู่ใต้แนวแสงเหนือมานิดเดียว แต่ในบางคืนของฤดูหนาว (ประมาณ ธ.ค.–มี.ค.) ถ้าพายุสุริะแรงพอ ฟ้าปลอด และคุณอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่น Skagen หรือแถว Thy National Park ก็มีโอกาสลุ้นเห็นแสงออโรราได้เหมือนกัน

✨ เคล็ดลับ: โหลดแอป Aurora Forecast ติดเครื่องไว้ แล้วหนีออกไปพื้นที่มืดๆ ห่างจากแสงเมืองให้มากที่สุด

🧭 เคล็ดลับวางแผนเที่ยวเดนมาร์กให้ทริปออกมาดีสุด

  • เที่ยวหน้าหนาว (พ.ย.–ก.พ.)
    เหมาะกับคนชอบตลาดคริสต์มาส แสงไฟ และเสื้อโค้ตหนาๆ บรรยากาศโรแมนติกแบบหนังยุโรป

  • เที่ยวหน้าร้อน (พ.ค.–ก.ย.)
    แสงแดดยาวนาน เหมาะมากกับการเดินเล่นริมชายหาด ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองเล็ก หรือกระโดดเกาะไปเรื่อยๆ

  • การเดินทางในประเทศ
    ระบบรถไฟเดนมาร์ก (DSB) ครอบคลุมเมืองหลักแทบทั้งหมด นั่งง่ายไม่ซับซ้อน หรือถ้าชอบอิสระจะเช่ารถขับเองก็สะดวกมาก ถนนดี ป้ายชัด และวิวสวยตลอดทาง

✈️ เริ่มต้นทริปเดนมาร์กด้วยไฟลต์ตรงจากกรุงเทพฯ

ถ้าอยากให้การเดินทางไปยุโรปเหนือเริ่มต้นแบบสบายๆ การบินตรงไปโคเปนเฮเกนช่วยประหยัดแรงได้เยอะ เพราะไม่ต้องต่อเครื่องให้วุ่นวาย

การบินไทยมีบริการแบบ Full Service จัดเต็มตั้งแต่เลือกที่นั่งล่วงหน้า อาหารบนเครื่อง ไปจนถึงน้ำหนักกระเป๋าที่รวมอยู่ในตั๋วทุกคลาส สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจหรือสมาชิก Royal Orchid Plus (ROP) ยังใช้เลานจ์ของการบินไทยได้อีกด้วย

นอกจากโคเปนเฮเกนแล้ว ยังมีไฟลต์บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปอีกสองเมืองสแกนดิเนเวียยอดฮิต ได้แก่

  • 🇳🇴 ออสโล (นอร์เวย์) – ดินแดนฟยอร์ดและภูเขายิ่งใหญ่

  • 🇸🇪 สตอกโฮล์ม (สวีเดน) – เมืองแห่งเกาะน้อยใหญ่และวัฒนธรรมสแกนดิเนเวียน

  • 🇩🇰 โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) – จุดเริ่มต้นที่ดีของการออกสำรวจเมืองเล็กทั้ง 10 แห่งด้านบน

งบคร่าวๆ สำหรับตั๋วไปสแกนดิเนเวีย

  • โดยทั่วไปเริ่มที่ราวๆ 25,000–40,000 บาท แล้วแต่ช่วงเวลาและโปรโมชัน

  • ถ้าอยากได้ราคาดี แนะนำให้จองล่วงหน้าราว 2–3 เดือน

ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากโคเปนเฮเกน หรือบินต่อไปเมืองไหนในสแกนดิเนเวีย สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือทริปที่เต็มไปด้วย แสงนุ่มๆ ของแดนเหนือ เมืองเล็กที่เดินแล้วไม่อยากกลับ และความ Hygge ที่จะติดใจไปอีกนาน