รับแอปรับแอป

8 หูฟังเกมมิ่งไร้สายต่อได้ทั้งคอม+มือถือ ยิงไม่ดีโทษฝีมือ ไม่ใช่โทษเสียง!

ภาคภูมิ ศรีสุข01-31

เปิดลิสต์หูฟังเกมมิ่งไร้สายยุคใหม่

ยุคนี้จะเล่นเกมจริงจังทั้งที หูฟังเกมมิ่งไร้สาย คือของต้องมี ไม่ใช่แค่เสียงดี แต่มันต้องต่อได้หลายอุปกรณ์ในตัวเดียว จะเล่นเกมบนพีซี สลับตอบแชตบนมือถือ หรือโยกไปเล่นเครื่องคอนโซลก็ต้องเอาอยู่

ดีไซน์ก็มีให้เลือกทั้งแบบเฮดโฟนครอบหู, แบบคล้องคอ จนถึง True Wireless ตัวเล็กพกง่าย หลายรุ่นใช้ Bluetooth ควบคู่กับ USB RF 2.4 GHz ทำให้เอาไปต่อคอม-มือถือ-คอนโซลได้หมด ลดการซื้อซ้ำซ้อน ชิ้นเดียวจบทุกแพลตฟอร์ม

ทำไมต้องหูฟังเกมมิ่ง “ไร้สาย” ?

ก่อนจะไปดูแต่ละรุ่น มาดูคาแรกเตอร์ของหูฟังเกมมิ่งไร้สายกันนิดเดียว จะได้เลือกง่ายขึ้นและใช้ได้คุ้มจริง

  • แนะนำให้ติดตั้งแอพฯ หรือซอฟต์แวร์ของแต่ละแบรนด์เสมอ จะปลดล็อคฟีเจอร์เสียง, EQ, Spatial Audio และตั้งค่าไมค์ได้ละเอียดกว่าต่อแบบพื้นฐาน

  • โหมด Low latency ช่วยลดดีเลย์ ทำให้ยิงปืน-กดสกิลแล้วเสียงตามภาพแบบทันทีทันใด แต่จะกินแบตมากขึ้น ทำให้ใช้งานได้น้อยลง ต้องชาร์จบ่อยขึ้น

  • การเชื่อมต่อแบบ USB RF 2.4 GHz ส่งข้อมูลเสียงได้หนาแน่นและหน่วงน้อยกว่า Bluetooth แต่กินแบตมากกว่า ส่วน Bluetooth 5.x หน่วงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ประหยัดพลังงานกว่า

  • จุดเด่นของหูฟังที่มีดองเกิล USB RF 2.4 GHz คือ เอาไปต่อเครื่องเกมคอนโซลได้ง่ายมาก โดยเฉพาะ PlayStation / Nintendo Switch / PC

รวม 8 หูฟังเกมมิ่งไร้สายต่อได้หลายเครื่อง เล่นเกมมันส์ ฟังเพลงก็ได้เรื่อง

ด้านล่างนี้คือ 8 รุ่นเด่นที่เน้นทั้งการเล่นเกมและความบันเทิง ฟีเจอร์คุ้ม ราคาหลากหลาย ตั้งแต่หลักพันต้นจนถึงตัวท็อปสายจริงจัง

1. Onikuma T27 Dual Mode Gaming Earbuds (1,140 บาท)

สายไม่ชอบอะไรเทอะทะต้องส่องรุ่นนี้เลย เพราะ Onikuma T27 เป็นหูฟัง True Wireless แบบเกมมิ่ง ตัวเล็กแต่ต่อได้รอบด้าน ทั้งพีซี สมาร์ทโฟน และเครื่องคอนโซลผ่าน USB-C RF 2.4 GHz หรือ Bluetooth 5.3 ในชุดเดียว

แบตเตอรี่จัดว่าถึก ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 48 ชั่วโมง (เมื่อปิดไฟ RGB) ในตัวมี AI ENC ช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอก เล่นเกมแล้วไม่โดนเสียงรอบข้างกวนสมาธิ การควบคุมก็แตะที่ก้านหูฟังได้เลยทั้งเล่น/หยุดเพลงหรือรับสาย

ค่าเลทเทนซีต่ำแค่ 20ms เอาไปเล่นเกม FPS, RPG หรือ MOBA ก็ยังตอบสนองได้ทันใจ ข้อเสียมีนิดเดียวคือไม่มีโปรแกรมแยกให้ปรับเสียงเฉพาะรุ่น ต้องใช้งานตามระบบของอุปกรณ์ที่ต่ออยู่

ข้อดี

  • เป็น True Wireless ราคาเข้าถึงง่าย ใช้ได้ทั้งพีซี, คอนโซล และสมาร์ทโฟน

  • แบตอึด ใช้ได้นานสุดราว 48 ชม. เมื่อปิดไฟ RGB ลดการชาร์จระหว่างวัน

  • AI ENC ช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีในระดับหนึ่ง

  • กันน้ำระดับ IPX4 ทนเหงื่อ เหมาะกับพกออกนอกบ้านหรือเล่นเกมนานๆ

  • แตะควบคุมที่ก้านหูฟังได้ทันที ไม่ต้องล้วงมือถือออกมาบ่อยๆ

  • เลทเทนซีต่ำ 20ms เหมาะกับเกม FPS ที่ต้องอาศัยเสียงเป็นหลัก

ข้อสังเกต

  • ถ้าจะต่อกับ PlayStation 4 / 5 ให้เสียบเฉพาะพอร์ตด้านหน้าเครื่อง และไม่ควรใช้ Bluetooth

  • ไม่มีแอพฯ หรือโปรแกรมปรับเสียงเฉพาะ ต้องพึ่งค่าระบบจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

2. Edifier HECATE GX05 (1,890 บาท)

สาย True Wireless ระดับซีเรียสต้องสนใจ GX05 จาก Edifier รุ่นนี้ใส่มาให้ครบมาก ทั้งโหมดเกม ฟีเจอร์ตัดเสียง และการตั้งค่าผ่านแอพฯ จุดเดียวที่ต้องทำใจคือแบตเตอรี่ไม่ได้นานมากนัก แม้จะปิดไฟ RGB แล้วก็ตาม

ภายในรองรับ Codec อย่าง SBC และ LHDC 5.0 ทำให้ใช้ฟังเพลงได้ดีมาก นอกจากเล่นเกม ต่อพีซี มือถือ หรือเครื่องเกมที่มีพอร์ต USB-A ก็ได้สบาย มี Dual Wireless สลับเชื่อมต่อระหว่าง Bluetooth 5.3 และ USB RF 2.4 GHz ได้แบบอัตโนมัติ พร้อมเลทเทนซีต่ำเพียง 15ms เหมาะกับทั้งเกม FPS และแนวแข่งขันต่างๆ

ข้อดี

  • ระบบ Dual Wireless ต่อพีซีและสมาร์ทโฟนพร้อมกันได้ในตัวเดียว

  • เลทเทนซีต่ำแค่ 15ms เหมาะมากกับเกมยิงหรือเกมที่เน้นเสียงเป็นหัวใจ

  • ตั้งค่าผ่านแอพฯ Hecate Gaming และ Edifier Connect ได้ละเอียด

  • มี ENC ลดเสียงรบกวนรอบข้างเวลาสนทนา

  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ใช้ออกกำลังกายก็ไม่กลัวเหงื่อหรือฝุ่นเบาๆ

  • รองรับ Codec SBC และ LHDC 5.0 ให้รายละเอียดเสียงชัด ฟังเพลงก็เอาอยู่

ข้อสังเกต

  • แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้ไม่ยาวมาก ราว 4.5 ชม. จึงต้องชาร์จเป็นช่วงๆ

3. Sony INZONE H5 (3,338 บาท)

INZONE H5 เหมาะกับเกมเมอร์ที่โฟกัส พีซี + คอนโซล แบบจริงจัง เพราะเน้นการเชื่อมต่อผ่าน USB RF 2.4 GHz เพียงอย่างเดียว แต่แลกมาด้วยฟีเจอร์เสียงระดับเกมแข่งขัน

รองรับ 360 Spatial Sound for Gaming ทำให้ระบุตำแหน่งศัตรูจากเสียงได้แม่นกว่าเดิม และยังใช้โปรแกรม INZONE Hub ตั้งค่า EQ และโปรไฟล์เกมแยกกันได้ ถ้าต่อกับ PlayStation 5 ก็ใช้ Tempest 3D Audio Tech ได้ทันที

ไมโครโฟนมีระบบ AI ตัดเสียงรบกวนในตัว แค่ยกก้านไมค์ขึ้นก็เป็นการปิดเสียงอัตโนมัติ สาย Sony ถ้ากำลังหาเฮดเซ็ตเกมมิ่งจริงจัง รุ่นนี้ถือว่าโหดคุ้มตัวหนึ่ง

ข้อดี

  • ฟังก์ชัน 360 Spatial Sound for Gaming ช่วยระบุตำแหน่งเสียงได้แม่นยำ

  • ต่อกับ PS5 ใช้ฟีเจอร์ Tempest 3D Audio ได้เต็มระบบ

  • แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดราว 28 ชม. และชาร์จเร็ว 10 นาที ใช้ต่อได้ประมาณ 3 ชม.

  • ไมค์มีระบบตัดเสียงด้วย AI คุยกับเพื่อนใน Discord หรือในเกมได้ชัดเจน

  • ตั้งค่าเสียงผ่าน INZONE Hub ได้ทั้งโปรไฟล์และ EQ

  • มีตัวปรับบาลานซ์เสียงเกมกับเสียงแชตแยกกันได้

ข้อสังเกต

  • รองรับการเชื่อมต่อเฉพาะ USB RF 2.4 GHz ไม่สามารถใช้ Bluetooth ได้

4. Corsair Void Wireless V2 (3,690 บาท)

ซีรีส์ใหม่จาก Corsair รุ่นนี้เรียกได้ว่าเกิดมาเอาใจสายเกมมิ่งล้วนๆ เพราะให้ทั้ง Bluetooth และ USB RF 2.4 GHz ใช้งานได้กับพีซี เครื่องคอนโซล หรือแม้แต่ MacBook ใช้ทำงานไปด้วยก็ได้

จุดเด่นคือแบตเตอรี่ที่อึดมาก ใช้งานได้นานราว 70–130 ชั่วโมง (ตามรูปแบบการใช้งาน) แถมรองรับชาร์จเร็ว 15 นาที ใช้ต่อได้อีกราว 6 ชั่วโมง รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ทำให้จับทิศทางเสียงรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น เหมาะกับคนใช้เกมมิ่งเกียร์ Corsair เพราะสามารถเซ็ตทุกอย่างผ่านโปรแกรม iCUE ได้ในที่เดียว

ข้อดี

  • ไดรเวอร์รองรับ Dolby Atmos ให้มิติเสียงรอบตัว เล่นเกมจับทิศทางง่าย

  • ตั้งค่าร่วมกับอุปกรณ์ Corsair อื่นๆ ได้ในโปรแกรม Corsair iCUE ปรับได้ละเอียดมาก

  • รองรับทั้ง Bluetooth และ USB RF 2.4 GHz ใช้ได้หลากหลายอุปกรณ์

  • แบตเตอรี่ทนสุดๆ ใช้งานได้ประมาณ 70–130 ชม. และชาร์จไว 15 นาที ใช้ต่อได้ราว 6 ชม.

  • มีปุ่มสลับรูปแบบการเชื่อมต่อระหว่าง USB กับ Bluetooth บนตัวหูฟัง

  • ใช้ได้กับพีซี, MacBook, สมาร์ทโฟนและเครื่องคอนโซลหลากหลายแพลตฟอร์ม

ข้อสังเกต

  • เป็นทรงเฮดโฟนครอบหู คนที่ไม่ชินอาจรู้สึกอึดอัดเวลาใส่นานๆ

5. JBL Quantum 610 (4,068 บาท)

ใครที่เคยชอบเสียงลำโพง JBL ที่เบสหนักแน่น น่าจะถูกใจหูฟังเกมมิ่งตระกูล Quantum เหมือนกัน โดย Quantum 610 เป็นรุ่นที่จับคอนเซปต์นั้นมาใส่ไว้เต็มๆ ทั้งแรงปะทะและบรรยากาศเสียงเกม

แม้จะต้องเชื่อมต่อผ่าน สาย 3.5 mm หรือ USB RF 2.4 GHz อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ก็แลกกับฟีเจอร์แน่นๆ ทั้งโปรแกรม JBL QuantumENGINE สำหรับตั้งค่าฟังก์ชันและ EQ พร้อมระบบเสียง QuantumSURROUND และ DTS:X v2.0 ทำให้เล่นเกมแล้วรู้สึกโอบล้อมจากทุกทิศทาง

แบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 40 ชม. และยังสามารถชาร์จไปใช้ไปได้ ไม่ต้องหยุดเกม ส่วนไมค์เป็นแบบบูมพร้อมฟองน้ำกันเสียงลมมาให้ในชุด

ข้อดี

  • ตั้งค่าผ่านโปรแกรม JBL QuantumENGINE ปรับฟีเจอร์และ EQ ได้ละเอียด

  • ระบบเสียง QuantumSURROUND และ DTS:X v2.0 เหมาะกับเกมแนวสมจริง

  • ใช้งานได้ดีทั้งพีซี, MacBook และเครื่องคอนโซลหลายแพลตฟอร์ม

  • สามารถเสียบสายชาร์จแล้วเล่นไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องปิดหูฟัง

  • ไมค์บูมมาพร้อมฟองน้ำกันเสียงลม ลดเสียงหายใจ/ลมปะทะไมค์ได้ดีขึ้น

ข้อสังเกต

  • การเชื่อมต่อไร้สายใช้ได้เฉพาะ USB RF 2.4 GHz ไม่รองรับ Bluetooth

6. HyperX Cloud III Wireless Gaming Headset (4,191 บาท)

ตัวนี้คือหูฟังเกมมิ่งไร้สายสายคุณภาพจาก HyperX มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53 มม. รองรับช่วงความถี่ประมาณ 10Hz–21kHz ให้มิติเสียงกว้างและลงลึกกว่าหูฟังทั่วไป โดยเฉพาะเสียงในเกมที่ต้องการรายละเอียดทิศทางและระยะทางของศัตรู

จุดแข็งอีกอย่างคือแบตอึดสุดๆ ใช้งานได้ยาวถึงราว 120 ชม. ผ่าน USB RF 2.4 GHz ใช้ได้ทั้งกับพีซีและเครื่องคอนโซล และตั้งค่าผ่านโปรแกรมคู่ใจของ HyperX อย่าง NGENUITY ได้ทันที ก้านเฮดแบนด์ทำจากอะลูมิเนียมให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่น ทนการบิดงอได้ดี

สำหรับสายเกม ช่วยด้วยฟีเจอร์ DTS Headphone:X Spatial Audio ที่จำลองเสียงรอบตัวเพื่อช่วยจับทิศทางในเกม FPS และแนวแข่งขันอื่นๆ

ข้อดี

  • ตั้งค่าส่วนต่างๆ ของหูฟังผ่านโปรแกรม HyperX NGENUITY ได้ทันที

  • เชื่อมต่อผ่าน USB RF 2.4 GHz และใช้งานต่อเนื่องได้ยาวถึงประมาณ 120 ชม.

  • รองรับ DTS Headphone:X Spatial Audio ให้มิติรอบทิศทางสมจริง

  • ใช้งานกับพีซี, MacBook และเครื่องคอนโซลหลักๆ ได้ครบ

  • โครงก้านหูฟังแข็งแรง ยืดหยุ่นสูง ทนต่อการบิดงอและการใช้งานหนักๆ

  • ไมโครโฟนมีระบบตัดเสียงรบกวน พร้อมไฟสีแดงบอกสถานะ Mute ชัดเจน

ข้อสังเกต

  • รองรับเฉพาะการเชื่อมต่อผ่าน USB RF 2.4 GHz ไม่สามารถใช้ Bluetooth

7. Sony INZONE H9 (6,390 บาท)

รุ่นท็อปฝั่ง Sony สำหรับสายเกมมิ่งตอนนี้ต้องยกให้ INZONE H9 ซึ่งออกแบบมาให้เข้าคู่กับ PlayStation 5 ได้อย่างลงตัว แต่จะเอาไปใช้กับพีซีก็ตั้งค่าได้ละเอียดผ่านโปรแกรม INZONE Hub เช่นกัน ตั้งโปรไฟล์, ปรับ EQ และฟีเจอร์พิเศษต่างๆ ได้ครบ

จุดเด่นคือมีระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancelling ช่วยปิดเสียงรอบตัวเวลาเล่นเกม หรือจะสลับโหมดให้รับเสียงจากภายนอกเข้ามาบ้างก็ทำได้ ส่วนไมโครโฟนแบบ Bi-directional รับเสียงได้คมชัด และได้รับการรับรองจาก Discord ว่าเหมาะกับการสื่อสารในทีมแน่นอน

แบตเตอรี่ใช้งานไร้สายได้นานราว 32 ชม. รองรับชาร์จเร็ว 10 นาที ใช้ได้ประมาณ 60 นาที เหมาะกับคนที่เล่นเกมทุกวันและอยากจบที่ตัวเดียวคุณภาพสูง

ข้อดี

  • ตั้งค่าหูฟังได้ละเอียดมากผ่าน INZONE Hub

  • แบตเตอรี่ใช้งานไร้สายได้ราว 32 ชม. และชาร์จด่วน 10 นาที ใช้ต่อได้ประมาณ 1 ชม.

  • มี 360 Spatial Sound จำลองเสียงรอบทิศทาง ช่วยให้รู้ตำแหน่งศัตรูได้ง่ายขึ้น

  • ไมค์แบบ Bi-directional ได้รับการรับรองจาก Discord เรื่องความคมชัด

  • รองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันผ่าน USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth 5.0

  • มีปุ่มสลับโหมดระหว่างตัดเสียงรบกวนกับฟังเสียงรอบข้าง

ข้อสังเกต

  • แม้ราคาจะลดเหลือราว 6,390 บาท แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับค่อนข้างสูง

8. SteelSeries Arctis Nova 7 (7,990 บาท)

ถ้าพูดถึงสายเกมมิ่งที่จริงจังเรื่องเสียงและการปรับแต่ง ซอฟต์แวร์ของ SteelSeries คือหนึ่งในจุดขายหลัก และ Arctis Nova 7 ก็เป็นตัวแทนแนวคิดนั้นอย่างเต็มตัว

สามารถตั้งค่าเสียงและโปรไฟล์แยกตามแต่ละเกมผ่าน SteelSeries GG + Engine ได้ละเอียด รวมถึงใช้โปรแกรม Sonar ในการปรับโทนเสียงให้เหมาะกับสไตล์ที่ต้องการ และยังมี ClearCast AI ช่วยตัดเสียงรบกวนของไมโครโฟน ทำให้คุยกับเพื่อนในทีมได้ชัดแม้อยู่ในห้องที่มีเสียงดัง

ไดรเวอร์หูฟังรองรับการจำลองเสียงแบบ 360 Spatial Audio ทำให้รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง เหมาะทั้งเล่นเกมและดูหนัง แถมสามารถเชื่อมต่อ Bluetooth กับมือถือพร้อมกับต่อดองเกิลกับเครื่องเล่นเกม ถ้ามีสายเข้าโทรศัพท์ก็รับสายได้ทันทีจากหูฟังโดยไม่ต้องหยิบมือถือ

ในด้านโทนเสียง ถ้าคุ้นกับตระกูล Arctis อยู่แล้ว จะรู้ว่าสายนี้จัดจ้านด้าน เสียงเอฟเฟกต์และ Impact เวลาระเบิด/ยิงปืน โดยเฉพาะเกม RPG และ FPS จะสนุกมาก ส่วนเพลงสมัยใหม่แนวร็อค ป็อป หรือ R&B ที่เน้นเบสก็เข้าได้ดี เพียงแต่ปลายแหลมจะไม่จัดจ้านเท่าหูฟังสายฟังเพลงเฉพาะทาง

ข้อดี

  • ตั้งค่ารายละเอียดเสียงผ่าน SteelSeries GG + Engine ได้แบบเน้นๆ

  • รองรับ 360 Spatial Audio ให้มิติเสียงรอบตัวสำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ

  • ระบบ Multi-Platform Dual Wireless เชื่อมต่ออุปกรณ์ 2 ชิ้นพร้อมกันได้

  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 38 ชม. และชาร์จไว 15 นาที ใช้งานต่อได้ประมาณ 6 ชม.

  • ไมโครโฟนมาพร้อม ClearCast AI ช่วยตัดเสียงรบกวน และปรับโปรไฟล์เสียงผ่าน Sonar ได้

  • ใช้งานได้หลากแพลตฟอร์ม ทั้งพีซี คอนโซล ไปจนถึงแว่น VR

ข้อสังเกต

  • ราคาประมาณ 7,990 บาท ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่นหลายรุ่น

ตารางสรุปภาพรวม 8 รุ่นเด่น

หูฟังเกมมิ่งไร้สายถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาคลาสสิกของสายหูฟัง เช่น สั้นไป ขยับตัวทีสายดึงหูฟังหลุด หรือเผลอเลื่อนเก้าอี้ทับสายจนขาด พอเปลี่ยนมาไร้สายก็หมดปัญหาเรื่องสายพะรุงพะรัง แถมยังได้ความอิสระ เดินไปหยิบน้ำหรือไปอีกห้องได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออก

นอกจากนี้ หลายรุ่นยังรองรับการเชื่อมต่อพร้อมกันหลายอุปกรณ์ เช่น คอม + มือถือ หรือ คอนโซล + มือถือ ทำให้ไม่พลาดทั้งเสียงแจ้งเตือน แชต หรือสายโทรเข้า และเมื่อยังมีแบตเหลือก็เอาไปใช้ฟังเพลงนอกบ้านได้สบาย ระยะสัญญาณก็ไกลพอให้เดินวนในบ้านแบบไม่หลุดง่ายๆ

เลือกหูฟังเกมมิ่งไร้สายแบบไหนให้ตรงสายเรา

มาถึงคำถามสำคัญว่า “รุ่นไหนเหมาะกับใคร?” ลองไล่ดูตามสไตล์การใช้งานและรสนิยมส่วนตัวได้เลย

  • ถ้าไม่ชอบใส่เฮดโฟนให้รู้สึกอึดอัด หรือต้องการความเบา พกง่าย

    • เน้นไปที่ True Wireless อย่าง Onikuma T27 หรือ Edifier GX05 ทั้งสองรุ่นต่อได้หลายอุปกรณ์และใช้ได้ทั้งเกมและเพลง

  • ถ้ามี PlayStation 5 เป็นหลัก

    • แนะนำให้โฟกัสไปที่ Sony INZONE H5 / H9 จะได้ใช้ฟีเจอร์เสียง 3D ของ PS5 ได้เต็มระบบและตั้งค่าผ่าน INZONE Hub ได้แบบจัดเต็ม

  • สายพีซีเกมเมอร์ที่อยากจัดชุดให้เข้ากันทั้งคีย์บอร์ด เมาส์ หูฟัง

    • ลองเลือกหูฟังที่เป็นแบรนด์เดียวกับเกมมิ่งเกียร์ที่ใช้อยู่ เช่น Corsair, HyperX, SteelSeries เพื่อให้ตั้งค่าทุกอย่างผ่านซอฟต์แวร์เดียวกัน ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องสลับโปรแกรมไปมา

สุดท้ายแล้ว เสียงที่ดีที่สุดคือเสียงที่เราเองชอบ ถ้ามีโอกาส ลองหาวิธีทดสอบใส่จริงหรืออย่างน้อยดูรีวิวเปรียบเทียบโทนเสียงก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้เลือกหูฟังที่เข้ากับแนวเกมและเพลงที่ฟังประจำได้มากที่สุด และใช้ไปยาวๆ แบบไม่เสียดายเงินที่ลงทุนไปเลย