รับแอปรับแอป

บินการบินไทยให้คุ้ม! กฎกระเป๋าใหม่ชั้นประหยัด เหลือ 23 กก. ต้องวางแผนยังไงดี?

ภูริเดช คำทอง01-30

อัปเดตก่อนบิน : การบินไทยปรับกฎกระเป๋าใหม่

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป คนที่บินกับการบินไทยแบบสายประหยัดต้องตั้งสติเรื่องน้ำหนักกระเป๋ากันดี ๆ เพราะมีการ ปรับนโยบายสัมภาระโหลดใต้เครื่อง สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดบางประเภท

ใครที่เคยชินกับการแพ็กเผื่อ ๆ อาจต้องมานั่งคัดเสื้อผ้าหน้ากระเป๋ากันใหม่แล้ว

ใครโดนผลกระทบบ้าง?

การปรับน้ำหนักสัมภาระครั้งนี้ มีผลกับบัตรโดยสารตามเงื่อนไขต่อไปนี้

  • ใช้เดินทางทั้ง เส้นทางในประเทศ และ ระหว่างประเทศ กับเที่ยวบินของการบินไทย

  • เป็นตั๋วชั้นประหยัดกลุ่ม Standard Fare Family (RBD: K/S/V) และ Saver Fare Family (RBD: W/L)

  • เป็นบัตรโดยสารที่ ยังไม่ได้เริ่มใช้เดินทางเลยทั้งฉบับ และวันเดินทางอยู่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

  • หรือเป็นบัตรโดยสารที่ยังไม่ได้เดินทางทั้งฉบับ แต่มีการ เปลี่ยนแปลง / Reissued ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เพื่อเดินทางตั้งแต่วันเดียวกันเป็นต้นไป

ถ้าตั๋วของคุณเข้าเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อนี้ เตรียมอ่านต่อให้ครบ จะได้ไม่เสียเงินจ่ายค่าเกินน้ำหนักแบบงง ๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญ : 25 กก. เหลือ 23 กก.

สำหรับตั๋วที่เข้าเงื่อนไข น้ำหนักกระเป๋าโหลดใต้เครื่องจะถูก ปรับจาก 25 กิโลกรัม เหลือ 23 กิโลกรัม

พูดง่าย ๆ คือ หายไป 2 กิโลกรัม ซึ่งถ้าเป็นสายช้อป สายขนของกลับบ้าน นี่คือหนึ่งกล่องรองเท้าหรือเสื้อผ้าได้อีกหลายชุดเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม RBD อื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่ม Saver และ Standard ยังคงสิทธิ์น้ำหนักกระเป๋าเหมือนเดิม ไม่ได้โดนลดไปด้วย

ชั้นอื่นยังได้เท่าเดิม

สำหรับคนที่จองตั๋วในชั้นโดยสารที่สูงกว่า หรือแพ็กเกจยืดหยุ่นมากขึ้น สิทธิ์น้ำหนักกระเป๋ายังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สบายใจได้

เส้นทางในประเทศ

  • Flexi Class : 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)

  • Full Flex Class : 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)

  • Economy Plus (ชั้นอีโคโนมีพลัส) : 35 กิโลกรัม (77 ปอนด์)

  • Royal Silk Class (ชั้นธุรกิจ) : 40 กิโลกรัม (88 ปอนด์)

ใครที่ใช้ตั๋วกลุ่มนี้ ยังแบกของได้จุใจเหมือนเดิม

เส้นทางเอเชีย–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ และยุโรป–เอเชีย

สำหรับการเดินทางภายใน TC3 (เอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และการบินระหว่าง TC2 (ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง) กับ TC3 สิทธิ์สัมภาระของชั้นอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Standard และ Saver จะเป็นดังนี้

  • Flexi Class : 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)

  • Full Flex Class : 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)

  • Economy Plus : 35 กิโลกรัม (77 ปอนด์)

  • Royal Silk Class (ชั้นธุรกิจ) : 40 กิโลกรัม (88 ปอนด์)

  • Royal First Class (ชั้นหนึ่ง) : 50 กิโลกรัม (110 ปอนด์)

ใครที่เน้นความสบายและขนของหนัก ๆ การขยับขึ้นมาชั้นธุรกิจหรือชั้นหนึ่ง ก็ยังตอบโจทย์สายแบกได้เต็มที่

สายเที่ยวประหยัดต้องระวังเป็นพิเศษ

จุดที่ต้องโฟกัสมาก ๆ สำหรับสาย Saver โดยเฉพาะคนบินไป–กลับกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) คือ

  • บัตรโดยสารแบบ Saver (RBD: W) สำหรับเส้นทางกลุ่มประเทศ CLMV จะไม่ได้รับสิทธิ์น้ำหนักกระเป๋าสัมภาระโหลดใต้เครื่องเลย

แปลว่า ถ้าจะโหลดกระเป๋า อาจต้องซื้อเพิ่มต่างหาก งานนี้สายแบ็คแพ็ก สายกระเป๋าเป้ใบเดียวอาจจะรอด ส่วนใครชอบขนของกลับบ้านต้องคิดดี ๆ ตั้งแต่ตอนจองตั๋ว

สรุปสำหรับคนอยากเที่ยวให้คุ้มและไม่เจ็บตัวหน้าคาวน์เตอร์

ถ้าเป็นสาย เที่ยวประหยัด สิ่งที่ควรทำตั้งแต่ตอนนี้คือ

  • ก่อนจองตั๋ว เช็กให้ชัดว่าเป็น Saver หรือ Standard หรือเป็น Flexi/Full Flex/Economy Plus

  • ถ้าบินหลังวันที่ 1 เมษายน 2568 และใช้ชั้นประหยัด Saver หรือ Standard ให้เผื่อใจว่า โหลดได้แค่ 23 กิโลกรัม

  • ถ้าไปเส้นทาง CLMV แบบ Saver (RBD: W) ให้คิดเหมือนตัวเอง ไม่มีโหลดฟรี จะใช้แค่กระเป๋าถือ หรือจะซื้อโหลดเพิ่ม คำนวณให้ดีก่อน

  • ใครที่ขนของเยอะจริง ๆ อาจลองเทียบราคาอัปเกรดชั้นโดยสาร กับค่าซื้อสัมภาระเพิ่ม ว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน

สายเที่ยวประหยัดยุคนี้ ไม่ใช่แค่หาโปรตั๋วถูก แต่ต้องอ่านกฎกระเป๋าให้ขาดด้วย ไม่งั้นเงินที่คิดว่าจะประหยัด อาจไปจบที่หน้าเคาน์เตอร์เช็กอินแทน!