บรรยากาศคืนประวัติศาสตร์ที่บุรีรัมย์
บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 ฉลองครบรอบทศวรรษด้วยความยิ่งใหญ่แบบสมศักดิ์ศรี งานไนท์รันเบอร์หนึ่งของไทยที่นักวิ่งจากทั่วทุกสารทิศปักหมุดต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต
ปีนี้ไฮไลต์อยู่ที่การกลับมาผงาดอีกครั้งของ “โทน-สัญชัย นามเขต” ที่คว้าแชมป์คนไทย ประเภทมาราธอน พร้อมครองถ้วยพระราชทาน เป็นสมัยที่ 7 ท่ามกลางคลื่นนักวิ่งเกือบ 4 หมื่นคน ที่หลั่งไหลสู่บุรีรัมย์ในค่ำคืนเดียว
เส้นทางในฝันของนักวิ่งตัวจริง
สนามแข่งขันยังคงใช้มาตรฐานระดับโลกเหมือนเดิม เริ่มสตาร์ทจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งรถระดับโลกประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะมุ่งหน้าไปเข้าเส้นชัยที่สนามฟุตบอลช้าง อารีน่า
เส้นทางที่ผสานทั้งบรรยากาศสายสปอร์ตและเมืองกีฬาแบบเต็มระบบ ทำให้หลายคนยกให้บุรีรัมย์ มาราธอน เป็น สนามแห่งความทรงจำ ที่ต้องกลับมาวิ่งซ้ำให้ได้
งานนี้มีผู้นำจากทั้งภาครัฐและเอกชนในวงการกีฬาไทยมาร่วมกดปุ่มปล่อยตัว เติมความขลังให้ค่ำคืนที่วงการวิ่งต้องจารึก
4 ระยะวิ่ง คนแน่นทุกหมวด
งานปีที่ 10 จัดการแข่งขันทั้งหมด 4 ระยะ ครอบคลุมนักวิ่งทุกสาย ตั้งแต่มือใหม่ยันสายมาราธอนจอมเก๋า
มาราธอน 42.195 กม.
ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม.
มินิมาราธอน 10 กม.
ฟันรัน 4.554 กม.
ยอดนักวิ่งรวม 35,789 คน แบ่งออกเป็น
มาราธอน: 10,453 คน
ฮาล์ฟมาราธอน: 12,410 คน
มินิมาราธอน: 8,650 คน
ฟันรัน: 4,276 คน
แค่ดูตัวเลขก็รู้แล้วว่า นี่ไม่ใช่งานวิ่งธรรมดา แต่คือ มหกรรมของคนรักการวิ่ง อย่างแท้จริง
มาราธอนชาย: เคนยาครองแชมป์ สัญชัยครองใจคนไทย
ในกลุ่ม “มาราธอนชาย” แชมป์โอเวอร์ออลปีนี้ตกเป็นของ บาร์นาบัส คิปลิโม จากเคนยา ที่วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2:21:16 ชั่วโมง
ตามมาด้วย
อันดับ 2: เวนด์เวเซน ดัมเท (เอธิโอเปีย) เวลา 2:22:52 ชั่วโมง
อันดับ 3: จูเลียส มานัส (เคนยา) เวลา 2:27:34 ชั่วโมง
ส่วนฝั่งนักวิ่งไทย พระเอกของงานหนีไม่พ้น “โทน-สัญชัย นามเขต” เจ้าของเหรียญเงินซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งทำเวลาได้ 2:29:24 ชั่วโมง
เขาคว้าแชมป์นักวิ่งไทย และครองถ้วยพระราชทาน เป็นสมัยที่ 7 ตอกย้ำความเป็นระดับตำนานของวงการวิ่งไทย
เส้นทางใหม่ของ “โทน-สัญชัย” หลังอำลาทีมชาติ
หลังเข้าเส้นชัย “โทน-สัญชัย” เปิดใจว่า การได้แชมป์รายการนี้เป็นครั้งที่ 7 ยังทำให้รู้สึกตื่นเต้นและดีใจทุกครั้ง
ตอนนี้เขาได้อำลาบทบาททีมชาติไปแล้ว หลังจบศึกซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แต่เส้นทางการวิ่งยังไม่จบ เป้าหมายต่อไปคือการมุ่งหน้าไปสู่ มาราธอนระดับโลก
เขายอมรับว่า นักวิ่งรุ่นน้องอาจจะยังตามไม่ทันในตอนนี้ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ การที่คนรุ่นใหม่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนทีมชาติ และสร้างชื่อเสียงต่อจากรุ่นพี่
สัญชัยมองว่าผลงานในบุรีรัมย์ครั้งนี้ ถือเป็นทั้งการเก็บสถิติที่ดี และการซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมตัวไปลุย โตเกียวมาราธอน อีกหนึ่งสนามในฝันของนักวิ่งทั่วโลก
มาราธอนหญิง: มาร์ตาเข้าวิน คนไทยสร้างประวัติศาสตร์
ฝั่ง “มาราธอนหญิง” ปีนี้ดุเดือดไม่แพ้กัน แชมป์โอเวอร์ออลคือ มาร์ตา บิเรฮาน จากเอธิโอเปีย ทำเวลาได้ 2:51:01 ชั่วโมง
ส่วนฝั่งนักวิ่งหญิงไทยก็มีเรื่องให้ดีใจไม่แพ้กัน
อันดับ 2: อาจารย์ขม-อรอนงค์ วงศร เวลา 2:53:28 ชั่วโมง คว้าแชมป์คนไทยได้เป็นครั้งแรก
อันดับ 3: ลูกปลา-ลินดา จันทะชิต อดีตแชมป์คนไทย 6 สมัย กลับมาเข้าเส้นชัยเป็นคนไทยลำดับที่ 2 ด้วยเวลา 3:01:16 ชั่วโมง
นี่คืออีกหนึ่งการเปลี่ยนผ่านรุ่นที่น่าจับตามองของฝั่งนักวิ่งหญิงไทย


ฮาล์ฟมาราธอน: ดวลกันถึงเส้นสุดท้าย
ประเภท “ฮาล์ฟมาราธอนชาย” ผลการแข่งขันเข้มข้นไม่แพ้มาราธอนเต็มระยะ
อันดับ 1: มูเฮีย เคนเนดี้ นโจกู (เคนยา) เวลา 1:05:42 ชั่วโมง
อันดับ 2: “มังกร” พงศกร สุขสวัสดิ์ เวลา 1:09:50 ชั่วโมง เป็นคนไทยคนแรกที่เข้าเส้นชัย
อันดับ 3: บิ๊ก-ณัฐวุฒิ อินนุ่ม (ฝาแฝดพี่) เวลา 1:10:00 ชั่วโมง
ส่วน “ฮาล์ฟมาราธอนหญิง” มีสีสันจากนักวิ่งต่างชาติและไทยร่วมแจมอย่างสูสี
อันดับ 1: ลดแก้ว อินทะกุมมาน จาก สปป.ลาว เวลา 1:21:48 ชั่วโมง
อันดับ 2: ปารียา สนเส็ม เวลา 1:23:02 ชั่วโมง
อันดับ 3: หมูน้อย-ปิยะนุช สุขชาติ เวลา 1:25:31 ชั่วโมง
นี่คือระยะที่เต็มไปด้วยทั้งสายแข่งจริงจัง และสายล่าบีพี ที่อยากลองก้าวแรกสู่มาราธอนเต็มระยะในอนาคต

มินิมาราธอน & ฟันรัน: เวทีแจ้งเกิดดาวรุ่ง
ระยะ “มินิมาราธอนชาย” แม้จะไม่ใช่ระยะยาว แต่การแข่งขันดุเดือดไม่แพ้รุ่นใหญ่
อันดับ 1: สมโชค คงดี เวลา 32:25 นาที
อันดับ 2: อินทัช จงใจจิตร อายุ 19 ปี เวลา 32:33 นาที
อันดับ 3: ชยพล เจริญพานิช อายุ 17 ปี เวลา 32:41 นาที
ด้าน “มินิมาราธอนหญิง” ก็มีดาวรุ่งให้ได้จดชื่อไว้
อันดับ 1: นิตา-ณัฐปภัสร์ ศรีขำกุล วัย 13 ปี ย่าง 14 ปี เวลา 35:50 นาที
อันดับ 2: สตรอม์ เคริส วูดเวิร์ด เวลา 37:06 นาที
อันดับ 3: เปรมกมล วงศ์วิชัย เวลา 37:50 นาที
นี่คือเวทีที่หลายคนมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นของว่าที่นักวิ่งสายแข่งมืออาชีพในอนาคต





บุรีรัมย์ มาราธอน: จากเงินรางวัลสู่วิสัยทัศน์ “สวรรค์ของนักวิ่ง”
เบื้องหลังความสำเร็จปีที่ 10 คือการเปลี่ยนมุมมองที่กล้าหาญ ฝ่ายจัดงานเลือก ลดการทุ่มงบเพื่อดึงอีลิทต่างชาติ แต่หันมาลงทุนสร้างประสบการณ์ให้กับนักวิ่งทุกคนแทน
เป้าหมายคือการยกระดับให้บุรีรัมย์กลายเป็น “สวรรค์ของนักวิ่ง” ทั้งในเรื่องบรรยากาศ การซัพพอร์ต จุดบริการ และของขวัญจัดเต็ม รวมมูลค่ารางวัลรวมมากกว่า 10 ล้านบาท
ที่สำคัญ งานยังจัดบนมาตรฐาน World Athletics Road Race Label ต่อเนื่อง ทำให้นักวิ่งสามารถนำสถิติไปใช้ควอลิฟายรายการวิ่งระดับโลกได้จริง ไม่ใช่แค่งานเช็กอินเอาบรรยากาศเท่านั้น
ตัวเลขที่สะท้อนพลังของชุมชนนักวิ่ง
ในปีนี้ บุรีรัมย์ มาราธอน ไม่ได้ยิ่งใหญ่แค่บนกระดาษ แต่ตัวเลขทุกอย่างพูดแทนได้
นักวิ่งลงแข่ง: 35,789 คน
อาสาสมัคร: มากกว่า 7,000 คน
ผู้ติดตามและกองเชียร์: มากกว่า 70,000 คน
เมื่อนับรวมทุกคนที่เกี่ยวข้อง งานนี้ดึงผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมรวม หลักแสนคน กลายเป็นทั้งงานวิ่ง งานรวมพล และงานเทศกาลของคนรักสุขภาพในคืนเดียว
บทสรุป: งานวิ่งที่ให้มากกว่าการเข้าเส้นชัย
บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 คือหลักฐานชัดเจนว่า งานวิ่งที่ดีไม่ได้มีเสน่ห์แค่ถ้วยรางวัลหรือเงินรางวัล แต่คือการออกแบบประสบการณ์ทุกกิโลเมตรให้คุ้มค่ากับทุกลมหายใจที่นักวิ่งใช้ไปบนถนน
สำหรับสายมาราธอน ถ้ามีลิสต์สนามในฝันของตัวเองแล้วล่ะก็ ชื่อของบุรีรัมย์ ควรติดอยู่ในนั้นแบบไม่ต้องสงสัย
และสำหรับใครที่ยังไม่เคยไป ปีหน้าอาจถึงเวลาแล้วที่คุณจะเปลี่ยนสถานะจาก “คนดูรูป” มาเป็น “คนในรูป” บนเส้นทางมาราธอนของบุรีรัมย์ด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต

