มิวเซียมสยามแปลงร่างเป็นเวทีหนังสืออุ้มใจ
สำนักพิมพ์มติชนชวนสายอ่าน สายเมจิโมเม้นท์ และคนที่กำลังมองหาพื้นที่พักใจ มารวมตัวกันในงาน “Knowledge Fest เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม 2025 x เทศกาลดนตรีกรุงเทพ” ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม)
งานจัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 8 มีนาคม – อาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2568 เวลา 12.00 – 21.00 น. อ่านหนังสือไป ฟังดนตรีไป บรรยากาศอิ่มเอมทั้งสมองและหัวใจ
เวที Book Club: อาทิตย์ละเล่ม อ่านอุ้มใจ
หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือเวที Book Club: อาทิตย์ละเล่ม อ่านอุ้มใจ ที่คลินิกหนังสือเยียวยาหัวใจ เปิดพื้นที่พิเศษให้คนรักการอ่านมานั่งล้อมวงแชร์หนังสือที่ฮีลใจตัวเอง
วิทยากรบนเวทีคือ อาทิตย์ ธรรมชาติ บรรณาธิการและเจ้าของร้านหนังสือ @arthittime.bookshop ที่ไม่ได้มาแค่พูดคุย แต่ขนลิสต์หนังสืออุ่นหัวใจมา “ป้ายยา” กันแบบจัดเต็ม
บรรยากาศบนเวทีเป็นกันเอง เหมือนเพื่อนนักอ่านมานั่งเล่าให้ฟังว่า เล่มไหนเคยกอบกู้วันแย่ๆ ของเราเอาไว้
เมื่อการอ่านเคยเริ่มจาก “การถูกบังคับ”
อาทิตย์เล่าย้อนว่า ตัวเองเคยเริ่มอ่านหนังสือจากความรู้สึก “ถูกบังคับ” ไม่ได้มาด้วยความตั้งใจเลยด้วยซ้ำ
แต่เล่มที่ทำให้เขาค่อยๆ เปลี่ยนความรู้สึก กลายเป็นความรักในการอ่านได้ คือหนังสือ “เจ้าหงิญ” เล่มนี้คือจุดเริ่มต้นของหนังสือ “อ่านอุ้มใจ” ในความทรงจำของเขา
เป็นนิทานที่ไม่ใช่นิทานแบบใสๆ
รสชาติทั้งขม ทั้งหวาน รวมเรื่องสั้นหลายอารมณ์
อ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความฟูลฟีลของการอ่านเป็นครั้งแรก
ความสุขจากการอ่านเล่มนั้นมากพอจนอยากบอกต่อให้คนอื่นลองอ่าน และจนถึงทุกวันนี้ หนังสือเล่มนี้ก็ยังขายดีไม่หยุด
นิยามส่วนตัวของ “หนังสืออ่านอุ้มใจ”
อาทิตย์ชวนตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “อ่านอุ้มใจ” คืออะไรแน่
สำหรับเขา หนังสือที่อ่านอุ้มใจอาจไม่ใช่เล่มที่อ่านแล้วโลกสว่างไสว หรือให้กำลังใจโต้งๆ เสมอไป แต่คือหนังสือที่
Related กับชีวิตเรา อย่างลึกซึ้ง
จังหวะอารมณ์ในเล่มตรงกับจังหวะชีวิตจริง
หรือมีรสนิยม ความรู้ ความคิดบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า “โลกกว้างขึ้น ใจเปิดขึ้น”
เขายังพูดถึงหนังสือจาก สำนักพิมพ์ broccoli ในเครือมติชน ว่ามีภาพจำที่ชัดมาก คือ
หนังสือหลากหลาย
เนื้อหาเข้ม แต่ไม่ได้ “กินยาก”
เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้อ่านได้ลองขยับขอบเขตของตัวเองอย่างนุ่มนวล

ลิสต์ป้ายยาหนังสืออุ่นหัวใจ
หลังจากชวนทุกคนในห้องแชร์หนังสือที่อ่านแล้วโอบอุ้มใจตัวเอง อาทิตย์ก็หยิบลิสต์ส่วนตัวมาแบ่งปันด้วย โดยมีหนังสือที่น่าสนใจอย่างเช่น
“ผ่อนชีวิต บิดขี้เกียจ Laziness Does Not Exist” – สำนักพิมพ์มติชน
เล่มนี้พูดถึงจิตวิทยาของความขี้เกียจ แง้มให้เห็นว่าหลายครั้งความเหนื่อยล้าไม่ได้แปลว่าเราไม่มีวินัยเสมอไป และชวนตั้งคำถามกับมาตรฐานที่โหดร้ายต่อใจตัวเองจนเกินไป“Lovable Japan เมืองนี้ที่ (คน) รัก” – สำนักพิมพ์ broccoli
อาทิตย์เล่าว่าตัวเองหลงใหลทุกอย่างที่เป็นญี่ปุ่น เล่มนี้เลยเหมือนการพาเข้าไปสำรวจวัฒนธรรมและวิธีคิดแบบญี่ปุ่นทีละมุม เช่น การจัดสรรพื้นที่เมือง หรือดีเทลเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน“Accidentally Wes Anderson: Adventures”
เล่มนี้เหมือนพกกล้องออกเดินทางไปกับคนเขียน ผ่านภาพถ่ายที่ตั้งใจจัดองค์ประกอบสวยแบบฟีลหนัง Wes Anderson พร้อมเรื่องเล่าของสถานที่นั้นๆ ที่ทำให้โลกดูน่าไปสัมผัสขึ้นหลายเท่า
เมื่อหนังสือกลายเป็นเมจิโมเม้นท์ในชีวิต
อาทิตย์ทิ้งท้ายด้วยการสารภาพตรงๆ ว่า
สุดท้ายแล้วเขาเองก็ยังนิยามคำว่า “อ่านอุ้มใจ” ได้ไม่ชัดเจนนัก
แต่สิ่งที่เขาเชื่อคือ ถ้าทุกคนยอมเสียเวลามานั่งในห้องเสวนานี้ แสดงว่า ทุกคนมีเมจิโมเม้นท์กับหนังสือเหมือนกัน
หนังสืออาจไม่ได้แก้ทุกปัญหาในชีวิต แต่สามารถ ช่วยโอบอุ้มเรา จากสถานการณ์ขรุขระที่เจออยู่ได้ทีละนิด
และเขายังฝากถึงคนอ่านให้ช่วยกันสนับสนุนสำนักพิมพ์มติชน สำนักพิมพ์ broccoli และโปรเจกต์อาทิตย์ละเล่ม ให้เดินต่อไปได้ในโลกที่ต้องการพื้นที่ดีๆ สำหรับการอ่าน
กิจกรรมรักโลกในงานเดียวกับรักหนังสือ
นอกจากพื้นที่สำหรับคนรักหนังสือ ภายในงานยังมีโซนสำหรับคนรักโลกอย่างจริงจัง ภายใต้กิจกรรม AIS ชวนรักษ์โลกไปด้วยกัน
เพียงแค่นำ E-Waste หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่ใช้แล้วมาฝากไว้ในงาน เช่น
โทรศัพท์มือถือเก่า
สายชาร์จที่พังแล้ว
หูฟังเสีย
เมาส์
คีย์บอร์ด
สามารถนำมาทิ้งได้ที่จุดรับ E-Waste ในงาน Knowledge Fest เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม 2025 x เทศกาลดนตรีกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่ที่
จุดลงทะเบียนด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม
บริเวณบอร์ดกิจกรรมบอกรักหนังสือ

ของกินก็มี ของดีต่อใจก็ครบ
ภายในงานยังมีของเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้หัวใจยิ้มเพิ่มขึ้นอย่าง ป๊อปคอร์นแสนอร่อย แจกฟรีเฉพาะวันที่ 8-9 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ณ มิวเซียมสยาม Museum Siam
อ่านหนังสือดีๆ ฟังดนตรีเพราะๆ ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกที่ และได้ของกินติดมือกลับบ้าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน

ปิดเล่มแล้ว…แต่เมจิโมเม้นท์ยังไม่จบ
ถ้าคุณเคยมีหนังสือสักเล่มที่ทำให้ผ่านวันที่หนักหนามาได้ คุณจะเข้าใจทันทีว่า “อ่านอุ้มใจ” ไม่ได้เป็นแค่สโลแกนเก๋ๆ
มันคือประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ และงานแบบนี้เองที่ทำให้เราได้พบคนอีกมากมายที่มี รอยยิ้มจากตัวหนังสือเหมือนๆ กัน
ครั้งหน้าที่มีเทศกาลอ่านผสมเทศกาลดนตรีแบบนี้อีก อย่าลืมกันเวลาว่างไว้ให้ตัวเองได้ไปเจอเมจิโมเม้นท์หน้าใหม่จากเล่มใหม่ๆ ด้วยนะ

