รับแอปรับแอป

ลบดีไหม? รู้จัก Bloatware ให้ลึก ก่อนกดลบแอปติดเครื่องบนมือถือ

วรพล ศรีรุ่ง01-31

Bloatware คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นร้อน?

ช่วงหลังมานี้คำว่า “Bloatware” โผล่ขึ้นมาบ่อยมากในวงการไอทีบ้านเรา จนหลายคนเริ่มตกใจ กลัวข้อมูลส่วนตัวรั่ว กลัวมือถือไม่ปลอดภัย

จริง ๆ แล้ว Bloatware คืออะไร อันตรายแค่ไหน และควรลบหรือปล่อยทิ้งไว้ดี? มาดูให้ชัดกันแบบทีละประเด็น

Bloatware คืออะไรกันแน่?

Bloatware คือแอปหรือซอฟต์แวร์ที่ถูกติดตั้งมาให้ตั้งแต่ตอนซื้อเครื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์

โดยส่วนใหญ่แล้ว แอปกลุ่มนี้มักจะเป็นแอปที่

  • ไม่ได้จำเป็นต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

  • ผู้ใช้หลายคนแทบไม่เคยกดเข้าไปเปิดเลย

  • ถ้าเป็นแอปที่อนุญาตให้ลบได้ ก็สามารถลบทิ้งได้โดยที่การทำงานหลักของเครื่องยังปกติ

พูดง่าย ๆ คือ แอปที่ติดมากับเครื่อง แต่เราไม่ได้อยากใช้เสมอไป นั่นแหละที่เรียกว่า Bloatware

แล้ว Bloatware อันตรายไหม?

ในภาพรวมแล้ว Bloatware ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีพิษภัยรุนแรงในแง่ความปลอดภัย แต่สิ่งที่ตามมาจนผู้ใช้หลายคนหงุดหงิดคือผลกระทบต่อการใช้งาน

ผลเสียที่เจอบ่อยจากการมี Bloatware เยอะเกินไป เช่น

  • เครื่องเริ่มทำงานช้าลง เพราะมีแอปวิ่งเบื้องหลัง

  • กิน RAM และใช้ทรัพยากรระบบโดยไม่รู้ตัว

  • เปลืองพื้นที่จัดเก็บ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ใช้แอปเหล่านั้นเลย

  • บางแอปทำให้แบตหมดเร็วขึ้น

  • แอปบางตัวมาพร้อม โฆษณาแฝง เด้งขึ้นมากวนใจ

ดังนั้น แม้จะไม่ใช่มัลแวร์ แต่ในมุมของประสบการณ์ใช้งานแล้ว ถือว่าสร้างความรำคาญและลดประสิทธิภาพเครื่องพอสมควร

ประเภทของ Bloatware ที่ควรรู้

โดยหลัก ๆ แล้ว Bloatware แบ่งออกได้ 4 กลุ่มสำคัญ ดังนี้

1. แอดแวร์ (Adware)

แอดแวร์คือแอปฟรีที่แลกมากับการต้องทนเห็นโฆษณา มักจะมีป๊อปอัปหรือแบนเนอร์เด้งขึ้นมาระหว่างใช้งาน

โดยทั่วไปแล้วแอดแวร์ไม่ได้เป็นอันตรายต่อระบบ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ

  • รบกวนสายตา

  • ทำให้การใช้งานไม่ลื่นไหล

  • บางครั้งทำให้รู้สึกเหมือนเครื่อง “รก” ไปหมด

2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Apps)

แอปกลุ่มนี้มักเป็นแอปที่

  • พัฒนามาจากผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง หรือ

  • เป็นแอปจาก Third-party ที่ถูกติดตั้งมาให้ตั้งแต่แรก

ตัวอย่างเช่น

  • แอปจัดการไฟล์

  • แอปแกลเลอรี

  • แอปสำรองข้อมูล

  • แอปเล่นวิดีโอหรือเพลง

ในหลายกรณี

  • ถ้าเป็นแอปจากผู้ผลิตเครื่องเอง มัก ลบออกไม่ได้

  • ถ้าเป็นแอป Third-party ส่วนใหญ่จะ อนุญาตให้ถอนการติดตั้ง ได้

3. ไทรอัลแวร์ (Trialware)

นี่คือแอปหรือโปรแกรมที่ให้ใช้ฟรีแบบ ทดลองใช้ชั่วคราว เช่น ใช้ได้ 7 วัน 14 วัน หรือ 30 วัน

แม้ว่าไทรอัลแวร์มักจะไม่กระทบต่อความปลอดภัยโดยตรง แต่ก็มีจุดน่ารำคาญคือ

  • โฆษณาเตือนให้สมัครเวอร์ชันเต็มเด้งขึ้นบ่อย

  • เปลืองพื้นที่เครื่องทั้ง ๆ ที่เราอาจไม่ได้ใช้งานจริง

ถ้าคุณไม่ได้ใช้แอปกลุ่มนี้อย่างจริงจัง แนะนำให้ลบออก เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องและคืนพื้นที่จัดเก็บให้กับไฟล์สำคัญของคุณ

4. ทูลบาร์ (Toolbars)

ทูลบาร์คือแถบเครื่องมือที่มักฝังตัวอยู่บนเบราว์เซอร์ โดยเฉพาะบนคอมพิวเตอร์

ในยุคนี้เบราว์เซอร์ส่วนใหญ่มีฟีเจอร์พื้นฐานครบหมดแล้ว ทำให้ทูลบาร์หลายตัวกลายเป็นของเกินจำเป็น

ผลเสียคือ

  • หน้าต่างเบราว์เซอร์ดูรก

  • เปลืองทรัพยากรระบบ

  • กิน RAM โดยใช่เหตุ

ดังนั้นถ้าคุณไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์เฉพาะของทูลบาร์นั้น ๆ การถอนการติดตั้งถือเป็นทางเลือกที่ดี

แล้วบน Android กับ iOS มีอะไรติดมากับเครื่องบ้าง?

ทั้งฝั่ง Android และ iOS ต่างก็มีแอปที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่องตั้งแต่โรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น

System Applications (แอปพลิเคชันระบบ)

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ

  • แอปพื้นฐานที่ช่วยให้เราพร้อมใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก

  • เช่น แอปโทรศัพท์ ข้อความ กล้อง แผนที่ อีเมล ปฏิทิน และบริการหลักต่าง ๆ ของระบบ

แอปเหล่านี้จำนวนมากมักจะ ลบไม่ได้ เพราะผูกกับการทำงานหลักของระบบปฏิบัติการ

ตัวอย่างแอปพลิเคชันระบบฝั่ง Google Android

  • บริการของ Google เช่น Gmail, Maps, Google Drive, YouTube (ในหลายรุ่น)

  • แอปพื้นฐานจากผู้ผลิตมือถือแต่ละแบรนด์ เช่น แอปกล้องเฉพาะทาง แอปจัดการไฟล์ แอปดูรูปภาพ

ตัวอย่างแอปพลิเคชันระบบฝั่ง Apple iOS

  • แอปอย่าง Phone, Messages, Safari, Photos, Mail, FaceTime

  • รวมถึงบริการหลักของ Apple ที่ผูกติดกับระบบนิเวศของ iOS

สรุป: ควรจัดการกับ Bloatware อย่างไรดี?

Bloatware ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด บางตัวอาจมีประโยชน์กับผู้ใช้บางกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลเสียต่อ

  • ความเร็วและความลื่นไหลของเครื่อง

  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูล

  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่

แนวทางที่ควรทำคือ

  • ตรวจสอบแอปที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเป็นระยะ

  • ถอนการติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็น (ถ้าระบบอนุญาต)

  • ปิดสิทธิ์การทำงานเบื้องหลังหรือการแจ้งเตือนของแอปที่ไม่ได้จำเป็นมาก

ที่สำคัญที่สุดคือ ก่อนติดตั้งแอปใหม่ทุกครั้ง ควรเช็กให้ดีว่าแอปนั้นขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เช่น

  • ตำแหน่ง (Location)

  • กล้องและไมโครโฟน

  • รายชื่อผู้ติดต่อ

  • ไฟล์ในเครื่อง

การใส่ใจเรื่องสิทธิ์การเข้าถึงเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มทั้ง ความปลอดภัย และ ความเป็นส่วนตัว ในการใช้งานมือถือของคุณได้มาก

พูดง่าย ๆ คือ แม้เราจะหลีกเลี่ยง Bloatware ได้ไม่หมด แต่เราควบคุมได้ว่าจะให้มันรบกวนเรามากน้อยแค่ไหน และจะยอมให้มันเข้าถึงข้อมูลเราแค่ไหนเท่านั้นเอง