ข้าวแกงไทยจานธรรมดา ที่กำลังจะกลายเป็นจานระดับโลก
ข้าวแกงหน้าปากซอยที่เราเคยกินกันทุกเช้า กำลังถูกยกระดับจากเมนูบ้านๆ สู่เวทีใหญ่ระดับภูมิภาค กับโครงการประกวด “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 ที่รวมพลังทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมภัตตาคารไทย และพันธมิตรทั้งห้าง ฟู้ดเดลิเวอรี และภาคเอกชน เข้ามาช่วยกันผลักดันให้ข้าวแกงไทยกลายเป็น มรดกอาหารประจำภูมิภาคที่คนต่างชาติ “ต้องมาชิมให้ได้สักครั้งในชีวิต”
โครงการนี้ไม่ได้จัดเล่นๆ แต่ตั้งใจเฟ้นหาสุดยอดฝีมือ แชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย เพื่อนำรสชาติแบบไทยแท้ไปเล่าเรื่องบนเวทีโลกอย่างจริงจัง

พลังพันธมิตร ดันข้าวแกงจากหน้าตลาดสู่เวทีโลก
เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของโปรเจ็กต์นี้ คือการรวมตัวของหลายภาคส่วนที่เห็นคุณค่าของข้าวแกงไทย ไม่ใช่แค่อาหารจานด่วน แต่คือ ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร ที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตไทยได้ครบคำ
พันธมิตรที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน ได้แก่
สมาคมภัตตาคารไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ห้าง Phenix ประตูน้ำ
แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชื่อดังอย่าง LINE MAN Wongnai, Grab, Robinhood
สถาบันการศึกษาและแบรนด์ไทย เช่น มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ยาดมภิรมย์ กล่องแสนศุข ข้าวต้มเทเวศร์ ฯลฯ
ทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ข้าวแกงไทย ไม่ใช่แค่ของอร่อยริมทาง แต่เป็น “เสน่ห์ไทย & Must Taste” ที่ทั่วโลกต้องรู้จัก

ทำไมต้องข้าวแกง? เพราะนี่คือ “อาหารตัวแทนประเทศไทย”
ข้าวแกงไม่ได้เป็นเพียงอาหารจานเดียวราคาย่อมเยา แต่มันคือจานที่รวมรสชาติของแต่ละภูมิภาคเอาไว้ในถาดเดียว ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะไปภาคไหน ก็จะเจอร้านข้าวแกงที่เป็นเหมือน ศูนย์รวมเมนูยอดฮิตของถิ่นนั้น
ในมุมของการท่องเที่ยว ข้าวแกงไทยถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวแทนอาหารของชาติ คล้ายกับ
นาซี เลอมัก ของมาเลเซีย
ลักซา และข้าวมันไก่ ของสิงคโปร์
ดังนั้นการยกระดับข้าวแกง จึงไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่คือการสร้างภาพจำใหม่ให้กับประเทศไทยในสายตาคนทั้งภูมิภาค

5 เมนูเด็ดชิงแชมป์ข้าวแกงไทย
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เปิดกว้างทุกเมนู แต่คัดให้เน้นๆ 5 เมนูตัวแทนความเป็นไทย ที่ทั้งคนไทยและต่างชาติคุ้นลิ้น ได้แก่
แกงเขียวหวานไก่
ต้มข่าไก่
พะแนงเนื้อ
ไข่พะโล้
น้ำพริกกะปิ
ทั้ง 5 เมนูนี้คือภาพจำของ “กับข้าวบนถาดข้าวแกง” ที่ร้านไหนก็ต้องมีอย่างน้อยสักอย่าง และแต่ละร้านก็มีสูตรลับเฉพาะตัว งานนี้ใครจะเป็นแชมป์ตัวจริง ต้องวัดกันทั้งรสมือ ความคิดสร้างสรรค์ และความสะอาดถูกสุขลักษณะครบทุกด้าน
รางวัลจัดหนัก เงินสด-เกียรติยศ-โอกาสต่อยอดธุรกิจ
เวทีนี้ไม่ได้ให้แค่ชื่อเสียง แต่ยังอัดแน่นด้วยรางวัลและโอกาสทางธุรกิจสำหรับร้านข้าวแกงที่ร่วมแข่งขัน
รางวัลหลักของผู้ชนะเลิศ ได้แก่
เงินรางวัล 100,000 บาท
โล่เกียรติยศ Professional ข้าวแกงไทย
ประกาศนียบัตร Professional ข้าวแกงไทย
ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1-4 จะได้รับ
เงินรางวัล 50,000 / 30,000 / 20,000 / 10,000 บาท ตามลำดับ
โล่เกียรติยศ Professional ข้าวแกงไทย
ประกาศนียบัตร Professional ข้าวแกงไทย
ยังไม่พอ ยังมี รางวัลพิเศษจากแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ต่างๆ ที่เตรียมช่วยดันยอดขายและภาพลักษณ์ของร้านบนโลกออนไลน์อีกด้วย

กติกาเข้ม แต่เปิดโอกาสให้ร้านข้าวแกงทั่วประเทศ
โครงการนี้เปิดรับเฉพาะร้านข้าวแกงตัวจริงเสียงจริง มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า
ต้องเป็นร้านที่เปิดมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
มีรูปถ่ายหน้าร้านชัดเจน
เป็นร้านแบบตักขาย อาหารปรุงสำเร็จวางให้เลือกในถาด
ผู้เข้าประกวดต้องเตรียมอุปกรณ์การแข่งขันมาเอง
เกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย
ความอร่อยและคุณภาพของอาหาร
ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ
ความสะอาดและถูกหลักสุขลักษณะ
ตั้งเป้าเปิดรับร้านข้าวแกงเข้าประกวดประมาณ 30 ร้าน โดยเปิดกว้างตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดริมฟุตปาธ ร้านตามตลาด ร้านในห้าง ไปจนถึงร้านเจ้าดังประจำจังหวัด

ดันกระแสด้วยแฮชแท็ก ปั้น “ข้าวแกงไทย” ให้ดังบนโลกออนไลน์
อีกหมัดสำคัญของโครงการนี้ คือการสร้างการรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดียให้คนทั้งไทยและต่างชาติได้เห็นเสน่ห์ข้าวแกงไทย
จึงมีการชวนร่วมสร้างแฮชแท็ก เช่น
#ThaiCurryGlobal
#KhaoGaeng
#KhaoGaengThai
#KhaoGaengThaiCurryRiceChampionship2025
พร้อมใช้พลังของพาร์ทเนอร์อย่างททท. แพลตฟอร์มเดลิเวอรี และอินฟลูเอนเซอร์สายกิน เข้ามาช่วยเล่าเรื่องข้าวแกงให้ดังไกลกว่าหน้าปากซอย

ข้าวแกง: ประตูบ้านสู่การท่องเที่ยวไทย
ในมุมการท่องเที่ยว ข้าวแกงไม่ได้หยุดอยู่ที่จานข้าวหน้าร้าน แต่ถูกมองเป็น ด่านแรกของประสบการณ์เที่ยวไทย
ปัจจุบันมีร้านข้าวแกงไทยในต่างประเทศจำนวนมาก ทำหน้าที่เสมือนประตูบ้าน คอยชวนให้คนต่างชาติที่หลงรักรสชาติข้าวแกงบินมาตามต่อถึงประเทศไทย
ข้าวแกงยังมีจุดเด่นคือ
ราคาเข้าถึงได้ นักท่องเที่ยวทุกระดับกินได้สบาย
เมนูหลากหลาย ครอบคลุมอาหารแทบทุกภาคในถาดเดียว
เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิมรสชาติท้องถิ่นหลายๆ แบบในมื้อเดียว
ไม่ใช่แค่อร่อย แต่หลายร้านยังถูกบันทึกลงใน Michelin Guide แล้วด้วย แสดงให้เห็นว่าข้าวแกงไทยไปไกลกว่าคำว่าสตรีทฟู้ดธรรมดา

Phenix: จากฟู้ดเดสทิเนชัน สู่เวทีแข่งขันข้าวแกงไทย
ห้าง Phenix ประตูน้ำ ถูกเลือกเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของโครงการ ด้วยบทบาทในฐานะ Food Destination ของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
จุดแข็งของ Phenix คือ
มีพื้นที่จัดการแข่งขัน พร้อมโซน Taste Kitchen
มีโซนค้าส่งวัตถุดิบอาหาร (Wholesale Hub) สำหรับเชฟและร้านอาหาร
เหมาะทั้งสำหรับจัดอีเวนต์และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบ
เป้าหมายคือการผลักดันให้ข้าวแกงไทย กลายเป็นอีกหนึ่งเมนูที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่า “มาไทยแล้วห้ามพลาด”

GrabFood: เติมพลังซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านการเดลิเวอรี
ฝั่งแพลตฟอร์มเดลิเวอรีอย่าง GrabFood ก็มองเห็นพลังของข้าวแกงในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารที่เข้าถึงง่าย จึงเข้ามาร่วมหนุนโครงการทั้งในเชิงภาพลักษณ์และเม็ดเงิน
การสนับสนุนที่โดดเด่นคือ
มอบเงินรางวัลพิเศษ 20,000 บาทสำหรับผู้ชนะเลิศ
เตรียม “แพคเกจส่งเสริมยอดขาย” ให้ผู้ชนะ 5 อันดับแรก มูลค่ากว่า 50,000 บาทต่อร้าน รวมกว่า 250,000 บาท
สนับสนุนการขายผ่านแพลตฟอร์ม GrabFood เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมของตกแต่งร้าน
นอกจากพาเมนูข้าวแกงไปถึงมือลูกค้ามากขึ้น ยังช่วยต่อยอดให้ร้านเข้มแข็งขึ้นในโลกออนไลน์ด้วย

LINE MAN Wongnai: ดันทุกคนที่เข้าร่วมให้ได้โตไปด้วยกัน
LINE MAN Wongnai ในฐานะแพลตฟอร์มออนดีมานด์และฐานข้อมูลร้านอาหารของไทย ก็ลงมาหนุนโครงการนี้เต็มตัว เพราะเชื่อว่าถ้าร้านโต แพลตฟอร์มก็เติบโตไปพร้อมกัน
การสนับสนุนครอบคลุมร้านที่เข้าร่วมทั้ง 30 ร้าน เช่น
แพ็กเกจโปรโมทร้านผ่านโซเชียลของ LINE MAN และ Wongnai เพื่อเพิ่มการรับรู้และยอดขาย
สนับสนุนอุปกรณ์ ‘LINE Pay QR Box’ ฟรี พร้อมเสียงแจ้งเตือนยอดเงินเข้า ช่วยให้ร้านมั่นใจทุกธุรกรรม ตรวจสอบได้ ลดความกังวลเรื่องการรับชำระเงิน
สิทธิ์เข้าร่วมอบรม Training พิเศษ เพื่อพัฒนาศักยภาพร้านอาหาร และเพิ่มยอดขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์
นี่ไม่ใช่แค่การจัดประกวด แต่คือการปั้นร้านข้าวแกงให้พร้อมอยู่รอดและโตในยุคดิจิทัล

Robinhood: ยกเลเวลข้าวแกง จากถาดสังกะสีสู่จานดีไซน์
ฝั่ง Robinhood เข้ามาเติมอีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากในยุคนี้ คือ การเล่าเรื่องผ่านการจับคู่เมนูและการจัดจาน
แนวทางสนับสนุน ได้แก่
แนะนำการจับคู่อาหาร (Food Pairing) ให้เมนูข้าวแกงต่างๆ เข้ากันลงตัว ทั้งรสชาติและสัมผัส
เสนอไอเดียการจัดจาน (Eating & Plating Design) เพื่อให้สำรับข้าวแกงไทยดูเข้าถึงง่าย ทันสมัย และไม่น่าเบื่อ
เปิดมุมมองใหม่ว่าข้าวแกงไทย สามารถเล่าเรื่องวิถีวัฒนธรรมการกินอยู่แบบ อร่อยและมีประโยชน์ ไปพร้อมกันได้
แนวคิดคือ Robinhood ไม่อยากเป็นแค่แอปสั่งอาหาร แต่อยากเป็น “เพื่อนรู้ใจในทุกมื้อ” ของทั้งคนกินและร้านอาหาร

กิจกรรมในงาน: จากครัวสาธิตสู่เวทีคนรักสตรีทฟู้ด
ภายในงานไม่ได้มีแค่การแข่งขัน แต่ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมสำหรับสายกิน สายทำอาหาร และสายคอนเทนต์ เช่น
การสาธิตเมนูต้มข่าไก่โดยเชฟไก่ จาก KaiChefHouse
เวทีเสวนาจากอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดัง
โซนของที่ระลึกและ Workshop จากแบรนด์ไทยต่างๆ
ขนมหวาน เครื่องดื่ม และข้าวแกงแบบจัดเต็มจากหลากหลายร้าน
เป็นอีเวนต์ที่เหมาะทั้งกับคนรักสตรีทฟู้ด คนทำร้านอาหาร และคนที่อยากเก็บแรงบันดาลใจไปต่อยอดคอนเทนต์ด้านอาหาร

ข้าวแกง: ฮีโร่เงียบของวงการร้านอาหารไทย
แม้เศรษฐกิจจะสั่นคลอนในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แต่ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีระบุว่า ร้านข้าวแกงมียอดขายลดลงเฉลี่ยเพียงราว 4% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าหลายประเภทร้านอาหาร
เมื่อเทียบกับจำนวนร้านอาหารทั้งหมดในประเทศ ร้านประเภทข้าวแกงคิดเป็นมากกว่า 10% แปลว่าข้าวแกงไม่ใช่แค่เมนูธรรมดา แต่คือ กลุ่มธุรกิจอาหารสำคัญ ที่คนไทยพึ่งพาได้ทั้งในแง่ปากท้องและรายได้
การยกระดับข้าวแกงในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์สวยหรู แต่เป็นการช่วยพยุงเจ้าของร้าน ตัวจริงของสตรีทฟู้ดไทย ให้เดินต่อได้อย่างแข็งแรงในระยะยาว

จากถาดข้าวแกงหน้าปากซอย สู่สเตจระดับภูมิภาค
เมื่อมองภาพรวมของโครงการ “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 จะเห็นได้ว่าทุกภาคส่วนกำลังพยายามเล่าเรื่องเดิมในเวอร์ชันที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือ
ข้าวแกงยังคงเป็นของเดิมที่เรารู้จัก แต่ถูกเล่าใหม่ให้โลกเห็นคุณค่าเพิ่มขึ้น
ร้านข้าวแกงเล็กๆ ได้โอกาสใหม่ในโลกออนไลน์และโลกการแข่งขัน
คนกินได้กลิ่นอายวัฒนธรรมไทยแบบจัดเต็มผ่านหนึ่งจานบนถาด
วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อชาวต่างชาติพูดถึงอาหารไทย อาจไม่ได้นึกถึงแค่ต้มยำกุ้งหรือผัดไทย แต่อาจมี “ข้าวแกงไทย” โผล่ขึ้นมาเคียงข้างด้วยอย่างภาคภูมิใจ
สำหรับสายสตรีทฟู้ด นี่คือช่วงเวลาทองที่จะจับตาดูให้ดี ว่าจากนี้ “ข้าวแกงหน้าปากซอย” จะก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีโลกได้อย่างไร และใครจะเป็นแชมป์ตัวจริงของรสชาติแบบไทยแท้ในปี 2025 นี้

