รับแอปรับแอป

ตัวพ่อคืนจอ! ทำไม “One Battle After Another” อาจกลายเป็นหนังแห่งปีที่คอหนังต้องดูให้ได้

ณัฐวุฒิ วงศ์ดี01-29

ลีโอกลับมาแล้ว แถมมาพร้อมผู้กำกับตัวท็อป

เตรียมเคลียร์คิว จองตั๋ว แล้วมุ่งหน้าเข้าโรงกันได้เลย เพราะ “One Battle After Another” คือโปรเจกต์ใหม่สุดเดือดของพอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่คราวนี้จับมือกับตัวพ่อสายรางวัลอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มารับบทนำ

แค่เห็นชื่อทีมงานกับนักแสดงก็บอกได้เลยว่าคุณภาพมาเต็มไม่มียั้ง และจากเสียงลือเสียงชมของนักวิจารณ์ทั้งหลาย ต่างฟันธงกันแล้วว่านี่คือหนึ่งใน ภาพยนตร์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งปี พร้อมลุ้นขึ้นหิ้งระดับมาสเตอร์พีซแบบไม่เกรงใจใคร

พล็อตเข้มข้น: เมื่ออดีตนักปฏิวัติถูกบีบให้กลับมาลุกขึ้นสู้

ในโลกอนาคตใกล้ๆ ที่อเมริกากลายเป็น รัฐตำรวจ เต็มรูปแบบ “บ็อบ” (รับบทโดยลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) อดีตนักปฏิวัติหัวร้อนผู้ผ่านศึกมาเพียบ ต้องกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มติดอาวุธชื่อ “French 75”

กลุ่มนี้มีภารกิจบุกโจมตีเรือนจำผู้อพยพตามแนวชายแดน เกมการเมืองดำมืดและความรุนแรงคือเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของพวกเขา

แต่แล้วทุกอย่างก็พลิกเมื่อ ศัตรูเก่า ของบ็อบกลับมา พร้อมลงมือ ลักพาตัวลูกสาวของเขา ไปอย่างหน้าตาเฉย ทำให้บ็อบไม่มีทางเลือก นอกจากต้องดึงเหล่าเพื่อนนักปฏิวัติเก่ากลับมารวมทีมอีกครั้ง

นี่คือการกลับเข้าสู่สมรภูมิที่เต็มไปด้วยเลือด ความแค้น และอุดมการณ์ ที่ดูเหมือนว่า สงครามครั้งนี้จะไม่มีวันจบลงง่ายๆ

ทำไม “One Battle After Another” ถึงห้ามพลาด?

1. ครบรสทั้งฮา ดราม่า ดุเดือด และอบอุ่น

นี่ไม่ใช่หนังดราม่าหนักๆ ดูแล้วจมดิ่งอย่างเดียว แต่เป็นการผสมแนว แอ็กชัน–คอมเมดี้–การเมือง–ดราม่าครอบครัว อย่างลงตัว

  • มีมุกตลกสุดเพี้ยนที่ช่วยคลายความตึงเครียด

  • มีซีนแอ็กชันให้หัวใจเต้นแรง

  • มีประเด็นการเมืองแสบๆ คันๆ ให้คนดูได้ขบคิด

  • และที่พีคคือความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อกับลูกสาว ที่เติมความอบอุ่นให้เรื่องนี้ไม่มืดมนจนเกินไป

สรุปคือความรู้สึกของคนดูจะถูกเหวี่ยงไปมาระหว่าง ขำ ฮา ลุ้น ซึ้ง และเจ็บจี๊ด ในเรื่องเดียว

2. งานภาพแน่นทุกเฟรม ดูยาว 162 นาทีแบบไม่รู้สึกยืด

ความยาวหนัง 162 นาที ฟังดูเหมือนจะโหด แต่หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าเล่าเรื่องเก่งและกำกับภาพดี คนดูก็แทบไม่มีเวลาเหลือให้รู้สึกเบื่อ

ทุกเฟรมถูกจัดวางอย่างตั้งใจ รายละเอียดการจัดแสง สี โลเคชั่น และคอมโพสภาพช่วยดึงคนดูให้ จมเข้าไปในโลกของเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ

ใครสายงานภาพ รับรองได้ฟินกับช็อตสวยๆ และการเล่าเรื่องผ่านภาพที่ทั้งมีสไตล์และมีความหมาย

3. เสียดสีสังคมแบบขำไม่ค่อยออก

ถ้าเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นวัตถุสักอย่าง มันก็คือ “กระจกที่บิดเบี้ยว” ที่สะท้อนสังคมร่วมสมัยออกมาในมุมสุดเพี้ยน แต่ดันจริงจนน่าขนลุก

  • ระบบรัฐตำรวจที่ควบคุมทุกอย่าง

  • การปฏิบัติต่อผู้อพยพ

  • อำนาจรัฐกับชีวิตคนตัวเล็กๆ

หนังหยิบทั้งหมดมาปั่นรวมกันจนกลายเป็นโลกที่ทั้ง น่ากลัวและโคตรยอดเยี่ยม ในเวลาเดียวกัน ดูแล้วอาจหัวเราะ แต่ลึกๆ จะรู้สึกหน่วง เพราะมันใกล้ความจริงกว่าที่คิด

4. ขบวนดาราโหดเหมือนยกงานประกาศรางวัลมาใส่ในเรื่องเดียว

ไม่ใช่แค่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่มาขึ้นแท่นนำ แต่หนังยังอัดแน่นไปด้วยนักแสดงระดับรางวัลทั้งออสการ์และ BAFTA อย่าง ฌอน เพ็นน์ และ เบนิซิโอ เดล โตโร

ยังไม่หมด ยังมี เรจิน่า ฮอลล์, เทยานา เทย์เลอร์ และอีกหลายชื่อที่มาช่วยเติมสีสันให้ตัวละครแต่ละตัวมีมิติและน่าจดจำ

พูดง่ายๆ คือแค่มาดู การแสดงระดับโคตรเข้มข้น ของนักแสดงเหล่านี้ ก็ถือว่าคุ้มค่าตั๋วแล้ว

สรุป: นี่คือหนังที่คอภาพยนตร์ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ

เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน ทั้งพล็อตเข้มข้น ตัวละครจัดจ้าน ประเด็นสังคมสุดแสบ งานภาพสวยจัด และการแสดงระดับท็อปฟอร์ม “One Battle After Another” จึงไม่ใช่แค่หนังแอ็กชัน–ดราม่าทั่วไป แต่เป็น ประสบการณ์การดูหนัง ที่ควรลองด้วยตาตัวเอง

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูจบแล้วมีอะไรให้คิดต่อยาวๆ เรื่องนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรอยู่บนสุดของลิสต์

รายละเอียดรอบฉายที่ต้องรู้

สำหรับสายโรงภาพยนตร์

  • รอบพิเศษ: 24 กันยายน เวลา 20:00 น. เป็นต้นไป (เฉพาะกรุงเทพฯ และเชียงใหม่)

  • รอบฉายปกติ: ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์

ใครเล็งไว้แล้ว แนะนำให้รีบจองและไปสัมผัสด้วยตัวเองว่า ทำไมหลายคนถึงเริ่มบอกว่านี่อาจกลายเป็น หนึ่งในหนังที่ดีที่สุดแห่งปี