รับแอปรับแอป

จำรหัสสายการบินครั้งเดียว ใช้ได้ยาวทั้งทริป! คู่มือเข้าใจง่ายสำหรับสายเที่ยวบินบ่อย

ธีรพล สุขเกษม01-30

เปิดโลก “รหัสสายการบิน” เข้าใจทีเดียว ใช้ได้ทั่วโลก

การบินทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่มักทำให้ทั้งมือใหม่และสายเดินทางประจำมึนงงก็คือ รหัสสายการบิน ที่โผล่มาทั้งบนบอร์ดไฟลต์ หน้าตั๋วเครื่องบิน และเว็บจองตั๋วต่างๆ

จริงๆ แล้วรหัสเหล่านี้ไม่ใช่ตัวอักษรสุ่มๆ แต่เป็นรหัสมาตรฐานจากสององค์กรใหญ่ของโลกการบิน คือ IATA (International Air Transport Association) และ ICAO (International Civil Aviation Organization) ที่ช่วยให้ทุกระบบบนโลกพูดภาษาเดียวกัน เข้าใจตรงกันว่าไฟลต์ไหนคือของสายการบินใด

บทความนี้จะพาไล่ดูแบบครบๆ ว่าแต่ละรหัสคืออะไร ใช้งานยังไง และมีตัวอย่างสายการบินยอดฮิตที่เราเจอบ่อยเวลาเดินทาง

รหัส IATA: ตัวอักษร 2 ตัวที่ผู้โดยสารเจอบ่อยที่สุด

รหัส IATA คือรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษ 2 ตัว ที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลกการบินเชิงพาณิชย์

เรามักจะเห็นรหัสนี้บน:

  • หมายเลขเที่ยวบิน (เช่น TG676, JL032)

  • ตั๋วเครื่องบิน

  • ตารางไฟลต์บนจอสนามบิน

  • ระบบจองตั๋วออนไลน์

หน้าที่ของมันคือช่วยระบุว่า “เที่ยวบินนี้เป็นของสายการบินไหน” แบบสั้น กระชับ ชัดเจน

ตัวอย่างรหัส IATA ของสายการบินยอดนิยม

  • TG – การบินไทย (Thai Airways)

  • JL – เจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines)

  • SQ – สิงคโปร์แอร์ไลน์ (Singapore Airlines)

  • EK – เอมิเรตส์ (Emirates)

  • QR – กาตาร์แอร์เวย์ส (Qatar Airways)

  • BA – บริติชแอร์เวย์ส (British Airways)

  • LH – ลุฟต์ฮันซา (Lufthansa)

  • AF – แอร์ฟรานซ์ (Air France)

  • DL – เดลตาแอร์ไลน์ส (Delta Air Lines)

  • UA – ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส (United Airlines)

  • AC – แอร์แคนาดา (Air Canada)

  • CX – คาเธ่ย์แปซิฟิค (Cathay Pacific)

  • KE – โคเรียนแอร์ (Korean Air)

  • CZ – ไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ส (China Southern Airlines)

  • MU – ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ส (China Eastern Airlines)

  • CA – แอร์ไชน่า (Air China)

  • AK – แอร์เอเชีย (AirAsia)

  • FD – ไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia)

  • VZ – ไทยเวียตเจ็ทแอร์ (Thai Vietjet Air)

  • SL – ไทยไลอ้อนแอร์ (Thai Lion Air)

  • Nok – นกแอร์ (Nok Air)

  • PG – บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways)

  • VN – เวียดนามแอร์ไลน์ส (Vietnam Airlines)

  • GA – การูดาอินโดนีเซีย (Garuda Indonesia)

  • QZ – แอร์เอเชียอินโดนีเซีย (AirAsia Indonesia)

  • AY – ฟินน์แอร์ (Finnair)

  • KL – เคแอลเอ็ม (KLM Royal Dutch Airlines)

  • OZ – เอเชียน่าแอร์ไลน์ส (Asiana Airlines)

  • CI – ไชน่าแอร์ไลน์ส (China Airlines)

  • BR – อีวีเอแอร์ (EVA Air)

  • VS – เวอร์จินแอตแลนติก (Virgin Atlantic)

  • AA – อเมริกันแอร์ไลน์ส (American Airlines)

เวลาเห็นโค้ด 2 ตัวหน้าเลขไฟลต์ ให้จำไว้เลยว่านั่นคือรหัส IATA ของสายการบินนั้นๆ

รหัส ICAO: ตัวอักษร 3 ตัวที่คนทั่วไปไม่ค่อยเห็น แต่สำคัญมาก

ถัดมาคือ รหัส ICAO ซึ่งใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว

รหัสชุดนี้เรามักจะไม่ค่อยเห็นบนตั๋วหรือบอร์ดไฟลต์ เพราะถูกใช้หลักๆ ในฝั่งปฏิบัติการ เช่น

  • การควบคุมการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Control)

  • แผนการบินของนักบิน

  • ระบบภายในของสนามบินและสายการบิน

ต่อให้ผู้โดยสารไม่ค่อยได้เจอโดยตรง แต่ในโลกหลังฉากของการบิน รหัส ICAO ถือว่า โคตรสำคัญ

ตัวอย่างรหัส ICAO ของสายการบินต่างๆ

  • THA – การบินไทย (Thai Airways)

  • JAL – เจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines)

  • SIA – สิงคโปร์แอร์ไลน์ (Singapore Airlines)

  • UAE – เอมิเรตส์ (Emirates)

  • QTR – กาตาร์แอร์เวย์ส (Qatar Airways)

  • BAW – บริติชแอร์เวย์ส (British Airways)

  • DLH – ลุฟต์ฮันซา (Lufthansa)

  • AFR – แอร์ฟรานซ์ (Air France)

  • DAL – เดลตาแอร์ไลน์ส (Delta Air Lines)

  • UAL – ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส (United Airlines)

  • ACA – แอร์แคนาดา (Air Canada)

  • CPA – คาเธ่ย์แปซิฟิค (Cathay Pacific)

  • KAL – โคเรียนแอร์ (Korean Air)

  • CSN – ไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ส (China Southern Airlines)

  • CES – ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ส (China Eastern Airlines)

  • CCA – แอร์ไชน่า (Air China)

  • AXM – แอร์เอเชีย (AirAsia)

  • TVH – ไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia)

  • TVJ – ไทยเวียตเจ็ทแอร์ (Thai Vietjet Air)

  • TLM – ไทยไลอ้อนแอร์ (Thai Lion Air)

  • NOK – นกแอร์ (Nok Air)

  • BKP – บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways)

  • HVN – เวียดนามแอร์ไลน์ส (Vietnam Airlines)

  • GIA – การูดาอินโดนีเซีย (Garuda Indonesia)

  • AWQ – แอร์เอเชียอินโดนีเซีย (AirAsia Indonesia)

  • FIN – ฟินน์แอร์ (Finnair)

  • KLM – เคแอลเอ็ม (KLM Royal Dutch Airlines)

  • AAR – เอเชียน่าแอร์ไลน์ส (Asiana Airlines)

  • CAL – ไชน่าแอร์ไลน์ส (China Airlines)

  • EVA – อีวีเอแอร์ (EVA Air)

  • VIR – เวอร์จินแอตแลนติก (Virgin Atlantic)

  • AAL – อเมริกันแอร์ไลน์ส (American Airlines)

สรุปสั้นๆ:

  • IATA = 2 ตัวอักษร เน้นฝั่งผู้โดยสาร / ตั๋ว / การจอง

  • ICAO = 3 ตัวอักษร เน้นฝั่งเทคนิค / ระบบควบคุมการบิน

แล้วทำไมต้องยุ่งยากมีรหัสย่อด้วย?

ในเมื่อพิมพ์ชื่อสายการบินเต็มๆ ก็ได้ ทำไมต้องใช้รหัสให้ชวนงง? คำตอบคือ รหัสเหล่านี้ช่วยให้โลกการบินทำงานง่ายขึ้นแบบสุดๆ

การมีรหัสย่อช่วยให้:

  1. ประหยัดพื้นที่
    ข้อมูลบนตั๋ว บอร์ดสนามบิน หรือจอแสดงผลต่างๆ มีพื้นที่จำกัด การใช้รหัสสั้นๆ แทนชื่อสายการบินยาวๆ ทำให้แสดงผลได้ชัดเจนและอ่านง่าย

  2. ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำ
    ระบบจองตั๋ว สนามบิน และสายการบินทั่วโลก สามารถระบุสายการบินได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสสับสนหรือพิมพ์ชื่อผิด

  3. ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งโลก
    ไม่ว่าประเทศไหน ใช้ภาษาอะไร แค่เห็นรหัสเดียวกัน ทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่ากำลังพูดถึงสายการบินไหนอยู่

ใช้ประโยชน์จากรหัสเหล่านี้ยังไงดีเวลาเดินทาง?

รู้รหัสแล้ว เอาไปใช้ให้คุ้มมีดังนี้:

  • เวลาเช็กตารางบินในสนามบิน ให้มองหา รหัส 2 ตัวหน้าเลขเที่ยวบิน จะช่วยให้หาสายการบินตัวเองเจอไวขึ้น

  • เวลาเปรียบเทียบราคาตั๋วบนเว็บต่างๆ ให้จำรหัสสายการบินที่ตัวเองชอบไว้ จะได้ไม่สับสน

  • ถ้าติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ ส่วนใหญ่จะใช้รหัส IATA + หมายเลขไฟลต์เป็นหลัก

การเข้าใจรหัสเหล่านี้แม้จะเป็นดีเทลเล็กๆ แต่ช่วยให้การเดินทางของคุณ ลื่นขึ้น อ่านข้อมูลสนามบินได้คล่องขึ้น และรู้สึกโปรขึ้นแบบจับต้องได้

ปิดท้าย: จำรหัสไว้หน่อย ทริปต่อไปจะง่ายขึ้นเยอะ

การบินอาจดูซับซ้อน แต่พอรู้เบื้องหลังของ รหัส IATA และ ICAO แล้ว จะเห็นเลยว่าโลกการเดินทางถูกออกแบบมาให้เชื่อมกันอย่างเป็นระบบมากแค่ไหน

แค่เริ่มจำรหัสสายการบินที่คุณใช้บ่อย ไม่ว่าจะเป็น TG, JL, SQ, AK หรือสายประจำของคุณเอง ก็ช่วยให้การเช็กไฟลต์ อ่านบอร์ดสนามบิน และจองตั๋วรอบต่อไป เร็วขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และไม่มึนกลางเกต อีกต่อไป