ผู้หญิงยุคใหม่ กับพลังที่ขับเคลื่อนโลกการท่องเที่ยว
ยุคนี้แผนเที่ยวของบ้าน ไม่ได้เริ่มจากใครที่ไหน นอกจากผู้หญิง
รายงาน The Woman Traveler 2024 โดย Skift Research ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ปัจจุบันกว่า 82% ของผู้หญิงคือผู้ตัดสินใจหลักเรื่องการเดินทางในครอบครัว และมากกว่า 64% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกวันนี้คือผู้หญิง
ไม่ใช่แค่จำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่ “สไตล์การเที่ยว” ของผู้หญิงก็หลากหลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการเที่ยวคนเดียว การลุยทริปผจญภัย การเข้าร่วมกรุ๊ปทัวร์เฉพาะผู้หญิง ไปจนถึงการยกครอบครัวหลายเจเนอเรชันออกเดินทางไปด้วยกัน
การเดินทางสำหรับผู้หญิงยุคนี้ ไม่ใช่แค่การไปเที่ยว แต่คือการเลือกวิธีใช้ชีวิต เป็นทั้งพื้นที่เยียวยา เติมพลัง และทบทวนตัวเองท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน
Solo Female Travel: ทริปเยียวยาใจที่ผู้หญิงเป็นคนเลือกเอง
ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเดินทางแบบ ผู้หญิงเที่ยวคนเดียว (Solo Female Travel) พุ่งขึ้นแบบต่อเนื่อง การค้นหาคำว่า “solo female travel” บน Google เพิ่มขึ้นกว่า 1,000% สะท้อนชัดว่า ผู้หญิงทั่วโลกหันมาให้ค่ากับ “การเดินทางเพื่อใจตัวเอง” มากกว่าที่เคย
แม้ผู้ชายและผู้หญิงจะเที่ยวคนเดียวได้เหมือนกัน แต่เมื่อถึงเวลาวางแผนจริง ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับเรื่อง ความปลอดภัย และ ค่านิยมของสังคมปลายทาง เป็นพิเศษ
จากข้อมูลของบริษัท Solo Female Travellers ซึ่งสนับสนุนผู้หญิงที่อยากลุยเดี่ยว พบว่า
66% ของนักเดินทางหญิงให้ความปลอดภัยเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง
ตัวเลขนี้คงที่ตั้งแต่ปี 2563 ไม่ได้ลดลงเลย
องค์กรนี้ยังจัดทำดัชนีเปรียบเทียบความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว โดยใช้ข้อมูลจากคำแนะนำของรัฐบาลสหรัฐฯ–อังกฤษ ดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index) และแบบสำรวจจากนักเดินทางหญิงจริง ๆ ซึ่งประเทศที่ติดอันดับปลอดภัยน่าเที่ยวสำหรับผู้หญิงลุยเดี่ยวอยู่เสมอ ได้แก่:
ญี่ปุ่น
นิวซีแลนด์
ออสเตรเลีย
สิงคโปร์
สเปน
ไทย
อินโดนีเซีย
สหราชอาณาจักร
กลุ่มประเทศนอร์ดิก
โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำมาก จึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้หญิงที่อยากลองเที่ยวคนเดียวอย่างจริงจัง
เสียงจากผู้หญิงนักเดินทางยิ่งยืนยันภาพนี้ชัดขึ้น
มีนักเดินทางหญิงคนหนึ่งบอกว่า ญี่ปุ่นคือประเทศที่เธอรู้สึกว่า “เดินทางคนเดียวได้ง่ายที่สุด” เพราะให้ความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเดินฝ่าความวุ่นวายย่านชินจูกุ หรือซึบซับความสงบในเกียวโต ก็ยังรู้สึกปลอดภัยแม้จะเดินกลางคืนคนเดียว
เธอประทับใจเป็นพิเศษกับ ขบวนรถไฟที่มีโบกี้เฉพาะผู้หญิง และ โรงแรมแคปซูลสำหรับผู้หญิง ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านความสบายใจและความปลอดภัยของนักเดินทางหญิงโดยตรง
อีกด้านหนึ่ง นักเดินทางหญิงที่หลงรักนิวซีแลนด์ก็เล่าว่า จุดเด่นอาจไม่ใช่แค่วิวสวยสะกดตา แต่คือ “ผู้คน” ที่เต็มไปด้วยไมตรี เธอเคยเดินเส้นทาง Abel Tasman แล้วเจอคนแปลกหน้ามานั่งคุย แชร์เรื่องราว และแบ่งอาหารให้กัน บทสนทนาเล็ก ๆ แบบนี้ต่างหาก ที่ทำให้เข้าใจประเทศนั้นลึกเกินกว่าที่หนังสือท่องเที่ยวจะบอกได้
นอกจากนี้ ชุมชนออนไลน์สำหรับนักเดินทางหญิงอย่าง Wanderful ยังสร้าง แผนที่นำทางที่คัดสรรร้านค้า คาเฟ่ และที่พักที่บริหารโดยผู้หญิง เพื่อสนับสนุนทั้งนักเดินทางหญิง และผู้ประกอบการหญิงในพื้นที่ปลายทางไปพร้อมกัน
สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก การเที่ยวคนเดียวจึงไม่ใช่การหนีไปไกลจากโลก แต่คือการกลับมาใกล้ตัวเองมากขึ้น
เที่ยวกับแก๊งผู้หญิงล้วน: สนุก ปลอดภัย และได้เป็นตัวเองเต็มที่
อีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงไม่แพ้การเที่ยวคนเดียว คือการออกทริปแบบ Women-only group trips หรือทริปที่มีแต่ผู้หญิงล้วน ทั้งแบบจัดกรุ๊ปไปกับเพื่อน หรือไปรวมตัวกันในทริปที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ
ผู้หญิงจำนวนมากเล่าว่า การได้ออกเดินทางกับเพื่อนสาว ทำให้พวกเธอ “ได้เป็นตัวเองเต็มที่” จะหัวเราะเสียงดัง จะเล่น จะเฮฮา หรือพลิกแพลนกลางทางก็ยังรู้สึกสนุกมากกว่าจะเครียด ถ้าเจอเรื่องผิดแผนก็พร้อมเปลี่ยนให้เป็นเรื่องขำ ๆ ระหว่างทาง
ข้อมูลจาก Solo Female Travellers สะท้อนเทรนด์นี้อย่างน่าสนใจ:
เกือบ 14% ของผู้หญิงมีแผนจะเดินทางแบบกลุ่มผู้หญิงล้วน ในปี 2568
36% เคยร่วมทริปแบบ “solo-but-not-alone” คือออกเดินทางคนเดียว แต่ไปสมทบกับกรุ๊ปนักเดินทางหญิงคนอื่น
8% เลือกเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ที่สนิทกันอยู่แล้ว
บริษัท Road Scholar ยังเผยว่า ทัวร์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงวัยเกษียณโดยเฉพาะ มีผู้สมัครเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญด้านทัวร์กลุ่มมองว่า การเลือกกรุ๊ปทัวร์ขนาดเล็กที่มีไกด์เป็นผู้หญิงด้วยกันเอง ช่วยให้บรรยากาศในกลุ่มผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น โปรแกรมที่ดีสำหรับผู้หญิงควรมีทั้ง:
กิจกรรมแบบมีไกด์เพื่อให้ได้เรียนรู้
พื้นที่เวลาส่วนตัว เพื่อให้ผู้หญิงได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองหรือสำรวจตามใจชอบ
ด้านการล่องเรือก็กลายเป็นอีกฟอร์มของการท่องเที่ยวที่ครองใจผู้หญิงจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มเพื่อนหรือมาเดี่ยวแล้วค่อยไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่บนเรือ ผู้หญิงหลายคนมองว่าทริปล่องเรือคือ “คอมมูนิตี้ชั่วคราว” บนผืนน้ำ ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากผู้คนหลากหลายวัย หลากหลายประเทศ
บริษัททัวร์เชิงธรรมชาติอย่าง Natural Habitat Adventures ก็ขยายโปรแกรมเฉพาะผู้หญิงถึง 75% ในปี 2568 โดยเน้นปลายทางที่มีทั้งธรรมชาติสวยและเรื่องราวของผู้หญิงในท้องถิ่น เช่น กรีนแลนด์ อลาสกา และคอสตาริกา ทัวร์รูปแบบนี้มักเน้น:
การชมสัตว์ป่าในมุมมองที่เคารพระบบนิเวศ
การเรียนรู้เรื่องราวของผู้หญิงในชุมชนท้องถิ่น
การสร้างพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตของผู้ร่วมทริป
ภาพรวมแล้ว การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยไม่ได้เป็นโลกของผู้ชายอีกต่อไป เพราะปัจจุบัน 57% ของนักเดินทางสายลุยคือผู้หญิง
Senior Women Travel: เมื่อรุ่นใหญ่ลุกขึ้นลุยโลก
หากใครยังมีภาพจำว่า “เที่ยวคนเดียว” คือโลกของวัยหนุ่มสาวสายแบ็กแพ็ก รายงาน The Woman Traveler Report ของ Skift ฉบับล่าสุดได้ลบภาพนั้นออกไปแบบสิ้นเชิง
ผลสำรวจพบว่า:
มีเพียง 4% ของคนอายุ 18–24 ปี ที่มีแผนจะเที่ยวคนเดียว
ในขณะที่เกือบ 25% ของผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป วางแผนจะลุยทริปเดี่ยวในปี 2568
เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้หญิงจำนวนมากมองช่วงเวลานี้เป็น “ของขวัญแห่งอิสรภาพ” ที่จะได้หลุดออกจากกิจวัตรเดิม ๆ แลกกับการเดินทางที่ยืดหยุ่น ไม่ต้องรอวันหยุด ไม่ต้องผูกกับตารางใคร และได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่เคยอยู่ในลิสต์ความฝันมานาน
รายงานปี 2023 จาก Road Scholar ยังบอกด้วยว่า:
85% ของผู้เดินทางคนเดียวในทัวร์ของบริษัทเป็นผู้หญิง
และ 69% ของนักเดินทางทั้งหมดก็เป็นผู้หญิง
ผู้หญิงวัยเบบี้บูมเมอร์จำนวนมากยังคงเดินหน้าทำให้ “Bucket List” ของตัวเองเป็นจริง แม้จะก้าวสู่วัยเกษียณแล้วก็ตาม
มีนักเดินทางหญิงคนหนึ่งซึ่งใช้เวลาหลังเกษียณเดินทางคนเดียวไปกว่า 12 ประเทศในแอฟริกาภายใน 11 เดือน เธอบอกไว้อย่างน่าคิดว่า “การเกษียณคือของขวัญชื่อว่า ‘เวลา’ และเราควรใช้มันไปกับสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจและจิตวิญญาณของเราเอง”
ด้วยความหลงใหลในนวัตกรรม เธอใช้การเดินทางครั้งนี้ผสมผสานกับงานจิตอาสา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับดีไซเนอร์แฟชั่นสายไอเดียล้ำในบอตสวานา หรือช่วยองค์กรรีไซเคิลพลาสติกในเคนยา เปลี่ยนทริปเที่ยวให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีทั้งความหมายและผลกระทบเชิงบวกกับคนอื่นไปพร้อมกัน
ด้านรายงานจาก AARP ปี 2025 พบว่า ยุโรปยังคงเป็นทวีปในฝันของนักเดินทางวัยเกษียณ โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomers ที่มักเลือกไปเยือน:
อิตาลี
สหราชอาณาจักร
ฝรั่งเศส
สเปน
ไอร์แลนด์
บริษัททัวร์กลุ่มเล็กในสกอตแลนด์อย่าง Rabbie’s ยังพบอีกว่า ผู้หญิงอายุ 60+ ไม่ได้อยากไปเที่ยวแบบชิล ๆ อย่างเดียว แต่ยังหลงใหลทริปแนว “Set-Jetting” หรือการตามรอยโลเคชันถ่ายทำซีรีส์และภาพยนตร์ที่รัก เช่น Downton Abbey หรือ Outlander
ความพิเศษคือ เรื่องจริงของสถานที่เหล่านี้ บางครั้งน่าทึ่งยิ่งกว่าบทละครในจอ อย่างเช่นปราสาท Doune ที่เคยเป็นฉาก Castle Leoch ใน Outlander ซึ่งมีประวัติศาสตร์หลายศตวรรษอยู่เบื้องหลัง แถมไกด์บางคนที่พาพาเที่ยว ยังเคยเป็นนักแสดงตัวประกอบในซีรีส์ด้วย
การเที่ยวของผู้หญิงรุ่นใหญ่จึงไม่ใช่แค่การตามรอยซีรีส์ แต่คือการเดินทางทบทวนชีวิต ผ่านสถานที่ที่เคยเห็นผ่านจอมาก่อน
Multi-generational Travel: เมื่อทริปหนึ่งทริปเชื่อมทั้งบ้านเข้าด้วยกัน
นอกจากการเที่ยวคนเดียวและทริปเฉพาะผู้หญิง เทรนด์ที่กำลังโตไม่แพ้กันคือ การเที่ยวแบบ “ข้ามเจเนอเรชัน” (Multi-generational Travel) ที่ยกกันไปทั้งครอบครัว ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงปู่ย่าตายาย
รายงาน Global Travel Trends 2025 โดย American Express Travel ระบุว่า:
58% ของพ่อแม่ Millennials และ Gen Z วางแผนจะพาครอบครัวขยายไปเที่ยวในปี 2568
ในขณะที่กลุ่ม Gen X และ Baby Boomers มีสัดส่วนเพียง 30% เท่านั้น
หนึ่งในผู้ประกอบการด้านทัวร์สำหรับผู้หญิงสังเกตว่า นักท่องเที่ยวหญิงจำนวนมากเริ่มใช้การเดินทางเป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะทริปแบบ:
แม่–ลูกสาว
ยาย–หลาน
กลุ่มครอบครัวที่ผู้หญิงหลายเจเนอเรชันเดินทางร่วมกัน
ทริปแบบนี้ไม่ได้มองหาความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ ทุกวัยมีส่วนร่วมได้ง่าย เช่น การจิบน้ำชายามบ่าย หรือการเดินเที่ยวเล่นในเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องเร่งรีบ
ตัวอย่างทริปที่น่าสนใจ เช่น Weekend ข้ามเจเนอเรชัน ในเมืองเล็ก ๆ ของสหรัฐฯ ที่มีกิจกรรมเอาใจทั้งคนรุ่นแม่และคนรุ่นหลาน ตั้งแต่การชิมไวน์ในไร่องุ่น (สำหรับผู้ใหญ่) ไปจนถึงการเดินเล่นในเมืองและกิจกรรมเบา ๆ สำหรับคนรุ่นเด็ก
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ทำงานในแวดวงทัวร์เล่าว่า ทริปที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของเธอ คือทริปที่ได้พาแม่ไปอิตาลี เพื่อให้แม่ได้เห็นชายฝั่ง Amalfi Coast ด้วยตาตัวเอง เธอบอกว่า “การเดินทางแบบข้ามรุ่นสอนให้เราอดทนและเข้าใจคนในครอบครัวมากขึ้น”
เพราะในทริปหนึ่งทริป เราไม่ได้แค่เช็กอินสถานที่สวย ๆ แต่ต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับพลังของแต่ละคน ไปด้วยกัน เดินทันกัน และพักทันกัน การได้แบ่งปันช่วงเวลาที่ช้าลงแต่ลึกขึ้นแบบนี้ คือสิ่งที่ทำให้การเดินทางแบบ Multi-generational Travel มีคุณค่าบางอย่างที่ทริปอื่นให้ไม่ได้
เมื่อผู้หญิงคือคน “ออกแบบการเดินทาง” ของครอบครัวและตัวเอง
หากมองภาพรวมจะเห็นชัดว่า โลกการท่องเที่ยววันนี้กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างหนักแน่นโดยผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของ
นักเดินทางลุยเดี่ยวที่ใช้ทริปเป็นพื้นที่เยียวยาใจ
เพื่อนสาวที่รวมแก๊งกันออกไปหัวเราะให้สุดเสียงในทริปหญิงล้วน
ผู้หญิงรุ่นใหญ่ที่เพิ่งเริ่มต้นลุยโลกหลังเกษียณ
หรือนักวางแผนทริปสำหรับทั้งครอบครัวหลายเจเนอเรชัน
สิ่งที่เหมือนกันคือ ผู้หญิงกำลังกำหนดความหมายใหม่ให้กับคำว่า “เที่ยว”
จากทริปที่เคยเน้นราคาถูกหรือโปรโมชั่น กลายเป็นทริปที่ให้ความสำคัญกับ
ความปลอดภัยและความสบายใจ
เสรีภาพในการใช้ชีวิตระหว่างเดินทาง
วัฒนธรรมที่เปิดกว้างและเป็นมิตร
การเยียวยา พัฒนาตัวเอง และเชื่อมต่อกับโลกอย่างลึกซึ้ง
และสำหรับหลายครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้หญิงเป็นคนวางแผนทริป การเดินทางในยุคนี้ไม่ใช่แค่การ “ออกไปไหนสักที่” แต่คือการ ออกไปหาความหมายร่วมกัน ว่าเราอยากใช้เวลา ความรัก และพลังของเรากับใคร และอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงที่กำลังแพลนเที่ยวคนเดียว แพลนยกเพื่อนไปลุย หรืออยากพาคนทั้งบ้านออกเดินทาง การได้เลือกเส้นทางเอง ออกแบบจังหวะทริปเอง และนิยามความสุขของตัวเอง นี่แหละ คือพลังเงียบ ๆ ที่กำลังเปลี่ยนหน้าตาโลกการท่องเที่ยวไปอย่างสิ้นเชิง

