รับแอปรับแอป

JW Anderson พลิกเกมธุรกิจในโลกแฟชั่น หลังจัดการระบบเงินกู้ใหม่สำเร็จ

cloudy02-09

ในโลกของแฟชั่นที่หมุนเร็วและแข่งขันสูง ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะสามารถยืนระยะได้อย่างมั่นคง เพราะเบื้องหลังรันเวย์ที่สวยหรูนั้นเต็มไปด้วยต้นทุน การลงทุน และการบริหารจัดการที่ซับซ้อนมากกว่าที่หลายคนคิด

หนึ่งในข่าวที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ คือการที่แบรนด์แฟชั่นสุดคูลจากอังกฤษอย่าง JW Anderson สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงเวลาท้าทายทางการเงิน และมีการปรับโครงสร้างด้านเงินกู้ยืมภายในบริษัท

แม้รายได้โดยรวมจะลดลงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายกลับกลายเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่” ของแบรนด์ที่หลายคนจับตามองอย่างมาก 🌿


แบรนด์กลับมาทำกำไร แม้รายได้ลดลงเล็กน้อย

จากข้อมูลบัญชีล่าสุดที่สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2024 ซึ่งเพิ่งถูกยื่นต่อ Companies House ในสัปดาห์นี้ พบว่า JW Anderson มี กำไรสุทธิถึง 21.39 ล้านปอนด์

นี่ถือเป็นการพลิกสถานการณ์อย่างชัดเจน เพราะในปี 2023 แบรนด์ยังขาดทุนอยู่ที่ 3.487 ล้านปอนด์

การกลับมาทำกำไรครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท และเป็นสัญญาณว่าการบริหารจัดการภายในเริ่มเดินมาถูกทางอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมรายได้ของแบรนด์ในปี 2024 กลับลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

  • รายได้ปี 2023 อยู่ที่ 29.861 ล้านปอนด์

  • รายได้ปี 2024 ลดลงเหลือ 28.433 ล้านปอนด์

แม้ตัวเลขจะลดลงไม่มาก แต่ก็สะท้อนถึงความท้าทายของตลาดแฟชั่นในช่วงที่ผ่านมา ที่หลายแบรนด์ต้องเจอกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและต้นทุนที่สูงขึ้น


กำไรขั้นต้นลดลง พร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

นอกจากรายได้ลดลงแล้ว กำไรขั้นต้นของ JW Anderson ก็ลดลงตามไปด้วย

  • กำไรขั้นต้นปี 2023 อยู่ที่ 18.5 ล้านปอนด์

  • ปี 2024 ลดลงเหลือ 17.74 ล้านปอนด์

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและจำหน่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

นี่คือปัญหาที่หลายแบรนด์แฟชั่นต้องเผชิญในยุคนี้ เพราะการทำสินค้าคุณภาพสูง การขยายตลาด และการรักษาภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม มักมาพร้อมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเสมอ


แม้กำไรจากการดำเนินงานขาดทุน แต่กำไรก่อนหักภาษีกลับสวนทาง

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ตัวเลขของ JW Anderson ดูน่าสนใจมาก คือ

แม้กำไรจากการดำเนินงานจะขาดทุนเพิ่มขึ้น แต่กำไรก่อนหักภาษีกลับกลายเป็นบวกแบบชัดเจน

  • ขาดทุนจากการดำเนินงานปี 2024 อยู่ที่ 5.539 ล้านปอนด์

  • จากเดิมปี 2023 ขาดทุน 2.266 ล้านปอนด์

แต่ในด้านกำไรก่อนหักภาษี บริษัทกลับทำได้ดีมาก

says

  • ปี 2024 ทำกำไรได้ 23.823 ล้านปอนด์

  • จากปี 2023 ที่ขาดทุน 3.587 ล้านปอนด์

บริษัทชี้ว่า ผลลัพธ์นี้เกิดจากการปรับโครงสร้างด้านเงินกู้ยืมภายในบริษัท ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงิน และทำให้ตัวเลขสุดท้ายออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น

นี่แสดงให้เห็นว่า การทำกำไรในโลกธุรกิจแฟชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่การจัดการโครงสร้างการเงินภายในก็มีผลอย่างมาก


การปรับโครงสร้างการเงิน เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้

JW Anderson เปิดเผยว่า การกลับมาทำกำไรครั้งนี้เกิดจากการ “ปรับโครงสร้างด้านเงินกู้ยืมภายในบริษัท”

พูดง่ายๆ คือแบรนด์มีการจัดระเบียบระบบการเงินใหม่ เช่น

  • ปรับเงื่อนไขการกู้ยืม

  • ลดต้นทุนดอกเบี้ย

  • บริหารหนี้สินให้มีประสิทธิภาพ

  • ปรับการลงทุนภายในให้เหมาะสม

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องที่แฟนแฟชั่นพูดถึงบ่อย แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์อยู่รอดในระยะยาว


ปีสำคัญของ JW Anderson กับความสนใจที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

แม้ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลประกอบการของปี 2025 แต่ช่วงเวลานี้ถือเป็นปีที่สำคัญอย่างมากของแบรนด์

เพราะ Jonathan Anderson ผู้ก่อตั้ง JW Anderson ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Dior ในฝั่งแฟชั่นทั้งหมด

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้ทั้งตัวดีไซเนอร์และแบรนด์ JW Anderson ได้รับความสนใจอย่างมหาศาลในระดับโลก

หลายฝ่ายมองว่า การที่ Jonathan Anderson ขึ้นไปคุม Dior จะช่วยเพิ่มพลังและอิทธิพลให้แบรนด์ของเขาเองด้วย เพราะชื่อเสียงและสายตาของโลกแฟชั่นจะหันกลับมาจับจ้อง JW Anderson มากขึ้นกว่าเดิม


แบรนด์แฟชั่นยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ดีไซน์ แต่ต้องแข็งแรงทั้งธุรกิจ

กรณีของ JW Anderson เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากว่า

ในยุคนี้ แบรนด์แฟชั่นไม่สามารถพึ่งแค่ความสร้างสรรค์บนรันเวย์ได้อีกต่อไป แต่ต้องมีการบริหารธุรกิจที่มั่นคงควบคู่กัน

การกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง แม้รายได้ลดลง เป็นสัญญาณว่า JW Anderson เริ่มมีรากฐานที่แข็งแรงขึ้น และพร้อมจะเติบโตต่อในระยะยาว


การกลับมาของ JW Anderson คือหมุดหมายสำคัญของแบรนด์

JW Anderson สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งในปี 2024 ด้วยกำไรสุทธิ 21.39 ล้านปอนด์ ถือเป็นชัยชนะที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2023 ที่ยังขาดทุนอยู่

แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อย และกำไรขั้นต้นลดลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่บริษัทสามารถพลิกสถานการณ์ได้จากการปรับโครงสร้างด้านเงินกู้ยืมภายใน ซึ่งช่วยให้กำไรก่อนหักภาษีกลับมาเป็นบวกอย่างโดดเด่น

นอกจากนี้ การที่ Jonathan Anderson ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Dior ยังทำให้ JW Anderson ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลก และอาจส่งผลดีต่อแบรนด์ในอนาคต

สุดท้ายแล้ว การกลับมาทำกำไรครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชี แต่เป็นสัญญาณว่า JW Anderson กำลังเดินหน้าเข้าสู่บทใหม่ที่แข็งแรงและน่าจับตามองกว่าเดิม ทั้งในเชิงธุรกิจและแฟชั่น