รับแอปรับแอป

15 ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix สุดมัน ครบทุกแนวดูยาวข้ามคืน (อัปเดต 2025)

อภิสิทธิ์ ศรีทอง01-31

ดำดิ่งสู่โลกเวทมนตร์: เปิดคลังซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix ดูยาวถึงปี 2025

ถ้าคุณหลงรักโลกเวทมนตร์ อสูรกาย ตำนานโบราณ ไปจนถึงอนาคตล้ำๆ ในแบบที่ดูแล้วลืมเวลา ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix คือจักรวาลที่คุณต้องลองท่องให้ครบสักครั้ง

บทความนี้รวบรวม 15 ซีรี่ย์แฟนตาซีบน Netflix ที่คัดแล้วว่าคุ้มเวลาดูทุกตอน ทั้งงานภาพ เอฟเฟกต์ เนื้อเรื่อง และคาแรกเตอร์ตัวละครแบบจัดเต็ม แถมอัปเดตทันปี 2025 (พ.ศ. 2568) ไม่ต้องเลื่อนหาให้เมื่อยนิ้ว เลื่อนอ่านตรงนี้แล้วกดดูต่อได้ทันที

ลิสต์ 15 ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix ห้ามพลาด

  • The Witcher (นักล่าจอมอสูร)

  • Shadow and Bone (ตำนานกรีชา)

  • Arcane (อาร์เคน)

  • Sweet Tooth (สวีททูธ)

  • Locke & Key (ปริศนาล็อค ตระกูลกุญแจ)

  • The Sandman (เดอะ แซนด์แมน)

  • Ragnarok (แร็กนาร็อก)

  • Alchemy of Souls (เล่นแร่แปรวิญญาณ)

  • The Umbrella Academy (ดิ อัมเบรลลา อคาเดมี่)

  • Wednesday (เวนส์เดย์)

  • One Piece (วันพีซ) ฉบับ Live Action

  • Avatar: The Last Airbender (เณรน้อยเจ้าอภินิหาร) Live Action

  • Hellbound (ทัณฑ์นรก)

  • Warrior Nun (นักรบแห่งศรัทธา)

  • Cursed (มนตราต้องสาป)

ด้านล่างนี้คือการเล่าแบบเจาะลึกทีละเรื่อง ว่าเหมาะกับใคร จุดเด่นอะไร โทนเรื่องประมาณไหน เลือกจิ้มให้ตรงอารมณ์ได้เลย

1. The Witcher (นักล่าจอมอสูร)

ซีรี่ย์ระดับเรือธงของ Netflix ที่ดัดแปลงจากนิยายและเกมชื่อดัง เล่าเรื่อง Geralt of Rivia นักล่าอสูรกลายพันธุ์ผู้โดดเดี่ยว ที่ต้องเร่ร่อนรับงานกำจัดสัตว์ประหลาดในดินแดน The Continent ซึ่งเต็มไปด้วยสงคราม การเมืองสกปรก และเวทมนตร์มืด

เขาถูกดึงเข้าไปพัวพันกับชะตากรรมของเจ้าหญิงผู้มีพลังลึกลับ และแม่มดทรงพลังแบบเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นมหากาพย์โชคชะตาที่ใหญ่กว่าการล่าอสูรธรรมดาไปไกล

จุดเด่นของเรื่องคือการสร้างโลกแฟนตาซีที่เข้มข้นและละเอียด ทั้งเผ่าพันธุ์ การเมือง วัฒนธรรม และสัตว์ประหลาดสายโหด ฉากแอ็คชั่นฟาดดาบคือจุดขายแบบไม่ต้องเถียง แม้ช่วงแรกไทม์ไลน์จะสลับไปมาจนมึนเล็กน้อย แต่พอจับจุดได้แล้วจะยิ่งอิน

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Henry Cavill, Anya Chalotra, Freya Allan

  • ความยาว: ราว 50–60 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2019 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: คนชอบดาร์กแฟนตาซี แอ็คชั่นโหดๆ โลกซับซ้อน มีการเมืองและชะตากรรมใหญ่โต

จุดน่าสนใจ

  • โลกแฟนตาซีขนาดใหญ่ รายละเอียดแน่น มีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ อสูร และเวทมนตร์

  • การแสดงของ Henry Cavill ในบท Geralt ทั้งเท่ ดิบ และมีเสน่ห์

  • ฉากต่อสู้ดาบ + เวทมนตร์ออกแบบมาอย่างดุเดือด

  • โปรดักชั่นแน่นระดับหนังโรง

  • เนื้อเรื่องเล่นกับชะตากรรม การเมือง และสงครามได้ลงตัว

มุมสรุป

  • เหมาะกับคนที่ชอบซีรี่ย์หนักๆ ครบทั้งดราม่า แอ็คชั่น และการเมือง

  • ตอนแรกๆ อาจต้องใช้สมาธินิดหนึ่ง แต่ถ้าผ่านได้จะยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ

  • แนะนำสุดสำหรับแฟนนิยาย/เกมที่อยากดูเวอร์ชันไลฟ์แอ็คชั่นที่ให้เกียรติต้นฉบับ

2. Shadow and Bone (ตำนานกรีชา)

ซีรี่ย์แฟนตาซีที่ดัดแปลงจากจักรวาลนิยาย Grishaverse เล่าเรื่องโลกที่ถูกแบ่งแยกโดย “แดนพยับเงา” พื้นที่มืดมิดเต็มไปด้วยอสูรบินได้สุดสยอง

Alina Starkov สาวนักทำแผนที่ธรรมดาๆ กลับค้นพบว่าตัวเองคือ “ผู้เรียกสุริยะ” ผู้มีพลังทำลายแดนพยับเงาได้ เธอถูกดึงเข้าสู่การเมืองในราชสำนัก เกมอำนาจ และความไว้ใจที่อาจกลายเป็นการหักหลังได้ทุกเมื่อ

เรื่องนี้เด่นเรื่องระบบเวทมนตร์เป็นเอกลักษณ์ ตัวละครเยอะ แต่น่าจดจำ ผสมทั้งแฟนตาซี ผจญภัย โรแมนติก และการเมืองแบบพอดีๆ ดูเพลิน อินไม่ยาก

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Jessie Mei Li, Archie Renaux, Freddy Carter, Amita Suman, Kit Young, Ben Barnes

  • ความยาว: ราว 45–60 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2021 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: วัยรุ่น–ผู้ใหญ่ที่ชอบโลกเวทมนตร์ ระบบพลังชัดเจน ตัวละครเยอะและมีทีมให้เลือกเชียร์

จุดน่าสนใจ

  • ระบบเวทมนตร์ Grisha มีคลาส มีประเภทชัดเจน

  • นำเรื่องราวจากหนังสือหลายเล่มมาร้อยรวมกันฉลาดมาก

  • ตัวละครหลัก–รองมีเสน่ห์ทั้งฝั่งดีและฝั่งเทาๆ

  • งานภาพและเอฟเฟกต์สวย โดยเฉพาะแดนพยับเงาและพลังต่างๆ

  • ครบทุกรส ตั้งแต่แอ็คชั่น ดราม่า โรแมนติก ไปจนถึงการเมือง

มุมสรุป

  • ดูง่าย สนุกตั้งแต่ไม่กี่ตอนแรก

  • เหมาะสำหรับคนที่อยากลองแฟนตาซีฟีลนิยายวางโลกดีๆ มีทั้งทีมพระเอก ทีมตัวร้ายให้เลือกโดนใจ

3. Arcane (อาร์เคน)

แอนิเมชั่นระดับ “มาสเตอร์พีซ” จากจักรวาลเกม League of Legends แต่บอกเลยว่า ไม่ต้องเคยเล่นเกมก็อินได้เต็มๆ

เรื่องเล่าถึงต้นกำเนิดของสองพี่น้อง Vi และ Jinx จากเมืองใต้ดิน Zaun อันเสื่อมโทรม ที่อยู่ใต้ Piltover เมืองเทคโนโลยีก้าวล้ำ การค้นพบพลังเทคโนโลยี Hextech ทำให้โลกถูกดึงเข้าสู่สมดุลใหม่ ทั้งความก้าวหน้าและหายนะ

จุดเด่นคือ งานภาพสไตล์เพนต์ติ้งเคลื่อนไหว ลายเส้นเฉพาะตัวสุดสวยงาม เนื้อเรื่องเข้มข้น ตัวละครทุกตัวมีมิติ เพลงประกอบดีจนต้องไปเปิดฟังซ้ำ

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ (พากย์เสียง): Hailee Steinfeld, Ella Purnell, Kevin Alejandro, Katie Leung

  • ความยาว: ประมาณ 40 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2021 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: คนชอบแอนิเมชั่นเนื้อเรื่องจัดเต็ม ดราม่าหนัก งานภาพโหดสวยระดับภาพวาด

จุดน่าสนใจ

  • งานภาพอลังการ มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

  • การเล่าเรื่องคมกริบ ตัวละครมีแผล มีพัฒนาการชัด

  • ใส่ประเด็นชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ การเมือง และครอบครัวลงไปแบบลึกๆ

  • เพลงประกอบคืออีกหนึ่งดาวเด่นของเรื่อง

  • เป็นตัวอย่างการดัดแปลงจากเกมที่ทำออกมาโคตรสำเร็จ

มุมสรุป

  • เป็นซีรี่ย์ที่ไม่ควรข้าม ถ้าชอบงานภาพดีๆ และเนื้อหาที่ตีหัวใจคนดูแตก

  • โทนค่อนข้างดาร์กและรุนแรง เหมาะกับผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่รับดราม่าหนักได้

4. Sweet Tooth (สวีททูธ)

โลกหลังหายนะที่เกิดโรคระบาดใหญ่ พร้อมการถือกำเนิดเด็ก “ไฮบริด” ครึ่งคนครึ่งสัตว์ ซึ่งถูกผู้คนหวาดกลัวและไล่ล่า

เรื่องเล่าผ่าน Gus เด็กชายครึ่งกวางผู้มองโลกในแง่ดีสุดๆ ที่ต้องออกเดินทางร่วมกับ Jepperd ชายร่างใหญ่ใจแข็ง เพื่อค้นหาต้นกำเนิดของตัวเอง และตามหาแม่แท้ๆ ท่ามกลางโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอันตราย

แม้ฉากหลังจะหม่น แต่บรรยากาศเรื่องกลับอบอุ่นเหมือนนิทานแฟนตาซี ให้ความหวังและความเป็นมนุษย์แบบละมุนๆ ดูแล้วได้ทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Christian Convery, Nonso Anozie, Adeel Akhtar, Stefania LaVie Owen, Dania Ramirez

  • ความยาว: 40–55 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2021 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: ครอบครัว วัยรุ่น คนที่ชอบแฟนตาซีฟีลอบอุ่นแต่มีดราม่าเบาๆ

จุดน่าสนใจ

  • การผจญภัยของ Gus น่าลุ้นและน่าเอาใจช่วยมาก

  • ตัวละครเด็กน่ารัก ดูแล้วผูกพันง่าย

  • งานภาพและโทนเรื่องเหมือนเทพนิยายยุคใหม่

  • แทรกประเด็นครอบครัว ความแตกต่าง และการยอมรับผู้อื่น

มุมสรุป

  • ฟีลกู้ด ดูแล้วอบอุ่น แม้พื้นหลังจะเป็นโลกดิสโทเปีย

  • เหมาะกับการดูยาวๆ ช่วงวันหยุดกับครอบครัว

5. Locke & Key (ปริศนาล็อค ตระกูลกุญแจ)

ซีรี่ย์แนวลึกลับแฟนตาซี ที่เล่าเรื่องสามพี่น้องตระกูล Locke ย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่าของพ่อหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม และที่นั่นเองพวกเขาก็เจอ “กุญแจวิเศษ” กระจายซ่อนอยู่ทั่วบ้าน ซึ่งแต่ละดอกให้พลังเหนือธรรมชาติไม่เหมือนกัน

แต่ความสนุกไม่ได้มีแค่การเล่นกุญแจ เพราะยังมีปีศาจที่ตามล่ากุญแจเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ในเป้าหมายมืดมน ทำให้บ้าน Keyhouse กลายเป็นสนามรบเหนือธรรมชาติไปเลย

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Darby Stanchfield, Connor Jessup, Emilia Jones, Jackson Robert Scott

  • ความยาว: 40–55 นาทีต่อตอน (3 ซีซั่น จบแล้ว)

  • ปีที่ฉาย: 2020 – 2022

  • เหมาะกับ: วัยรุ่น คนชอบแฟนตาซีลึกลับ มีบรรยากาศสยองนิดๆ แต่ดูง่าย

จุดน่าสนใจ

  • ไอเดียกุญแจวิเศษหลากพลัง สนุกและสร้างสรรค์มาก

  • บ้าน Keyhouse มีความลึกลับ ให้ฟีลอยากสำรวจไปพร้อมตัวละคร

  • ผสม Coming-of-Age, ดราม่าครอบครัว และแฟนตาซีได้กลมกล่อม

มุมสรุป

  • เหมาะกับคนที่อยากได้ซีรี่ย์แฟนตาซีมีปริศนา แต่ไม่มืดมนเกินไป

  • เนื้อหาไม่ดาร์กเท่าคอมิกส์ต้นฉบับ แต่ดูเพลินและอินง่าย

6. The Sandman (เดอะ แซนด์แมน)

ดัดแปลงจากคอมิกส์ระดับตำนานของ Neil Gaiman เล่าเรื่อง Dream / Morpheus หนึ่งในกลุ่มเทพ The Endless ผู้ปกครองอาณาจักรความฝัน

หลังถูกจองจำยาวนานกว่าศตวรรษ เขากลับสู่โลกมนุษย์เพื่อตามหาเครื่องมือวิเศษของตัวเอง ฟื้นฟูอาณาจักร และสะสางผลพวงจากการหายตัวไปที่ทำให้โลกความฝันปั่นป่วน

โทนเรื่องลึก ดาร์ก และเปี่ยมปรัชญา ผสมความแฟนตาซี ลึกลับ และการตั้งคำถามต่อชีวิต มนุษย์ และความตายได้อย่างงดงาม

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Tom Sturridge, Gwendoline Christie, Vivienne Acheampong, Boyd Holbrook, Jenna Coleman, Kirby Howell-Baptiste

  • ความยาว: 40–55 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2022 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: ผู้ชมสายดาร์กแฟนตาซี ชอบเนื้อหาลึก มีปรัชญา และงานภาพจัดเต็ม

จุดน่าสนใจ

  • ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับคอมิกส์แต่เล่าในรูปแบบที่ดูร่วมสมัย

  • โลก The Endless และแนวคิดเรื่องความฝัน ความตาย โชคชะตา มีเสน่ห์มาก

  • โปรดักชั่นอลังการ ฉากหลายตอนสวยจนต้องหยุดดู

มุมสรุป

  • เหมาะกับคนที่อยากได้แฟนตาซีที่มากกว่าความมัน แต่มีความลึกด้านความคิด

  • ต้องตั้งใจดู แต่ผลตอบแทนด้านอารมณ์และไอเดียคุ้มมาก

7. Ragnarok (แร็กนาร็อก)

ซีรี่ย์จากนอร์เวย์ที่หยิบ ตำนานเทพนอร์ส มาตีความใหม่ในยุคปัจจุบัน เรื่องราวเกิดในเมืองเล็กๆ ชื่อ Edda ที่สวย แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมพังยับ

Magne เด็กหนุ่มขี้อายที่ย้ายมาอยู่เมืองนี้ กลับเริ่มพบว่าตัวเองมีพลังเหนือมนุษย์แบบเดียวกับเทพ Thor และต้องเผชิญหน้ากับตระกูลมหาเศรษฐี Jutul ซึ่งแท้จริงแล้วคือเหล่ายักษ์ในตำนาน

โทนเรื่องคือ Coming-of-Age ผสมเทพนอร์ส แถมแอบจิกเรื่องสิ่งแวดล้อมและอำนาจทุนได้เจ็บๆ

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: David Stakston, Jonas Strand Gravli, Herman Tømmeraas, Theresa Frostad Eggesbø

  • ความยาว: 40–50 นาทีต่อตอน (3 ซีซั่น จบแล้ว)

  • ปีที่ฉาย: 2020 – 2023

  • เหมาะกับ: วัยรุ่น–ผู้ใหญ่ที่อยากดูตำนานเทพในเวอร์ชันโลกจริง มีดราม่าสังคม

จุดน่าสนใจ

  • การย้ายเทพนอร์สมาอยู่ในร่างเด็กมัธยมยุคนี้ดูแปลกใหม่

  • ทิวทัศน์นอร์เวย์สวยจนอยากจองตั๋วบิน

  • มีทั้งพลังเทพ การต่อสู้ และประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เข้ากับยุคนี้

มุมสรุป

  • เหมาะกับคนที่เบื่อฮีโร่สูตรสำเร็จแบบฮอลลีวูด แต่อยากลองรสชาติยุโรป

  • เนื้อเรื่องกระชับ ดูจบได้ไม่ยืดเยื้อ

8. Alchemy of Souls (เล่นแร่แปรวิญญาณ)

แฟนตาซีเกาหลีที่ดังถล่มทลายแบบต้องพูดถึง เกิดขึ้นในอาณาจักรสมมติแดโฮ ที่การ “เล่นแร่แปรวิญญาณ” หรือการสลับร่าง ถือเป็นศาสตร์ต้องห้าม

นักฆ่าระดับตำนาน Naksu ทำพิธีสลับร่างหนีการตามล่า แต่ดันพลาดไปอยู่ในร่างหญิงสาวตาบอดฐานะต่ำอย่าง Mu Deok จากนักฆ่าผู้แข็งแกร่งกลายเป็นสาวใช้ที่ดูไม่มีอะไร ทว่าเธอกลับกลายเป็นอาจารย์ลับๆ ของ Jang Uk คุณชายตระกูลใหญ่ผู้ถูกผนึกพลังเวทย์

เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยการเมือง ตำนาน ความลับในอดีต ความรัก และการต่อสู้ ด้วยงานสร้างที่อลังการจัดเต็มทุกเฟรม

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Lee Jae-wook, Jung So-min (ภาค 1), Go Youn-jung (ภาค 2), Hwang Min-hyun

  • ความยาว: 70–90 นาทีต่อตอน (2 ภาค)

  • ปีที่ฉาย: 2022 – 2023

  • เหมาะกับ: แฟนซีรี่ย์เกาหลีสายพีเรียดแฟนตาซี โรแมนติก แอ็คชั่น ดราม่า

จุดน่าสนใจ

  • ระบบเวทมนตร์และโลกแดโฮถูกออกแบบมาดี มีรายละเอียดชัด

  • พล็อตหักมุมบ่อย เข้มข้นตลอด ไม่มีช่วงว่างให้วูบ

  • เคมีพระ–นางทั้งสองภาคคือทีเด็ด

  • CG ฉากต่อสู้ เสื้อผ้า โลเคชั่น สวยทุกอย่าง

มุมสรุป

  • เป็นหนึ่งในซีรี่ย์แฟนตาซีเกาหลีที่ “ต้องลอง” ถ้าชอบแนวนี้

  • เนื้อเรื่องซับซ้อน แต่ถ้ายอมเทใจให้ จะกลายเป็นเรื่องโปรดได้ง่ายๆ

9. The Umbrella Academy (ดิ อัมเบรลลา อคาเดมี่)

ครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่มีอะไรเหมือนทีมฮีโร่ทั่วไปสักอย่าง เด็ก 7 คนที่เกิดพร้อมกันจากผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน ถูกมหาเศรษฐีสุดเพี้ยน Sir Reginald Hargreeves รับไปเลี้ยงและฝึกเป็นทีมกู้โลก

เมื่อโตขึ้น ทุกคนแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตจนพ่อบุญธรรมตาย จึงต้องกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมภารกิจหยุดยั้งวันสิ้นโลกที่กำลังนับถอยหลัง

โทนเรื่องเป็นซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์กคอมเมดี้ ตัวละครมีปม หนักแต่เล่าแบบเพี้ยนๆ สนุก ดูแล้วทั้งหัวเราะทั้งปวดใจ

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Elliot Page, Tom Hopper, David Castañeda, Emmy Raver-Lampman, Robert Sheehan, Aidan Gallagher

  • ความยาว: 45–60 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2019 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: คนเบื่อฮีโร่สูตรสำเร็จ อยากได้ทีมฮีโร่ครอบครัวพังๆ แต่โคตรมีเสน่ห์

จุดน่าสนใจ

  • คอนเซ็ปต์ “ครอบครัวฮีโร่ไม่สมบูรณ์แบบ” ที่เต็มไปด้วยปัญหาและความรัก

  • ตัวละครทุกคนมีเอกลักษณ์ จำง่าย น่าเชียร์คนละแบบ

  • พล็อตข้ามเวลา วุ่นวายแต่สนุก

  • เพลงประกอบเลือกมาดีจนอยากเปิดเล่นซ้ำ

มุมสรุป

  • เป็นสายซูเปอร์ฮีโร่ทางเลือกที่ดูแล้วติดหนึบ

  • จุดขายหลักคือความสัมพันธ์ของพี่น้อง มากกว่าซีนต่อสู้

10. Wednesday (เวนส์เดย์)

ภาคแยกจากจักรวาล Addams Family ที่หันมาโฟกัสลูกสาวคนโต Wednesday Addams ในช่วงวัยรุ่นสุดดื้อ

หลังสร้างเรื่องจนถูกไล่ออกจากโรงเรียน เธอถูกส่งไปเข้าเรียนที่ Nevermore Academy โรงเรียนสำหรับเด็กหัวแปลก พลังประหลาด ที่นั่นเธอต้องเจอทั้งรูมเมตสุดร่าเริง เพื่อนใหม่ศัตรูใหม่ และคดีฆาตกรรมปริศนาในเมืองที่โยงถึงอดีตครอบครัว

โทนเรื่องเป็นแฟนตาซีลึกลับ+สืบสวน+โกธิกคอมเมดี้ ที่ลงตัวแบบคาดไม่ถึง

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Jenna Ortega, Gwendoline Christie, Riki Lindhome, Jamie McShane, Hunter Doohan, Emma Myers, Catherine Zeta-Jones, Luis Guzmán

  • ความยาว: 45–55 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2022 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: วัยรุ่น–ผู้ใหญ่ ที่ชอบคาแรกเตอร์สายดาร์กโกธิกแต่โคตรเท่

จุดน่าสนใจ

  • Jenna Ortega โกยเสน่ห์ไปหมดจอในบท Wednesday

  • สไตล์ภาพโกธิกแบบ Tim Burton ชัดเจนมาก

  • พล็อตสืบสวนในโรงเรียนประหลาดที่ลุ้น น่าติดตาม

  • ตัวละครสมทบอย่างรูมเมต เพื่อนร่วมโรงเรียน ช่วยเพิ่มสีสันสุดๆ

มุมสรุป

  • ซีรี่ย์ที่กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

  • ดูสนุก มีสไตล์สูง และทำให้ Wednesday กลายเป็นไอคอนยุคใหม่

11. One Piece (วันพีซ) – Live Action

จากมังงะระดับตำนาน สู่ Live Action ที่ตอนแรกทุกคนแอบกลัวว่าจะพัง แต่กลายเป็นว่า ทำได้ดีกว่าที่คาดแบบแรงมาก

เรื่องเล่าการออกทะเลของ Monkey D. Luffy เด็กหนุ่มร่างยางที่ฝันจะเป็น “ราชาโจรสลัด” พร้อมทีมกลุ่มหมวกฟางยุคแรกทั้ง Zoro, Nami, Usopp, Sanji ออกสู่ Grand Line โลกโจรสลัดที่ทั้งสนุก โหด และบ้าพลัง

โทนเรื่องยังคงความบ้า ความมิตรภาพ และความฝันในแบบ One Piece ไว้ให้แฟนๆ หายห่วง แม้จะมีการย่อและปรับเพื่อให้เข้ารูปแบบซีรี่ย์ก็ตาม

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Iñaki Godoy, Mackenyu, Emily Rudd, Jacob Romero Gibson, Taz Skylar

  • ความยาว: 50–65 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2023 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: แฟน One Piece ทุกยุค และคนที่อยากรู้ว่า “ทำไมเรื่องนี้ถึงดังข้ามยุค”

จุดน่าสนใจ

  • คัดนักแสดงได้โคตรตรงจริตตัวละคร

  • งานสร้าง เรือ โลเคชั่น คอสตูม ทำให้โลกโจรสลัดมีชีวิตจริง

  • ยังเก็บหัวใจของเรื่องคือมิตรภาพและการไล่ตามความฝันไว้ครบ

มุมสรุป

  • เป็นตัวอย่าง Live Action จากอนิเมะที่ทำให้หลายคนเริ่มมีหวังกับวงการนี้อีกครั้ง

  • เหมาะทั้งคนที่เคยดู/ไม่เคยดูอนิเมะมาก่อน

12. Avatar: The Last Airbender (เณรน้อยเจ้าอภินิหาร) – Live Action

ตำนานแอนิเมชั่นระดับขึ้นหิ้งถูกหยิบมาทำใหม่ในเวอร์ชันคนแสดง เล่าเรื่อง Aang เด็กชายผู้เป็น Avatar คนสุดท้าย ผู้เดียวที่ควบคุมธาตุทั้งสี่ได้

หลังตื่นจากการถูกแช่แข็งยาวนาน เขาพบว่าโลกถูกเผ่าอัคคีไล่ยึดครอง และต้องร่วมทางกับ Katara และ Sokka เพื่อฝึกควบคุมธาตุทั้งสี่ให้ครบ ก่อนจะสายเกินไป

เวอร์ชันนี้โดดเด่นที่งานภาพและเอฟเฟกต์การบังคับธาตุ (Bending) ที่ดูสมจริง มีพลัง แม้การเล่าเรื่องและเสน่ห์บางส่วนจะไม่เท่าต้นฉบับ แต่ก็เป็นมุมมองใหม่ที่น่าลองสำหรับแฟน Avatar

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Gordon Cormier, Kiawentiio, Ian Ousley, Dallas Liu, Paul Sun-Hyung Lee, Daniel Dae Kim

  • ความยาว: 50–60 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2024 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: แฟน Avatar และคนที่ชอบแฟนตาซีผจญภัยโลกกว้าง พลังธาตุอลังการ

จุดน่าสนใจ

  • CG พลังธาตุทำออกมาได้ดีและดูมันมาก

  • เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้จักโลก Avatar แต่ไม่อยากเริ่มจากแอนิเมชั่น

มุมสรุป

  • มีทั้งจุดที่ทำได้ดีและจุดที่แฟนเดิมอาจตั้งคำถาม

  • ดีสำหรับการเปิดประตูสู่จักรวาล Avatar ในอีกรูปแบบหนึ่ง

13. Hellbound (ทัณฑ์นรก)

แฟนตาซีสยองขวัญจากเกาหลีที่ดูแล้วจิตตกแต่โคตรทรงพลัง วันหนึ่งมี “ทูตสวรรค์” ปรากฏตัวมาบอกวัน-เวลาตายของคนบางกลุ่ม และเมื่อถึงเวลา เหล่า “ยมทูตยักษ์” ก็โผล่มาฆ่าคนนั้นต่อหน้าสาธารณชน แล้วลากวิญญาณลงนรก

เหตุการณ์นี้ทำให้โลกปั่นป่วน เกิดลัทธิศาสนาคลั่ง เชื่อว่านี่คือการพิพากษาจากพระเจ้า ขณะที่อีกฝั่งพยายามหาความจริงว่ามันคืออะไรกันแน่

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Yoo Ah-in, Kim Hyun-joo, Park Jeong-min, Won Jin-ah, Yang Ik-june

  • ความยาว: 45–60 นาทีต่อตอน (หลายซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2021 – ปัจจุบัน

  • เหมาะกับ: ผู้ใหญ่สายดาร์กแฟนตาซี สยองขวัญเชิงสังคม ชอบเนื้อหาหนักๆ ชวนตั้งคำถาม

จุดน่าสนใจ

  • คอนเซ็ปต์ “วันตายถูกประกาศล่วงหน้า” ทั้งน่าสะพรึงและน่าคิด

  • บรรยากาศกดดันแบบหายใจไม่ทั่วท้อง

  • ตั้งคำถามเรื่องศรัทธา ศาสนา ศีลธรรม ได้โหดมาก

มุมสรุป

  • ไม่ใช่ซีรี่ย์ดูเพลิน แต่เป็นซีรี่ย์ดูแล้วคิดยาว

  • คนใจไม่แข็งหรือไม่ชอบอะไรดาร์กจัด อาจต้องทำใจก่อนกดดู

14. Warrior Nun (นักรบแห่งศรัทธา)

แฟนตาซีแอ็คชั่นที่หยิบไอเดีย “นักรบหญิงของศาสนจักร” มาขยายเรื่องราว ผ่านตัวเอก Ava Silva เด็กสาวกำพร้าที่เป็นอัมพาตทั้งตัว แต่กลับฟื้นจากความตายพร้อม “รัศมีศักดิ์สิทธิ์” ฝังอยู่บนแผ่นหลัง ให้พลังเหนือมนุษย์และบทบาทใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว

เธอถูกดึงเข้าสู่องค์กรลับของนักรบหญิงที่ต่อสู้กับปีศาจจากนรก ผสมทั้งศาสนา เทคโนโลยี และตำนานเข้าไว้ด้วยกัน

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Alba Baptista, Toya Turner, Thekla Reuten, Lorena Andrea, Kristina Tonteri-Young

  • ความยาว: 40–50 นาทีต่อตอน (2 ซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2020 – 2022

  • เหมาะกับ: คนชอบตัวเอกหญิงแกร่ง แอ็คชั่นมันๆ และองค์กรลับสายศาสนา

จุดน่าสนใจ

  • คอนเซ็ปต์ Warrior Nun แปลกใหม่

  • ฉากบู๊กับปีศาจและองค์กรลับทำได้สนุก

  • การเติบโตของ Ava จาก “ไม่เอาไหน” สู่การยอมรับโชคชะตาของตัวเอง

มุมสรุป

  • แม้จะถูกยกเลิกไป แต่ยังเป็น “ของดีสายคัลท์” ที่แฟนๆ ตามพูดถึง

  • เหมาะกับคนที่อยากได้ซีรี่ย์แอ็คชั่นแฟนตาซีนางเอกนำ

15. Cursed (มนตราต้องสาป)

การตีความตำนานกษัตริย์อาเธอร์ใหม่ ผ่านมุมของ Nimue หญิงสาวผู้มีพลังลี้ลับ ซึ่งถูกกำหนดให้กลายเป็น “Lady of the Lake” ในตำนาน

หมู่บ้านของเธอถูกทำลายโดยกลุ่มศาสนาคลั่ง Red Paladins ทำให้เธอต้องรับภารกิจนำดาบในตำนานไปให้ Merlin ระหว่างทางเธอได้พบ Arthur ในแบบที่คุณไม่คุ้น และต้องลุกขึ้นสู้เพื่อผู้คนของตัวเอง

ซีรี่ย์เน้นให้ผู้หญิงขึ้นมาเป็นศูนย์กลางตำนาน งานภาพและโลเคชั่นสวย มีฉากต่อสู้ใช้เวทมนตร์เพลินตา แม้จังหวะการเล่าเรื่องบางช่วงจะไม่เร็วมากนัก

รายละเอียดของซีรี่ย์

  • นักแสดงนำ: Katherine Langford, Devon Terrell, Gustaf Skarsgård, Daniel Sharman

  • ความยาว: 50–60 นาทีต่อตอน (1 ซีซั่น)

  • ปีที่ฉาย: 2020

  • เหมาะกับ: แฟนตำนานอาเธอร์ และคนชอบตัวเอกหญิงแบกเรื่อง

จุดน่าสนใจ

  • มองตำนานอาเธอร์จากมุม Lady of the Lake ที่ไม่ค่อยถูกเล่า

  • งานภาพ ทิวทัศน์ และบรรยากาศแฟนตาซียุคกลางสวยงาม

  • Nimue เป็นตัวละครที่มีความเปราะบางและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน

มุมสรุป

  • เหมาะสำหรับคนที่อยากดูแฟนตาซีจบในซีซั่นเดียว

  • แม้ไม่สมบูรณ์แบบทุกด้าน แต่ก็เป็นอีกมุมมองของตำนานที่น่าลอง

เทรนด์ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix ปี 2025: เรื่องไหนแรง เรื่องไหนภาคเยอะ

นอกจาก 15 เรื่องข้างบน วงการ ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix ยังไม่แผ่วในปี 2025 มีทั้งภาคต่อและเรื่องใหม่เสริมทัพเข้ามาเรื่อยๆ

เรื่องไหนมีแววฮิต ยอดดูพุ่งในปี 2025?

จากกระแสและฐานแฟนที่สะสมมา หลายเรื่องมีโอกาสยืนหนึ่งในชาร์ตรับชม เช่น

  • The Witcher ที่ยังเดินหน้าต่อแม้เปลี่ยนนักแสดง

  • Arcane ซีซั่นใหม่ที่แฟนทั่วโลกรอคอย

  • Wednesday ที่กระแสยังแรง

  • Avatar: The Last Airbender เวอร์ชัน Live Action ถ้าพัฒนาต่อดีๆ มีลุ้นโตยาว

  • One Piece Live Action ที่พิสูจน์แล้วว่าไปต่อได้อีกหลายโค้ง

เรื่องไหนภาคเยอะ ดูเพลินยาวข้ามคืน?

ถ้าอยากได้ซีรี่ย์ภาคเยอะๆ เอาไว้ดูมาราธอน ลองโฟกัสที่

  • The Umbrella Academy – หลายซีซั่น เนื้อหาแน่น

  • The Witcher – ยังมีเนื้อหาในนิยายให้ต่ออีกเยอะ

  • Shadow and Bone, Sweet Tooth – โลกและตัวละครพร้อมให้เล่าอีกหลายเส้น

  • ซีรี่ย์ที่จบไปแล้วแต่มีหลายซีซั่น เช่น Locke & Key, Ragnarok ก็เหมาะกับสายดูรวดเดียวจบ

ซีรี่ย์แฟนตาซีต่างประเทศน่าลอง

อย่าจำกัดตัวเองแค่ซีรี่ย์อเมริกันหรือเกาหลี เพราะ Netflix มีของจากหลายประเทศ:

  • สายยุโรป: Ragnarok (นอร์เวย์), รวมถึงแฟนตาซีจากสเปน เยอรมัน ฯลฯ

  • สายเกาหลี: Alchemy of Souls, Hellbound – คุณภาพจัดเต็มทั้งเนื้อหาและโปรดักชั่น

ลองเปิดใจดูซีรี่ย์จากประเทศที่ไม่คุ้นชื่อ อาจเจอเรื่องโปรดแบบไม่คาดคิดได้ง่ายๆ

FAQ: คำถามฮิตเกี่ยวกับซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix

หาซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix สนุกๆ ยังไงดี?

  • ใช้ช่องค้นหา แล้วพิมพ์คำว่า “แฟนตาซี” หรือ “Fantasy”

  • เข้าไปที่หมวดประเภท (Genres) แล้วเลือกหมวดแฟนตาซี

  • ดูลิสต์แนะนำแบบในบทความนี้ แล้วลองเริ่มจากเรื่องที่โทนตรงกับอารมณ์ที่อยากดู

ซีรี่ย์แฟนตาซีใน Netflix มีพากย์ไทยหรือซับไทยครบไหม?

  • ซีรี่ย์ที่เป็น Netflix Originals หรือเรื่องดัง ส่วนใหญ่จะมีทั้งเสียงไทยและซับไทย

  • บางเรื่องอาจมีเฉพาะซับไทย หรือไม่มีภาษาไทยเลย โดยเฉพาะเรื่องเก่า

  • เช็กได้โดยเข้าไปหน้ารายละเอียดซีรี่ย์ แล้วดูเมนู “เสียงและคำบรรยาย” ก่อนกดเล่น

แฟนตาซี กับ ไซไฟ (Sci-Fi) ต่างกันยังไง?

  • แฟนตาซี: เน้นเวทมนตร์ ตำนาน สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ โลกสมมติที่หลุดจากความเป็นจริง เช่น มังกร เอลฟ์ เวทมนตร์โบราณ

  • ไซไฟ: ผูกกับวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี (แม้จะเป็นแบบจินตนาการในอนาคต) เช่น ยานอวกาศ AI หุ่นยนต์ โลกอนาคต

หลายเรื่องผสมทั้งสองสาย เช่น โลกอนาคตแต่มีพลังพิเศษ ก็ถือเป็นลูกผสมแฟนตาซี–ไซไฟ

มีซีรี่ย์แฟนตาซีที่ดูได้ทั้งครอบครัวไหม?

มีหลายเรื่องที่เหมาะกับการดูร่วมกัน เช่น:

  • Sweet Tooth – ดราม่ามีบ้าง แต่น้ำเสียงโดยรวมอบอุ่น

  • Locke & Key – ผจญภัยของเด็กๆ มีลึกลับเล็กน้อย

ก่อนดูแนะนำให้เช็กเรทอายุ และอ่านเรื่องย่อคร่าวๆ เผื่อบ้านไหนมีเด็กเล็กมากๆ

มีซีรี่ย์แฟนตาซีที่เป็น Hidden Gem แนะนำไหม?

นอกจากเรื่องดังๆ ยังมีหลายเรื่องที่คนพูดถึงไม่เยอะ แต่แฟนเหนียวแน่น เช่น:

  • Warrior Nun – สายแอ็คชั่นแฟนตาซีตัวเอกหญิง

  • ซีรี่ย์จากประเทศอื่นเช่น The Letter for the King, Invisible City ฯลฯ

การไล่ดูหมวดแฟนตาซีไปเรื่อยๆ แล้วลองเปิดดูสักตอนสองตอน คือวิธีหาเพชรในตมที่สนุกใช้ได้

สรุป: ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix เรื่องไหนคือ “เรื่องของคุณ”?

โลกของ ซีรี่ย์แฟนตาซี Netflix ใหญ่กว่าที่คิดมาก ไม่ว่าคุณจะชอบ:

  • ผจญภัยมันๆ แบบโลกกว้าง

  • ดาร์กแฟนตาซีเนื้อหาหนักแน่น

  • แอนิเมชั่นภาพสวยระดับรางวัล

  • ซีรี่ย์เกาหลีโปรดักชั่นอลังการ

  • หรือแนวผสมหลายรส ทั้งสยองขวัญ การเมือง ความรัก และปรัชญา

ใน 15 เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด มีครบตั้งแต่ The Witcher สายโหดดิบ, Shadow and Bone สายโลกสวยเวทมนตร์จัดเต็ม, Arcane แอนิเมชั่นชั้นครู, ไปจนถึง Alchemy of Souls ที่แฟน K-series ควรลองสักครั้ง

ถ้าดูครบแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปสายระทึก ลองสลับไปโลก ซีรี่ย์ซอมบี้ Netflix อย่าง All of Us Are Dead หรือ Kingdom ก็เป็นอีกทางเลือกที่ลุ้นไม่แพ้กัน

สุดท้าย คำตอบว่าเรื่องไหน “ดีที่สุด” ไม่มีใครฟันธงแทนคุณได้ มีแค่เรื่องที่ “ใช่ที่สุดสำหรับคุณ” เท่านั้น ลองเลือกสักเรื่องจากลิสต์นี้ กดดูสัก 1–2 ตอน ถ้าใช่คุณจะรู้เองแบบไม่ต้องมีใครบอก

ขอให้สนุกกับการหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีที่ Netflix เตรียมไว้ให้ แล้วอย่าลืม เตรียมป๊อปคอร์น เครื่องดื่ม และเวลานอนที่หายไปอย่างน้อยหนึ่งคืนให้พร้อมด้วยนะ!