รับแอปรับแอป

15 หนังผีเกาหลี Netflix สุดสยองปี 2025 เลือกดูเรื่องไหนให้นอนไม่หลับดี?

กฤตชัย มโนธรรม01-31

รวมลิสต์หนังผีเกาหลี Netflix ไว้ดูยาวทั้งวันหยุด

วันหยุดนี้ถ้าไม่อยากให้อารมณ์นิ่งจนเกินไป จัด หนังผีเกาหลี Netflix สักเรื่องสิ แล้วปล่อยให้ความหลอนกับความลุ้นมาเขย่าคืนพักผ่อนของคุณกันหน่อย

ลิสต์นี้คัดมาเน้นๆ กับ 15 เรื่องสายหลอนยอดฮิตปี 2025 ครบทั้งแนวเหนือธรรมชาติ ผี วิญญาณอาฆาต ซอมบี้ ไปจนถึงสัตว์ประหลาด และตำนานพื้นบ้านสุดสยอง พร้อมกลิ่นอายวัฒนธรรมเกาหลีแบบจัดเต็ม

เนื้อหาที่คุณกำลังจะอ่านคือแนวรีวิวสั้นๆ + จุดเด่นแต่ละเรื่อง เอาไว้ช่วยตัดสินใจว่า คืนนี้จะดูเรื่องไหนให้นอนผวา เปิดไฟนอนดี ถ้าพร้อมแล้ว ไปเปิดประตูโลกผีเกาหลีด้วยกันเลย

  • ลิสต์หนังผี 15 เรื่อง

  • รีวิว+จุดเด่นแบบกระชับ

  • แนะนำแนวเหมาะสำหรับสายจิตวิทยา สายซอมบี้ และสายย้อนยุค

  • ปิดท้ายด้วย FAQ ที่คนชอบค้นหา

15 หนังผีเกาหลี Netflix ที่สายหลอนต้องลองปี 2025

ลิสต์นี้รวบทั้งหนังเดี่ยวและภาคพิเศษจากซีรีส์ดัง คละทั้งแนวจิตวิทยา ซอมบี้ คำสาป ลัทธิ ไปจนถึงสัตว์ประหลาดยุคโบราณ

  • The Call

  • #Alive

  • Gonjiam: Haunted Asylum

  • The Wailing

  • Train to Busan

  • Kingdom: Ashin of the North

  • The 8th Night

  • Seoul Station

  • Rampant

  • Svaha: The Sixth Finger

  • The Closet

  • Metamorphosis

  • The Divine Fury

  • The Cursed: Dead Man’s Prey

  • Monstrum

ด้านล่างนี้คือรีวิวสั้นแต่จัดเต็มอารมณ์ทีละเรื่อง

1. The Call – โทรศัพท์จากอดีตที่เปลี่ยนชะตาชีวิต

ใครชอบความหลอนแบบเล่นกับจิตใจมากกว่าผีโผล่มาใส่หน้า ต้องเริ่มที่ The Call เลย เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่บังเอิญได้รับสายจาก “อดีต” และพยายามเปลี่ยนชะตากรรมผ่านสายโทรศัพท์เพียงเส้นเดียว

โทนเรื่องคือ จิตวิทยา + time-travel ทำให้ลุ้นแบบไม่ต้องพึ่ง jump scare เยอะ แต่จะค่อยๆ กดดันคนดูไปเรื่อยๆ ยิ่งดูยิ่งอึดอัด ยิ่งอินกับตัวละคร และยิ่งสงสัยว่า ถ้าเราเปลี่ยนอดีตได้จริง เราจะกล้าทำไหม

จุดเด่น

  • พล็อต time-travel ที่ใช้ “เสียงโทรศัพท์” เป็นตัวเดินเรื่องได้อย่างลงตัว

  • จังหวะการเล่าเรื่องค่อยๆ หลอน ไม่ดึง ไม่ยืด

  • งานภาพและดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศระทึกได้ดี

  • เหมาะกับคนชอบหนัง thriller จิตวิทยา มากกว่าสายผีโผล่ดุๆ

  • ตอนจบมีความซับซ้อนนิดหน่อย แต่ยิ่งทำให้คนดูอยากถกกันต่อ

เหมาะกับใคร: สายจิตวิทยา สาย mind game และคนที่อยากเริ่มดูหนังผีเกาหลีแบบไม่พึ่งผีอย่างเดียว

2. #Alive – ติดอยู่ในห้องกับซอมบี้ทั้งเมือง

ใครเคยจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งเราตื่นมาแล้วโลกกลายเป็นเมืองซอมบี้ แต่มีก็แค่เราในอพาร์ตเมนต์เท่านั้นที่ยังรอดอยู่ จะทำยังไงต่อ? นี่คือแกนหลักของ #Alive

เรื่องนี้เน้นความ โดดเดี่ยว กดดัน และการเอาตัวรอด มากกว่าพล็อตซับซ้อน ซอมบี้มาแบบเร็ว ดุ และไม่ให้ตั้งตัว เอฟเฟกต์และบรรยากาศทำได้สมจริงจนรู้สึกอัดอั้นไปกับตัวละคร

จุดเด่น

  • บรรยากาศ “ติดอยู่ในพื้นที่แคบ” ที่ทำออกมาได้อึดอัดมาก

  • ถ่ายทอดความเหงาและความสิ้นหวังได้ดี

  • ซอมบี้ออกแบบมาดูโหดและสมจริง

  • เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน แต่ชวนลุ้นตั้งแต่ต้นจนจบ

  • มีมู้ดดราม่าและมุมฮาเล็กๆ ให้หายใจเป็นพักๆ

เหมาะกับใคร: สายซอมบี้ survival ที่อยากดูอะไรเข้าใจง่าย ลุ้นไว ไม่ต้องคิดหนัก

3. Gonjiam: Haunted Asylum – โรงพยาบาลร้างที่ใครก็ไม่อยากเข้า

Gonjiam: Haunted Asylum มาในฟอร์แมตแบบ found footage เล่าเรื่องกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าไปถ่ายไลฟ์คอนเทนต์ในโรงพยาบาลร้างสุดหลอน แต่สิ่งที่เจอกลับเกินกว่าที่คิดว่าจะเป็นแค่ “คอนเทนต์”

ใครชอบฟีลกล้องสั่น สมจริง เหมือนเราเดินถือกล้องไปด้วยตัวเอง น่าจะอินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

จุดเด่น

  • ใช้สถานที่หลอนแบบมีอยู่จริง เป็นตัวเสริมบรรยากาศ

  • ฉาก jump scare หลายจุดมาแบบไม่ให้ตั้งตัว

  • โทนเรื่องมืด ทึม กดดันตั้งแต่ต้นจนจบ

  • การแสดงดูเป็นธรรมชาติ ทำให้เชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริงได้ไม่ยาก

  • เหมาะกับคนที่ชอบแนว “รายการล่าท้าผี” แต่ในเวอร์ชันโหดกว่าเดิม

เหมาะกับใคร: คนที่ไม่กลัวกล้องสั่น และชอบฟีลหนังเหมือนเจอคลิปจริงจากกล้อง

4. The Wailing – หมู่บ้านต้องสาปและความเชื่อที่สั่นคลอนใจ

ถ้าเอ่ยถึง หนังผีเกาหลีสายขึ้นหิ้ง ต้องมีชื่อ The Wailing อยู่ในลิสต์แน่นอน เรื่องนี้ผสมทั้งความเชื่อพื้นบ้าน พิธีกรรม ความลี้ลับ และความระทึกแบบกดดันในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เริ่มมีเหตุแปลกๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง

โทนเป็นแนว mystery หลอนจัด + ดราม่าจิตวิทยา ที่ดูจบแล้วยังต้องคิดต่ออีกพักใหญ่

จุดเด่น

  • พล็อตซับซ้อน และเล่นกับการตีความได้หลายชั้น

  • บรรยากาศบ้านๆ แต่หลอน ลึก และไม่ได้น่ากลัวแค่ผีอย่างเดียว

  • มีประเด็นศาสนา ความเชื่อ และความไม่แน่นอนของมนุษย์

  • งานภาพและดนตรีทำให้รู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่ต้นเรื่อง

  • ความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ใครอินแนวนี้จะรู้สึกว่าคุ้มมาก

เหมาะกับใคร: สายหนังลึก ชอบการวิเคราะห์ ชอบคุยหลังดูจบมากกว่าดูแล้วจบไปเฉยๆ

5. Train to Busan – ซอมบี้บนรถไฟที่ไม่มีที่ให้หนี

เรื่องนี้แทบไม่ต้องแนะนำเยอะ เพราะกลายเป็น ซอมบี้เกาหลีระดับตำนาน ไปแล้ว สำหรับ Train to Busan จุดขายไม่ได้มีแค่ซอมบี้วิ่งไวสะใจ แต่คือ ดราม่าครอบครัว + ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่แทรกอยู่ในทุกตู้รถไฟ

ดูไปลุ้นไป เครียดกับสถานการณ์ แต่ก็ยังมีโมเมนต์ซึ้งจนหลายคนยอมรับว่าดูแล้วน้ำตาซึม

จุดเด่น

  • ซอมบี้วิ่งเร็ว ดุ และฉากไล่ล่าทำได้ตึงเครียดมาก

  • เล่าเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูก และความเป็นมนุษย์ได้ดี

  • จังหวะเรื่องแน่น ไม่เยิ่นเย้อ

  • ได้ทั้งความมัน ฟีลลิ่ง และความสะท้อนสังคมในเรื่องเดียว

เหมาะกับใคร: คนที่อยากเริ่มดูหนังผีเกาหลี Netflix เรื่องแรก ให้เริ่มจากเรื่องนี้ได้เลย

6. Kingdom: Ashin of the North – ต้นกำเนิดดอกซอมบี้ในแผ่นดินเลือด

ภาคพิเศษจากจักรวาล Kingdom ที่ขอเล่าเรื่องราวของ “Ashin” และต้นกำเนิดของเชื้อที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้

โทนเรื่องคือ ย้อนยุค + ดราม่าการเมือง + การแก้แค้น ผสมเข้าด้วยกันแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความเยอะ เน้นอารมณ์เข้มๆ และฉากกดดันในบรรยากาศมืดหม่น

จุดเด่น

  • เฉลยหลายปมที่แฟนซีรีส์ Kingdom อยากรู้

  • บรรยากาศย้อนยุค แต่ดูไม่ยาก เข้าใจง่าย

  • ใส่ดราม่า ความแค้น และการเมืองได้น่าสนใจ

  • มีฉากลุ้นระทึกและความหลอนแบบไม่ต้องโผล่ผีเยอะ

เหมาะกับใคร: แฟน Kingdom ตัวจริง หรือคนที่ชอบแนวย้อนยุคผสมซอมบี้

7. The 8th Night – คืนที่ปีศาจถูกปลดปล่อย

หนังเรื่องนี้จับเอา ตำนานพุทธศาสนา กับปีศาจที่ถูกผนึกไว้มาผูกเข้ากับเรื่องราวการไล่ล่าของพระสงฆ์และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้บรรยากาศทั้งขลังและกดดันไปพร้อมกัน

ตลอดเรื่องคือความรู้สึกเหมือนเวลาเดินช้า แต่หัวใจเราเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะความลุ้นและความไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วอะไรคือคำตอบที่แท้จริง

จุดเด่น

  • ใช้ตำนานศาสนามาเล่าในมุม horror ได้อย่างน่าสนใจ

  • เอฟเฟกต์ปีศาจและบรรยากาศโดยรวมทำได้น่ากลัว

  • มีฉากไล่ล่าที่ระทึกเป็นช่วงๆ

  • ตอนจบแอบทิ้งความคลุมเครือให้ตีความเอง

เหมาะกับใคร: สายหนังผีแนวศาสนา ลึก หลอน และไม่เน้นแอ็กชัน

8. Seoul Station – ซอมบี้อนิเมชันที่ไม่ได้เด็กเลย

อย่าให้คำว่า “อนิเมชัน” หลอกคุณ เพราะ Seoul Station คือซอมบี้เกาหลีที่มาพร้อมความหม่น ความกดดัน และการเสียดสีสังคมแบบดุเดือด

เรื่องราวของหญิงสาวที่ต้องหนีฝูงซอมบี้ในเมืองใหญ่ ทำให้เราได้เห็นความโกลาหลในมุมมองของคนตัวเล็กๆ อย่างชัดเจน

จุดเด่น

  • งานอนิเมชันถึงจะไม่สายสวยหวือหวา แต่ให้ฟีลสมจริง

  • ซอมบี้ + ดราม่า + สังคม มารวมกันในเรื่องเดียว

  • มีจังหวะหักมุมเล็กๆ ให้อึ้งอยู่เหมือนกัน

  • ตอนต้นอาจเดินเรื่องเนิบหน่อย แต่หลังจากนั้นคือไม่ปล่อยให้พัก

เหมาะกับใคร: คนที่ชอบอนิเมชันแต่รับความดาร์กได้ และแฟนซอมบี้ที่อยากเห็นอีกมุมหนึ่งของโลกแตก

9. Rampant – ซอมบี้ย้อนยุคยุคโชซอนสุดเดือด

Rampant คือส่วนผสมของหนังซอมบี้กับหนังการเมืองยุคโชซอน แถมยังเติมดราม่าครอบครัวเข้าไปอีก เป็นความวุ่นวายในราชสำนักท่ามกลางฝูงผีดิบที่บุกไม่หยุด

โทนคือ ย้อนยุค ดราม่า การแย่งชิงอำนาจ แต่ก็ยังมีฉากซอมบี้และแอ็กชันมันๆ ให้ลุ้นตลอด

จุดเด่น

  • บรรยากาศย้อนยุคที่เข้ากับโทนซอมบี้ได้อย่างน่าประหลาด

  • การแสดงของนักแสดงหลักทำให้เรื่องดูมีน้ำหนัก

  • ฉากต่อสู้กับซอมบี้ในชุดประวัติศาสตร์ดูแปลกตาและสนุก

  • มีประเด็นการเมืองแฝงให้คิดต่อ

เหมาะกับใคร: คนที่อยากดูซอมบี้สไตล์ใหม่ ไม่ซ้ำภาพเมืองสมัยใหม่อีกต่อไป

10. Svaha: The Sixth Finger – ลัทธิลึกลับกับเงามืดของศาสนา

เรื่องนี้พาเราเข้าสู่โลกของ ลัทธิประหลาดและปีศาจ พร้อมโยงเข้ากับศาสนาและความเชื่อแบบหนักแน่น เป็นหนังที่ใครชอบแนวสอบสวน+ลัทธิ จะต้องถูกใจ

บรรยากาศเรื่องค่อนไปทางหม่น หลอนแบบกดดันมากกว่าจะโผล่มาให้ตกใจเป็นพักๆ

จุดเด่น

  • พล็อตเกี่ยวกับลัทธิและศาสนาที่ชวนขนลุก

  • การแสดงดุเดือด มีฉากรุนแรงอยู่พอสมควร

  • หลายฉากเล่นกับคำถามเรื่องความเชื่อ ว่าจริงๆ แล้วอะไรคือความดี-ความชั่ว

เหมาะกับใคร: สาย cult thriller และคนที่ชอบหนังผีที่ไม่ได้มีแค่ผี แต่มีปรัชญาแฝงอยู่ด้วย

11. The Closet – บ้านใหม่ ตู้เสื้อผ้าเก่า และความหลอนในครอบครัว

The Closet หยิบเอา “ตู้เสื้อผ้า” ในบ้านธรรมดาๆ มาเป็นจุดเริ่มของเรื่องสุดหลอน เมื่อตัวเอกพาลูกย้ายบ้านใหม่ และเริ่มพบสิ่งผิดปกติที่เชื่อมโยงกับตู้ใบนี้

แม้พล็อตจะให้กลิ่นหนังบ้านผีสิงแบบคลาสสิก แต่การเล่าประเด็นครอบครัวและความสัมพันธ์ ทำให้มันมีมิติทางอารมณ์มากขึ้น

จุดเด่น

  • บรรยากาศในบ้านที่ดูธรรมดาแต่กลับกดดันแปลกๆ

  • ตู้เสื้อผ้า กลายเป็นจุดโฟกัสของความหลอนทั้งเรื่อง

  • สอดแทรกดราม่าครอบครัวได้อย่างกลมกล่อม

  • ใครไม่ชอบเรื่องที่มีประเด็นเด็กและครอบครัว อาจไม่อินมากนัก

เหมาะกับใคร: คนที่ชอบหนังบ้านผีสิงแต่ไม่อยากได้แค่ผี ต้องมีดราม่าให้รู้สึกบีบคั้นด้วย

12. Metamorphosis – เมื่อปีศาจสิงอยู่ในคนที่คุณรัก

หนังเรื่องนี้เล่นกับความกลัวพื้นฐานของมนุษย์แบบจังๆ คือ “เราไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคือคนที่เรารู้จักจริงๆ หรือเปล่า” เมื่อปีศาจเข้ามาสิงในสมาชิกของครอบครัวหนึ่ง และทุกอย่างเริ่มพังลงทีละนิด

Metamorphosis ผสมทั้งความหลอน ความเชื่อ และดราม่าในครอบครัวได้แบบไม่หลุดโทน

จุดเด่น

  • พล็อต possession ที่เล่นกับความไม่ไว้ใจกันในครอบครัวได้อย่างชัดเจน

  • บรรยากาศในบ้านที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในที่เดิม

  • มีทั้งเรื่องศาสนา ความเชื่อ และความผิดในอดีตแทรกอยู่

  • ฉากรุนแรงมีพอสมควร เหมาะกับวัยผู้ใหญ่

เหมาะกับใคร: สายหนังผีสิง สายครอบครัวดาร์ก ที่ชอบความกดดันในพื้นที่จำกัด

13. The Divine Fury – นักมวยปราบปีศาจสไตล์ฮีโร่ดาร์กๆ

ถ้าคุณอยากได้หนังที่ หลอนก็มี แอ็กชันก็มา ให้ลอง The Divine Fury เพราะพระเอกของเรื่องคือ นักมวยที่ได้รับพลังบางอย่าง จนสามารถร่วมมือกับบาทหลวงในการไล่ล่าปีศาจได้

โทนเรื่องเลยออกมาเหมือนเอา หนังปรับทุกข์กับปีศาจ + หนังซูเปอร์ฮีโร่ดาร์ก มาผสมกัน

จุดเด่น

  • พล็อตคนธรรมดาที่ได้พลังพิเศษไว้จัดการปีศาจ

  • ฉากบู๊กับปีศาจทำได้สนุก และมีเอฟเฟกต์จัดเต็ม

  • ใส่เรื่องศาสนา ความเชื่อ และบาดแผลในอดีตของพระเอกเข้าไปด้วย

  • จังหวะเรื่องมีช่วงมันๆ แทบทั้งเรื่อง

เหมาะกับใคร: คนที่อยากดูหนังผีที่ไม่หม่นเกินไป มีความมันแบบหนังแอ็กชันให้ลุ้นด้วย

14. The Cursed: Dead Man’s Prey – คำสาป ความอาฆาต และเรื่องที่ไม่ได้จบง่ายๆ

ภาคหนังจากจักรวาล The Cursed ที่จับเอานักข่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีประหลาด มีเงาของ “คำสาป” และความอาฆาตตามมาไม่หยุด

โทนเรื่องคือสายลี้ลับ มืดๆ หลอนๆ ที่ไม่ได้เน้นผีโผล่เต็มจอ แต่เน้นบรรยากาศและปริศนาคำสาป

จุดเด่น

  • พล็อตเน้นคำสาปและความแค้นที่ส่งต่อข้ามเวลา

  • โทนภาพหม่น ดาร์ก เหมาะกับบรรยากาศหลอน

  • มีปริศนาให้ค่อยๆ แกะไปเรื่อยๆ ระหว่างดู

  • ถ้าเคยดูซีรีส์ The Cursed มาก่อนจะอินมากขึ้น

เหมาะกับใคร: คนที่ชอบความหลอนแบบเนิบๆ แต่มีปมให้คลี่คลายตลอดเรื่อง

15. Monstrum – สัตว์ประหลาดยุคโชซอนกับความกลัวที่ไม่ใช่แค่ผี

ถ้าอยากพักจากผีและซอมบี้ ลองหันมาเจอ สัตว์ประหลาดในตำนาน ดูบ้าง กับ Monstrum ที่เล่าเรื่องยุคโชซอนเมื่อข่าวลือเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดทำให้ราชสำนักปั่นป่วน

เรื่องนี้ให้อารมณ์ แอ็กชันผจญภัย + สัตว์ประหลาด + การเมืองย้อนยุค ที่ดูเพลินและลุ้นไปพร้อมกัน

จุดเด่น

  • ดีไซน์สัตว์ประหลาดดูสมจริงและน่าเกรงขาม

  • มีฉากบู๊และการไล่ล่าที่ทำให้ดูสนุก ไม่ยืดเยื้อ

  • แทรกประเด็นการเมืองและอำนาจในราชสำนัก

เหมาะกับใคร: คนที่ชอบหนังสัตว์ประหลาดย้อนยุค อยากได้ฟีลแอ็กชันมากกว่าความหลอนล้วนๆ

ปี 2025 คนดูเทใจให้เรื่องไหนมากที่สุด?

ถ้าให้ดูจากกระแสโดยรวม ทั้งยอดสตรีมและการถูกพูดถึงในโซเชียล Train to Busan ยังครองตำแหน่งหนังผีเกาหลีที่คนวนกลับมาดูซ้ำมากที่สุดในปี 2025

  • พล็อตซอมบี้บนรถไฟที่เข้าใจง่ายแต่ทรงพลัง

  • ได้ทั้งดราม่า ความผูกพัน และความระทึกแบบต่อเนื่อง

  • เป็นหนังที่หลายคนดูรอบสองสามแล้วก็ยังอินเหมือนเดิม

รองลงมาคือ The Wailing ที่ได้คะแนนจากนักวิจารณ์และสายหนังจริงจังสูงมาก เพราะพล็อตซับซ้อน และเล่นกับความเชื่อได้ลึกจนกลายเป็นหนังที่คนชอบเอาไปถกกันต่อ

หนังผีเกาหลีย้อนยุคบน Netflix ที่น่าลองในปี 2025

ถ้าคุณชอบบรรยากาศชุดฮันบก ราชสำนัก และแสงไฟโบราณ ผสมกับเลือด ซอมบี้ และสัตว์ประหลาด มีสามเรื่องนี้ที่ควรจัดเรียงต่อกัน

  • Rampant – ซอมบี้ยุคโชซอน + เกมอำนาจในราชสำนัก

  • Monstrum – สัตว์ประหลาดในตำนานกับฉากแอ็กชันจัดเต็ม

  • Kingdom: Ashin of the North – จุดเริ่มต้นของเชื้อระบาดในโลก Kingdom

ทั้งสามเรื่องเด่นตรงที่ บรรยากาศย้อนยุคมันช่วยให้ความหลอนดูขลังขึ้น และได้เห็นว่าถ้ายุคที่ยังไม่มีปืนกลหรือไฟฟ้า ต้องรับมือกับผีดิบและสัตว์ประหลาดยังไง

FAQ – คำถามยอดฮิตเรื่องหนังผีเกาหลี Netflix

ถาม: ถ้าจะดูคนเดียว เรื่องไหนเหมาะที่สุด?

ถ้าเป็นสายใจแข็ง ชอบลุ้นเงียบๆ คนเดียว The Call เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเน้นกดดันทางจิตใจมากกว่าฉากตกใจใส่หน้า แต่ถ้าอยากได้ฟีล survival ที่ไม่หลอนจัดเกินไป ลอง #Alive ก็ถือว่าดูง่ายและชวนลุ้นแบบไม่เครียดหัวแตก

ถาม: ปี 2025 มีเรื่องใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาไหม?

ลิสต์ปี 2025 นอกจากเรื่องเก่าขึ้นหิ้งที่กลับมาให้สตรีมง่ายขึ้นแล้ว ยังมีงานอย่างภาคพิเศษจากจักรวาล Kingdom และเรื่องอย่าง The Cursed: Dead Man’s Prey ที่เพิ่มทางเลือกให้สายคำสาปและความลี้ลับมากขึ้น ใครอยากอัปเดตเรื่อยๆ แนะนำให้เปิดหมวด Korean Horror ดูประจำ

ถาม: หนังผีเกาหลีเหมาะเปิดให้เด็กดูไหม?

ส่วนใหญ่ ไม่เหมาะ เพราะหลายเรื่องมีฉากรุนแรง เลือดสาด หรือประเด็นดาร์กพอสมควร อย่าง Train to Busan หรือ Metamorphosis บางฉากอาจหนักสำหรับเด็ก ถ้าจะดูเป็นครอบครัว ควรเช็กเรตอายุให้ดี และเลือกเรื่องโทนเบากว่า

ถาม: ดูหนังผีเกาหลีต้องพึ่งซับไตเติลไหม?

ส่วนมากใช้ภาษาเกาหลีเป็นหลัก ดังนั้น มีซับคือจำเป็น แต่แพลตฟอร์มใหญ่มักมีทั้งซับไทยและระบบพากย์ไทยในบางเรื่อง ถ้าอ่านซับไม่ทัน เลือกพากย์ไทยไว้ก่อนจะทำให้ไม่พลาดรายละเอียดสำคัญของพล็อต

สรุป: คืนนี้จะเริ่มหลอนจากเรื่องไหนดี?

ลิสต์ 15 หนังผีเกาหลี Netflix ปี 2025 ชุดนี้ ครอบคลุมตั้งแต่แนวจิตวิทยาหนักๆ สายลึกอย่าง The Wailing, The Call ไปจนถึงสายซอมบี้ลุ้นมันแบบ Train to Busan, #Alive, Rampant และสายย้อนยุคสัตว์ประหลาดอย่าง Monstrum, Kingdom: Ashin of the North

ถ้าอยากเริ่มจากเรื่องที่ดูง่าย เข้าถึงคนส่วนใหญ่ที่สุด ให้ลอง

  • เริ่มที่ Train to Busan ก่อน แล้ว

  • ต่อด้วย The Call ถ้าชอบแนวจิตวิทยา

  • จากนั้นจัด Gonjiam: Haunted Asylum ถ้าอยากเพิ่มระดับความหลอน

หนังเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ทำให้คุณสะดุ้ง แต่ยังมาพร้อมพล็อตที่ชวนคิด ดราม่าที่แทงใจ และบรรยากาศแบบเกาหลีๆ ที่ทำให้ความหลอนดูมีเอกลักษณ์มากขึ้น

เตรียมผ้าห่ม เปิดไฟหัวเตียงให้พร้อม แล้วเลือกสักเรื่องจากลิสต์นี้ไปสตรีมได้เลย คืนนี้คุณอาจจะไม่กล้าลุกไปห้องน้ำคนเดียวก็ได้