รับแอปรับแอป

เปิดลิสต์ 3 โรงเรียนดนตรีตัวท็อปในอเมริกา ที่สายเพอร์ฟอร์มต้องรู้จัก!

สมพงษ์ รุ่งกิจ01-31

อยากจริงจังกับดนตรี ระดับโลกเขาเรียนกันที่ไหน?

ถ้าคุณอินกับเสียงดนตรีพอๆ กับการดูละครเวที ชอบทั้งการแสดงสด การแต่งเพลง ไปจนถึงงานดนตรีสมัยใหม่แบบ Music Production หรือ Film Scoring คำถามใหญ่คือ ถ้าอยากไปสายนี้แบบจริงจัง ควรเรียนที่ไหนในโลก?

HELLO! Education รวบรวม 3 สถาบันดนตรีระดับท็อปจากสหรัฐอเมริกา ที่ขึ้นชื่อเรื่อง Performance, Composition, Conducting และสายดนตรีร่วมสมัย มาให้คุณใช้เป็นไอเดียวางแผนอนาคตได้แบบจริงจัง

ทำไมต้องสนใจโรงเรียนดนตรีท็อปของโลก?

ลองนึกถึงชื่ออย่าง John Mayer, Yo-Yo Ma หรือ Lang Lang ศิลปินเหล่านี้ไม่ได้เก่งเพราะพรสวรรค์อย่างเดียว แต่ยังผ่านการฝึกฝนจากสถาบันดนตรีระดับตำนานของโลกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางแห่งที่ให้ ทุนแบบ Full Scholarship ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเลย ถ้าคุณมีความสามารถมากพอ ก็มีโอกาสได้เรียนฟรีในโรงเรียนระดับโลกจริงๆ

ต่อไปนี้คือ 3 สถาบันตัวท็อปในอเมริกาที่คนรักดนตรีไม่ควรมองข้าม

1. Juilliard School (New York City, NY)

ก่อตั้ง: ปี 1905

สถาบันนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกด้าน Performing Arts ตามการจัดอันดับของ QS World University Rankings และถือเป็นหนึ่งในชื่อที่คนสายศิลปะการแสดงรู้จักกันดี

จุดเด่น:

  • โดดเด่นที่สุดในโลกด้านการแสดงดนตรีคลาสสิก

  • แข็งมากในด้านการเต้นและละครเวที เหมาะกับคนที่ชอบทั้งดนตรีและการเพอร์ฟอร์มบนเวที

  • ตั้งอยู่ใจกลาง Lincoln Center ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ของเมือง

เครือข่ายศิษย์เก่าที่นี่ถือว่าโหดมาก ระดับที่มีชื่ออย่าง Yo-Yo Ma, Renée Fleming และ Itzhak Perlman อยู่ในลิสต์ ทำให้บรรยากาศการเรียนเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและมาตรฐานระดับสูง

หลักสูตรเด่นของ Juilliard:

  • Classical Instrument Performance

  • Vocal Arts (Opera)

  • Composition

  • Historical Performance (ดนตรีโบราณ)

ถ้าคุณหลงรักดนตรีคลาสสิก การยืนบนเวทีใหญ่ และฝันอยากเป็นส่วนหนึ่งของวงการ Performing Arts ระดับโลก Juilliard คือชื่อที่ต้องรู้จัก

2. Berklee College of Music (Boston, Massachusetts)

ก่อตั้ง: ปี 1945

Berklee ถูกยกให้เป็นตัวแทนของดนตรียุคใหม่ ด้วยแนวทางที่โฟกัสไปที่ ดนตรีร่วมสมัย แจ๊ส เพลงภาพยนตร์ และเทคโนโลยีดนตรี เหมาะกับคนที่อยากอยู่กลางวงการมิวสิกอินดัสตรีจริงๆ

นอกจากนี้ Berklee ยังมีวิทยาเขตที่ Valencia ประเทศสเปน เพิ่มตัวเลือกให้คนที่อยากได้บรรยากาศดนตรีข้ามทวีป

แนวทางและจุดเด่น:

  • เน้นการเรียนที่เชื่อมตรงกับอุตสาหกรรมดนตรีในปัจจุบัน

  • บรรยากาศการเรียนเน้นการทำงานจริง เจอเพื่อนสายดนตรีแน่นๆ จากทั่วโลก

ศิษย์เก่าที่นี่มีตั้งแต่ John Mayer, Quincy Jones ไปจนถึง Esperanza Spalding ซึ่งแต่ละคนล้วนมีผลงานในตลาดเพลงระดับนานาชาติ

Berklee เปิดรับหลากหลายแนวเพลง เช่น Pop, Jazz, Film Scoring และ Electronic Music เหมาะกับคนที่อยากสร้างเสียงของตัวเองในยุคดิจิทัล

หลักสูตรเด่นของ Berklee:

  • Music Production & Engineering

  • Jazz Composition

  • Film Scoring

  • Songwriting

  • Music Business

ใครที่อยากทำเพลงเอง โปรดิวซ์เอง หรืออยากเข้าใจทั้งดนตรีและธุรกิจดนตรีไปพร้อมกัน ที่นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในโลก

3. Curtis Institute of Music (Philadelphia, Pennsylvania)

ก่อตั้ง: ปี 1924

Curtis เป็นหนึ่งในโรงเรียนดนตรีที่ขึ้นชื่อว่าคัดคนเข้ายากมากที่สุดในโลก แต่ถ้าเข้าได้แล้ว บอกเลยว่าโอกาสคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะ นักเรียนที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน (full scholarship)

จุดเด่น:

  • รับนักเรียนจำนวนน้อยมาก เพื่อให้แต่ละคนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ระดับโลก

  • โฟกัสหนักไปที่ดนตรีคลาสสิกระดับสูง เหมาะกับคนที่จริงจังกับสายนี้แบบสุดทาง

ศิษย์เก่าที่นี่มีทั้ง Leonard Bernstein และ Hilary Hahn ซึ่งต่างก็เป็นชื่อระดับตำนานในวงการดนตรีคลาสสิก

หลักสูตรเด่นของ Curtis:

  • Instrumental Performance (Strings, Winds, Piano)

  • Conducting

  • Vocal Studies (Opera)

  • Composition

ถ้าคุณเชื่อในพลังของการฝึกฝนอย่างเข้มข้น และอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนทุ่มสุดตัวให้ดนตรี Curtis คือเวทีฝึกที่โหดแต่เปี่ยมคุณค่า

แล้วคุณเหมาะกับที่ไหน?

เมื่อมองภาพรวมของทั้ง 3 สถาบัน จะเห็นว่าแต่ละแห่งมีบุคลิกชัดเจนมาก:

  • Juilliard School – สำหรับคนที่รัก Performing Arts, ดนตรีคลาสสิก และการยืนอยู่กลางเวทีระดับโลก

  • Berklee College of Music – สำหรับสายดนตรีร่วมสมัย คนทำเพลง คนโปรดิวซ์ และคนที่อยากเชื่อมตรงกับอุตสาหกรรมดนตรียุคใหม่

  • Curtis Institute of Music – สำหรับคนที่มุ่งมั่นในดนตรีคลาสสิกระดับสูง พร้อมสู้กับการแข่งขันสุดโหด แลกกับโอกาสเรียนแบบ full scholarship

ไม่ว่าคุณจะอินกับการดูละครเวที การฟังวงออเคสตร้า หรือการนั่งทำเพลงในห้องเล็กๆ จุดร่วมสำคัญคือ ถ้าคุณตั้งใจจริง สถาบันเหล่านี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตในสายดนตรี

ลองถามตัวเองดูว่า คุณอยากเห็นตัวเองยืนอยู่บนเวทีแบบไหน แล้วเริ่มวางแผนจากวันนี้ได้เลย