ทำไม Maono DM40 Pro ถึงน่าจับตามอง
สำหรับสายเกม Multiplayer ไม่ว่าจะยิงกันมันๆ ในเกม FPS หรือเดินตี้ลุยบอส MMORPG ไมโครโฟนดีๆ คืออาวุธลับที่ช่วยทีมรอดตายแบบเนียนๆ เสียงคนคอลจังหวะชัด ทีมเดินเกมง่ายขึ้นแบบรู้กันทั้งปาร์ตี้
ไมค์หูฟังเกมมิ่งทั่วไปพอใช้สื่อสารได้ก็จริง แต่ถ้าเน้นความคมชัด ฟังง่าย ไม่กรอบ ไม่พร่า ไมโครโฟนตั้งโต๊ะก็ยังเป็นคำตอบที่จริงจังกว่า โดยเฉพาะถ้าจัดโต๊ะคอมสวยๆ แล้วมีไมค์เท่ๆ ตั้งอยู่คือฟีลมันมาเต็ม
Maono DM40 Pro ถูกออกแบบมาสายนี้เลย เป็นไมค์ไร้สายที่เอาใจเกมเมอร์ครบสูตร ทั้งดีไซน์ RGB เท่ๆ อุปกรณ์เสริมแน่น และมีลูกเล่น AI ดัดเสียงเล่นกับเพื่อนขำๆ ได้อีกต่างหาก
ไฮไลต์จุดเด่นแบบรวบรัด
Maono DM40 Pro เป็นไมค์คอนเดนเซอร์ลายเซ็น Cardioid ที่เน้นรับเสียงด้านหน้าเป็นหลัก ช่วยโฟกัสเสียงพูดของเราแล้วตัดสิ่งรบกวนรอบๆ ออกไปได้ดี
องค์ประกอบตัวไมค์จัดเต็มตั้งแต่แรกแกะกล่อง:
ฐานเป็น Shock Mount ช่วยกันแรงสั่นสะเทือนบนโต๊ะ ลดเสียงกุกกักจากการขยับเมาส์/คีย์บอร์ด
มี Pop Filter แถมมาให้ในตัว ลดเสียงลม เสียง “พ” “ป” แตกใส่ไมค์
เชื่อมต่อได้ทั้ง USB-C แบบมีสาย และ ดองเกิล USB 2.4 GHz ไร้สาย ดีเลย์ต่ำ ใกล้เคียงเสียบสายจริง ไม่ต้องกลัวปากไป เสียงมา
มีซอฟต์แวร์ Maono Link ไว้ปรับเสียงละเอียด ตั้งแต่ EQ, Gain, Noise Cancellation จนถึง AI ดัดเสียง
สิ่งที่เกมเมอร์สายจัดโต๊ะจะชอบคือ ต่อไร้สายแล้วจัดไมค์ไปมุมไหนของโต๊ะก็ได้ ไม่ต้องกลัวสายตึงหรือพันของบนโต๊ะ ทั้งยังได้ไฟ RGB เสริมบรรยากาศเกมมิ่งไปในตัว
NBS Verdicts: ภาพรวมการใช้งานจริง
ด้านคุณภาพเสียง Maono DM40 Pro ทำได้ดี กลางเสียงคมชัด ฟังง่าย เหมาะมากกับการคุยทีม เล่น Multiplayer หรือใช้คุยงาน ประชุมออนไลน์ก็เอาอยู่
หัวใจหลักเป็นคอนเดนเซอร์ขนาด 16 มม. บวกกับชุดขามิกซ์ + Shock Mount และ Pop Filter ที่ช่วยเก็บเสียงพูดให้สะอาดขึ้น ลดเสียงเคาะโต๊ะหรือเสียงลมเวลาออกเสียงแรงๆ
ตัวไมค์มาพร้อมปุ่มควบคุมหลักที่ใช้จริงทุกวัน:
ปุ่ม Mute แตะเดียวตัดเสียงพูดได้ทันที
ปุ่ม Noise Cancellation ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนได้
ปุ่ม/ลูกบิดปรับ Mic Gain และ Headphone Gain แยกกัน
เมื่อใช้งานไร้สายผ่าน USB 2.4 GHz จะได้ความคล่องตัวสูง ย้ายไมค์ไปตั้งตามมุมโต๊ะที่ลงตัวกับมุมกล้องหรือเซ็ตอัพได้สบาย ไม่ต้องลากสายให้รกโต๊ะ และแบตเตอรี่ในตัวเคลมใช้งานได้สูงสุดราว 70 ชั่วโมง ถ้าเล่นวันละ 2–3 ชั่วโมงก็เท่ากับชาร์จแค่สัปดาห์ละครั้ง
ด้านซอฟต์แวร์ Maono Link ก็เป็นอีกจุดที่ช่วยยกระดับไมค์ตัวนี้ให้เกินกว่าคำว่า “ไมค์เกมมิ่งทั่วไป” เพราะปรับได้ละเอียดทั้ง:
Noise Cancellation
Gain
Echo/Reverb
EQ ทั้งแบบ Preset โรงงาน และแบบปรับเองละเอียดแล้วเซฟแยกโปรไฟล์
ที่สนุกคือมีโหมด AI ดัดเสียง ให้เปลี่ยนเสียงเราเป็นตัวละครสไตล์ต่างๆ เอาไว้เล่นกับเพื่อน หรือสร้างคาแรกเตอร์เวลาไลฟ์สตรีมได้ เพียงสมัครไอดีแล้วลองใช้งาน ถ้าใช่ก็ไปต่อแบบเสียค่าบริการได้
รองรับอุปกรณ์กว้างมาก ทั้งพีซี, MacBook, สมาร์ตโฟน และเครื่องเกมคอนโซลอย่าง PlayStation 4/5 ทำให้มันเป็นไมค์ตัวเดียวที่โยกไปใช้ได้หลายแพลตฟอร์ม
จุดที่ยังมีให้ลุ้นอัปเดต
แม้จะให้ฟีเจอร์มาเยอะ แต่ก็ยังมีดีเทลที่น่าเกลาเพิ่มอยู่เหมือนกัน เช่น:
การปรับ Gain ไมค์กับหูฟังใช้ปุ่ม Volume ตัวเดียวกัน ต้องกดสลับโหมด โดยดูจากไฟสีเขียว (Mic Gain) หรือสีฟ้า (Headphone Gain)
ไม่มี แถบไฟหรือมาร์กบอกระดับ Gain ทำให้ไม่รู้ชัดๆ ว่าตอนนี้เราปรับดังเบาไว้ประมาณไหน ต้องไปดูค่าใน Maono Link
การบอกระดับแบตเตอรี่ก็ยังไม่ชัด มีเพียงสถานะแสงไฟให้เดาๆ ถ้าเพิ่มแถบเปอร์เซ็นต์ในซอฟต์แวร์จะช่วยให้สายไร้สายวางแผนชาร์จง่ายขึ้น
อีกข้อที่น่าเสียดายคือ รองรับแค่ PlayStation 4/5 แต่ไม่ซัพพอร์ต Xbox และ Nintendo Switch ทำให้เกมเมอร์สายคอนโซลบางกลุ่มอาจต้องมองตัวเลือกอื่นแทน
สำหรับราคา 3,290 บาท เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ให้มา ทั้งไร้สาย, ไฟ RGB, ซอฟต์แวร์จัดเต็ม และ AI ดัดเสียง ต้องบอกว่า คุ้มแบบมีสไตล์ แต่อาจต้องวัดใจกับแบรนด์เจ้าตลาดอื่นที่สายสตรีมกับพอดแคสต์คุ้นชื่อกันดีอยู่แล้ว
ข้อดีของ Maono DM40 Pro แบบชัดๆ
เชื่อมต่อได้ทั้ง ไร้สาย 2.4 GHz และสาย USB-C เลือกใช้ได้ตามสะดวก
มี Headphone Monitor 3.5 มม. ต่อหูฟังฟังเสียงตัวเองได้แบบเรียลไทม์
แบตเตอรี่ในตัวใช้งานได้สูงสุดราว 70 ชั่วโมง ลดภาระการชาร์จบ่อยๆ
มีไฟ LED บอกสถานะ Noise Cancellation และเอฟเฟกต์เอคโค่
ใส่ไฟ RGB ในตัวไมค์ เพิ่มความเป็นเกมมิ่งเกียร์บนโต๊ะ
ระบบตัดเสียงรบกวนแบบ 3 ระดับ ด้วยอัลกอริทึมที่ทำงานได้ดี
ดัดเสียงเป็นตัวละครสไตล์ต่างๆ ด้วย AI ใน Maono Link ได้
ปรับ EQ, Mic Gain, Noise Cancellation และค่าต่างๆ ในโปรแกรมได้ละเอียด
มี Shock Mount + Pop Filter แถมมาให้ในชุด ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
รองรับการใช้งานกับ Windows, macOS, สมาร์ตโฟน และ PlayStation 4/5
ข้อสังเกตที่ควรรู้ก่อนซื้อ
ไม่รองรับ Nintendo Switch และเครื่องคอนโซล Xbox
ไม่มีแถบหรือตัวบอกระดับ Gain ของไมค์และหูฟังบนตัวเครื่อง ต้องเดาจากการหมุนหรือเปิดดูใน Maono Link
ไม่มีหน้าบอกเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ของไมค์ในซอฟต์แวร์อย่างเป็นทางการ
สเปกและแนวทางการออกแบบ
Maono DM40 Pro เป็นไมค์ไร้สายที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมและการสื่อสารออนไลน์โดยเฉพาะ เชื่อมต่อได้สองโหมด ทั้งไร้สายผ่านดองเกิล USB 2.4 GHz และแบบมีสายผ่าน USB-C ทำให้ยืดหยุ่นมากเวลาใช้งานข้ามอุปกรณ์
ฟีเจอร์ที่เน้นคือ “เล่นกับเสียง” ทั้งการตัดเสียงรบกวนรอบตัว ดัดเสียงด้วย AI และแต่งโทนเสียงผ่าน EQ ให้เข้ากับสไตล์การไลฟ์หรือการแคสต์ของแต่ละคน
Unbox & Design: แกะกล่องครั้งแรกฟีลเกมมิ่งจัดเต็ม
เมื่อหยิบกล่องออกมา สิ่งที่เห็นคือดีไซน์แพ็กเกจสีดำตัดเหลืองที่บอกโทนแบรนด์ชัดเจน ด้านหน้ามีภาพตัวไมค์พร้อมระบุว่าเป็น Internet Microphone เน้นใช้งานเล่นเกมและคุยผ่านโปรแกรมแชตเสียงโดยเฉพาะ พร้อมโลโก้ไฟ RGB และ Maono Link ให้รู้ตั้งแต่หน้ากล่องว่าซอฟต์แวร์ก็มีให้เล่นแน่นอน
ด้านข้างและด้านหลังกล่องจะเล่าจุดเด่น ฟีเจอร์หลัก และภาพ Overview โชว์องค์ประกอบสำคัญของตัวไมค์ครบชุด เหมาะกับคนชอบเช็กสเปกตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง
ของที่ให้มาภายในกล่อง
เปิดกล่องออกมาจะเจอชุดอุปกรณ์พร้อมใช้แทบไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม:
ตัวไมโครโฟน Maono DM40 Pro ที่ติดตั้งบน Shock Mount + Pop Filter มาให้เรียบร้อย
USB-C 2.4 GHz Dongle สำหรับเชื่อมต่อไร้สายกับคอม/โน้ตบุ๊ก
หัวแปลง USB-C to USB-A ตัวสั้น มีสติกเกอร์ติดชัดเจนว่าเป็นแค่ตัวแปลงหัวไม่ใช่ตัวรับสัญญาณ
สาย USB-C to USB-C อีกหนึ่งเส้น ใช้ได้ทั้งชาร์จไฟและต่อสายใช้งานโดยตรง
รวมๆ ถือว่าเป็นชุดพร้อมลุย แค่เสียบกับคอมก็ใช้งานได้ทันที จะใช้สายหรือไร้สายก็จัดได้ตามสไตล์โต๊ะตัวเอง
งานดีไซน์ตัวไมค์
ตัวไมค์มาในทรงแคปซูลติดตั้งอยู่ในวงแหวน Shock Mount พร้อมสายยางกันสั่น และมี Pop Filter ปิดหน้าช่วยกันเสียงลมในตัว ดีไซน์ออกมาให้เข้ากับโต๊ะเกมมิ่งสมัยใหม่ ทั้งเท่และไม่เกะกะจนเกินไป
แกนด้านหลังวงแหวนมีลูกบิดสำหรับขันล็อกองศา เลื่อนก้มได้ราว 15 องศา และพลิกกลับด้านเพื่อไปติดกับ Mic Arm ได้ทันทีสำหรับสายจัดแขนไมค์ข้างจอ
ด้านบนตัวไมค์จะมีแถบ Touch Control สองตำแหน่ง:
จุดแตะ Mute สำหรับปิดการรับเสียงทันที ถ้าแตะแล้วไฟ LED ด้านบนจะกลายเป็นสีแดง
แถบด้านหลังสำหรับปรับ Noise Cancellation มี 4 โหมด แยกตามสีไฟบนหัวไมค์:
สีขาว – Slight ตัดเสียงรบกวนเล็กน้อย
สีฟ้า – Moderate ตัดกลางๆ
สีน้ำเงิน – Aggressive ตัดหนักแน่น
สีเขียว – Custom ใช้ค่าที่เราปรับเองในซอฟต์แวร์
ใต้ตัวไมค์จะรวมพอร์ตและปุ่มต่างๆ ไว้:
Headphone Monitor 3.5 มม. สำหรับต่อหูฟังเพื่อฟังเสียงตัวเองหรือเสียงจากคอมไปพร้อมกัน
ปุ่ม Power ที่กดค้างเพื่อเปิด/ปิด และกดครั้งเดียวเพื่อเปลี่ยนโหมดไฟ RGB
สวิตช์เปิด/ปิด Mic Monitor
พอร์ต USB-C สำหรับชาร์จและเชื่อมต่อเสียงแบบใช้สาย
บริเวณแกนเชื่อมขาตั้งจะมีช่องซ่อน USB-C Dongle อยู่ด้านใน เวลาไม่ใช้ก็เก็บเข้าร่องนี้ได้เลย ช่วยลดโอกาสทำหล่นหายได้ดี
ด้านหน้าตัวฐานมีลูกบิด Volume พร้อมไฟ LED ใต้ลูกบิดสองสี:
ไฟ สีเขียว – โหมดปรับ Mic Gain
ไฟ สีน้ำเงิน – โหมดปรับ Headphone Gain
ปัญหาคือ ไม่มีขีดบอกระดับหรือแถบไฟแสดงค่า Gain หมุนได้เรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าตอนนี้เสียงอยู่ระดับไหน รู้แค่ตอนหมุนสุดที่ไฟจะแจ้งด้วยการกระพริบเท่านั้น ถ้าอยากดูละเอียดต้องเปิด Maono Link ขึ้นมาเช็กค่า
สำหรับสายรีวิวหรือเกมเมอร์ที่ชอบดูระดับแบบชัดเจน นี่คือจุดที่หลายคนน่าจะอยากเห็นการอัปเดตเฟิร์มแวร์ในอนาคตให้ ใช้ไฟ RGB ด้านในแคปซูลเป็นตัวแสดงระดับ Gain เช่น หรี่–สว่างตามความดัง หรือลากจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่งตามระดับ
Maono Link & การจูนเสียงแบบจริงจัง
ซอฟต์แวร์ Maono Link รองรับ Windows 10 ขึ้นไป และ macOS 13.5 ขึ้นไป ใช้ร่วมได้กับไมค์หลายรุ่นของ Maono และจุดเด่นคือหน้าตา UI เข้าใจง่าย ไม่รก ปรับไม่ยากแม้ไม่ใช่สายออดิโอมืออาชีพ
เมื่อเชื่อมต่อไมค์แล้วจะเข้าสู่หน้าหลักที่แบ่งเป็นแท็บหลักๆ ดังนี้:
Basics – ปรับ Gain & Volume ของไมค์, Volume หูฟัง และ Noise Cancellation พร้อมมีตัว Recorder ไว้อัดแล้วฟังเสียงหลังปรับทันที
Scene – เลือกโทนเสียงสำเร็จรูป เช่น Original (เสียงธรรมชาติ), Game (เน้นคมชัด), Stream (เน้นพูดชัดเต็มย่าน) สามารถจูน EQ เพิ่มเองแล้วเซฟเป็น Preset แยกไว้ได้
AI Voice – โหมดดัดเสียงด้วย AI ให้กลายเป็นคาแรกเตอร์สไตล์ต่างๆ ใช้เล่นได้เพลินมาก
Lights – ปรับสีไฟ RGB บนตัวไมค์ มี 3 เอฟเฟกต์: Fixed (คงที่), Breathing (กระพริบช้าๆ), Loop (วนเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ)
เมนู Settings / Firmware – ใช้เช็กเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ ตั้งค่า Shortcut เปลี่ยน Scene หรือจับคู่ดองเกิล USB-C ตัวใหม่ได้
AI Settings – เปิด/ปิด AI Voice Changer, AI Noise Reduction และ Hear-Self สำหรับฟังเสียงตัวเองหลังผ่านประมวลผล
ประสบการณ์ใช้งานจริง (User Experience)
พอเอา Maono DM40 Pro ไปใช้จริง ทั้งอัดเสียง ทดลองคุย Discord หรือเล่นเกมออนไลน์ สิ่งที่รู้สึกได้คือ โทนเสียงมันใกล้เคียงเสียงจริงของคนพูดมาก ไม่ได้บิดโทนแปลกหู แค่เคลียร์และคมขึ้น
Shock Mount และ Pop Filter ที่ให้มาในชุดก็ช่วยลดเสียงกดคีย์บอร์ด เคาะโต๊ะ หรือเสียงลมจากปากได้จริง ไม่ต้องไปไล่ซื้ออุปกรณ์เสริมให้ยุ่งยาก เหมาะมากสำหรับใครที่อยากจัดโต๊ะแล้วจบในชุดเดียว
สิ่งที่รู้สึก “สบาย” เป็นพิเศษคือ การเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านดองเกิล USB-C 2.4 GHz โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบสายระโยงระยางบนโต๊ะ ต่อผ่านดองเกิลแล้วลากไมค์ไปตั้งตรงไหนก็ได้ มุมกล้องไหนก็สะดวก ไม่ต้องกลัวสายตึงหรือไปพาดโดนของอื่นล้ม
ในด้านแบตเตอรี่ แบต 2,600mAh ที่เคลมไว้ว่าราว 70 ชั่วโมง ถ้าเอาไปใช้จริงวันละ 3–4 ชั่วโมงก็อยู่ได้สบายๆ มากกว่า 1 สัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จ แต่เพราะไม่มีเปอร์เซ็นต์แบตโชว์ ทำให้เราต้องคาดเดาจากสีไฟตอนชาร์จ หรือใช้ไปจนเริ่มกังวลเอง ซึ่งเป็นจุดที่ถ้า Maono ใส่สถานะแบตเข้าไปใน Maono Link ได้จะดีมาก
ส่วนการปรับ Gain ระหว่างเล่นเกม ถ้าต้องหมุนลูกบิดแบบไม่เห็นค่าชัดๆ หลายคนจะหมุนตามความรู้สึกเอา ซึ่งถ้าให้ไฟ RGB แสดงความดังเบาตามระดับที่หมุนได้ ก็จะช่วยให้ปรับได้ไวขึ้นมากโดยไม่ต้องสลับไปสลับมาหน้าซอฟต์แวร์
สรุปภาพรวม: เหมาะกับใคร?
โดยภาพรวม Maono DM40 Pro คือไมค์ไร้สายที่เกิดมาเพื่อเกมเมอร์และสายจัดโต๊ะ ที่อยากได้ทั้งดีไซน์สวย ฟีเจอร์ครบ และใช้งานสะดวกในชีวิตจริง
จุดที่ทำให้มันน่าเล่นคือ:
เชื่อมต่อไร้สายได้ลื่น จัดวางไมค์บนโต๊ะได้อิสระ โต๊ะโล่ง ดูเรียบร้อย
มี Shock Mount และ Pop Filter มาให้ในชุด ไม่ต้องซื้อแยก
ไฟ RGB เสริมบรรยากาศเกมมิ่งให้เข้ากับเมาส์ คีย์บอร์ด และไฟเคส
ซอฟต์แวร์ Maono Link ปรับได้ละเอียด และมี AI เล่นสนุกได้จริง ไม่ได้แค่ใส่มาให้มีชื่อ
ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ที่อยากให้โต๊ะคอมดูสะอาด สวย และมีไมค์คุณภาพดีตั้งไว้แบบไม่รกสาย Maono DM40 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าลองมาก โดยเฉพาะถ้าคุณเล่นบนพีซีหรือ PlayStation เป็นหลัก ส่วนใครที่ใช้ Xbox หรือ Switch เป็นเมนหลัก อาจต้องมองตัวอื่นแทนไปก่อน

