สตรีทฟู้ดไทยขยายตัว: จากซอยบ้านสู่สนามรบระดับภูมิภาค
สตรีทฟู้ดไทยขยายตัวหมายถึงการที่ร้านอาหารริมทางและแบรนด์อาหารพื้นบ้านดั้งเดิมพัฒนาเป็นแบรนด์สมัยใหม่ ใช้ระบบแฟรนไชส์ ฟู้ดเดลิเวอรี่ และการลงทุนต่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนจากธุรกิจรายย่อยท้องถิ่นสู่การเป็นธุรกิจอาหารที่แข่งขันในระดับภูมิภาคและเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารครบวงจร.
หัวใจของกระแสนี้คือการมองสตรีทฟู้ดไม่ใช่ “ของกินเล่นราคาถูก” แต่เป็นสินค้าหลักของอุตสาหกรรมอาหารที่สามารถต่อยอดเป็น แบรนด์อาหารไทยต่างประเทศ ได้เต็มตัว ตลาดสตรีทฟู้ดในประเทศมีมูลค่าระดับแสนล้านและยังโตต่อเนื่องจากกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ออกไปกินข้างนอกมากขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่ใครขายอร่อยกว่า แต่ใครสร้างระบบแบรนด์ การลงทุน และเครือข่ายต่างประเทศได้เร็วกว่ากัน

เซ็น กรุ๊ปกับการบุกตลาดเพื่อนบ้าน: เขียง ตำมั่ว และลาวญวนเป็นหัวหอก
เซ็น กรุ๊ปคือหนึ่งในผู้เล่นที่อ่านเกมสตรีทฟู้ดได้ขาด พอร์ตแบรนด์อาหารไทย-อีสานอย่าง “เขียง”, “ตำมั่ว” และ “ลาวญวน” เติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยอาศัยสองเมนูหลักคือส้มตำและกะเพราที่อยู่ในกลุ่มอาหารที่ผู้บริโภครับประทานประจำ แทนที่จะพอใจกับการเติบโตในประเทศ บริษัทกลับเลือกใช้จังหวะนี้บุกตลาดเพื่อนบ้าน โดยมองว่าตลาดลาวมีศักยภาพไม่ต่างจากในประเทศ และยังขยาย “เขียง” ไปเปิดสาขาในฟิลิปปินส์และมาเลเซีย พร้อมเตรียมร่วมงานแฟร์ในอินโดนีเซีย ไต้หวัน และญี่ปุ่นเพื่อหาช่องทางขยายเพิ่ม
จุดที่น่าสนใจคือการปรับโฉมแบรนด์ “เขียง” จากร้านที่เคยพึ่งพาฟู้ดเดลิเวอรี่สูงสุดถึง 60% ของยอดขายช่วงโควิด ให้กลับมาเน้นการนั่งทานในร้าน โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนไดน์อินสูงถึง 80% และเดลิเวอรี่เพียง 20% เพื่อดันยอดใช้จ่ายต่อบิลที่สูงกว่าราว 50% และเปิดทางขายเมนูเสริมและเครื่องดื่มมาร์จิ้นสูง นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนบรรยากาศร้าน แต่คือการรีดีไซน์โมเดลรายได้เพื่อเตรียมขยายสาขาไปยังย่านธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว และต่างประเทศ
ฟู้ดเดลิเวอรี่: จากพระเอกช่วงโควิดสู่ช่องทางสนับสนุนการเติบโต
การเติบโตของสตรีทฟู้ดไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมาไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากไม่มีแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ช่วงโควิด แบรนด์อย่าง “เขียง” ถูกออกแบบให้ขายผ่านเดลิเวอรี่เป็นหลัก จนสัดส่วนยอดขายจากเดลิเวอรี่พุ่งถึง 60% และบางสาขาแทบไม่มีลูกค้านั่งทานในร้านเลย ฟู้ดเดลิเวอรี่จึงเป็น “บันไดขั้นแรก” ให้ร้านอาหารรายย่อยกลายเป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้ากว้างขึ้นแบบรวดเร็ว
แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย การเติบโตของเดลิเวอรี่เริ่มชะลอ แบรนด์ใหญ่จึงต้องยอมรับความจริงว่าการพึ่งแพลตฟอร์มเดียวคือความเสี่ยง การปรับสัดส่วนยอดขายกลับไปให้ไดน์อินนำหน้า พร้อมยกระดับประสบการณ์ในร้านและเพิ่มเมนูพรีเมียม เช่น ข้าวผัดมันเนื้อ หรือข้าวหน้าเนื้อพิคานย่า แสดงให้เห็นว่าฟู้ดเดลิเวอรี่กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ตัวหลัก” เป็น “ตัวช่วย” ที่สำคัญในการปั๊มยอดขาย แต่ไม่ใช่เสาหลักของธุรกิจอีกต่อไป ผู้ประกอบการที่ยังคิดว่าการอยู่บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เพียงพอ กำลังเสี่ยงหลุดขบวนสตรีทฟู้ดไทยขยายตัวรอบใหม่
ดุสิตฟู้ดส์: จากโรงแรมสู่การลงทุนอาหารเต็มตัว
ขณะที่แบรนด์สตรีทฟู้ดเร่งขยายสาขา ดุสิตฟู้ดส์ในเครือดุสิตธานีกำลังวางหมากคนละกระดาน บริษัทก่อตั้งในปี 2018 เพื่อขยายพอร์ตด้วยการเข้าไปลงทุนใน ธุรกิจอาหารลงทุน ที่เห็นศักยภาพ โดยใช้โมเดล joint venture และ partnership และตั้งเป้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ในห่วงโซ่อุปทานอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป้าหมายชัดเจนคือ “Bringing Asia to the World” ผ่านสินค้าออร์แกนิกและสินค้าเพื่อสุขภาพ พร้อมสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น
แผน 5 ปีของดุสิตฟู้ดส์คือการตั้งเป้ารายได้ 2,500 ล้านบาท ภายใน 2027 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% และจะเป็นขาธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มบริษัท บริษัทตั้งใจให้สัดส่วนรายได้จากอาหารอยู่ที่ 25-30% ภายในปีเดียวกัน ขณะที่รายได้จากโรงแรมอาจลดเหลือ 60-65% และการศึกษา 7-8% พร้อมดึงพันธมิตรอย่างมอดูลัส เวนเจอร์ในเครือ OR เข้ามาถือหุ้น 25% ในดุสิตฟู้ดส์ วงเงินไม่เกิน 299.6 ล้านบาท แปลตรงๆ คือดุสิตไม่ได้ “ทดลองทำอาหาร” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้เพื่อให้ธุรกิจอาหารกลายเป็นเสาหลักคู่กับโรงแรม

เกมยาวของตลาดอาหารอีสานและสตรีทฟู้ดไทยในต่างประเทศ
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าทั้งเซ็น กรุ๊ปและดุสิตฟู้ดส์กำลังเล่น “เกมยาว” กับ ตลาดอาหารอีสาน และสตรีทฟู้ดไทยในต่างประเทศ ทิศทางของเซ็นคือใช้แบรนด์สตรีทฟู้ดที่คนรู้จักดีอย่างเขียง ตำมั่ว และลาวญวน เป็นหัวหอกบุกตลาดเพื่อนบ้าน โดยปรับภาพลักษณ์และเมนูให้เหมาะกับลูกค้านั่งทานและนักท่องเที่ยว สร้างฐานรายได้ต่างประเทศในแบบแฟรนไชส์และเครือข่ายร้านอาหาร
ขณะที่ดุสิตฟู้ดส์เลือกทางของนักลงทุนแบบครบห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ดึงวัตถุดิบจากฟาร์มชุมชน เข้าร่วมกับผู้ผลิตและผู้กระจายสินค้า ไปจนถึงการถือหุ้นในร้านอาหารและเบเกอรี่หลายแบรนด์ พร้อมเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ให้ธุรกิจอาหารมีสัดส่วน 25-30% ภายในปี 2027 หากถามว่าใครจะชนะ คำตอบอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า สตรีทฟู้ดไทยขยายตัว กำลังกลายเป็นระบบนิเวศธุรกิจใหม่ที่ผูกโยงแบรนด์ริมทางกับนักลงทุนรายใหญ่ แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ และผู้ผลิตวัตถุดิบเข้าด้วยกัน ผู้เล่นรายเล็กที่ต้องการโอกาสในต่างประเทศ จึงควรเรียนรู้จากทั้งสองโมเดล ตั้งแต่การจัดการแบรนด์หน้าเคาน์เตอร์ ไปจนถึงการคิดเรื่องห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรระยะยาว







