บริษัทบันเทิงไทยขยายธุรกิจคืออะไร และกำลังเปลี่ยนเกมอย่างไร
บริษัทบันเทิงไทยขยายธุรกิจ คือการที่ค่ายผลิตละคร ซีรีส์ หรือรายการ เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นแค่สตูดิโอสร้างสรรค์ผลงานหน้าจอ ไปสู่การเป็นเครือข่ายธุรกิจหลายสาขาที่ดูแลทั้งคอนเทนต์ ศิลปิน แฟนคลับ อีเวนต์ และสินค้าอย่างบูรณาการ ตั้งแต่การลงทุนผลิตเนื้อหา การบริหารศิลปินครบวงจร ไปจนถึงการสร้างรายได้จากแฟนด้อมในรูปแบบใหม่ เพื่อให้รับมือกับพฤติกรรมผู้ชมหลายจอ และเพิ่มช่องทางรายได้ที่ไม่ได้ผูกกับเรตติ้งทีวีเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคธุรกิจ แต่สะท้อนว่าสายครีเอทีฟกำลังกลายเป็นผู้เล่นระดับโครงสร้างใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ใครยังคิดว่า “ทำซีรีส์ให้ดัง” คือปลายทาง คนนั้นกำลังมองเกมไม่ครบ

GMMTV – Studio Wabi Sabi เมื่อผู้กำกับวายกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
การตั้งบริษัทย่อยของ GMMTV อย่าง Studio Wabi Sabi คือหมุดหมายสำคัญของการที่บริษัทบันเทิงไทยขยายธุรกิจจากสตูดิโอคอนเทนต์สู่เครือข่ายลงทุนเต็มรูปแบบ ONEE แจ้งการจัดตั้งบริษัท สตูดิโอ วาบิ ซาบิ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 70,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดย GMMTV ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ONEE ถือหุ้นทางอ้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เข้าถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ส่วน นิว ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล ผู้กำกับซีรีส์วายชื่อดัง ถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ และนั่งเป็นกรรมการบริษัทด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือ นิวไม่ได้เป็นเพียงคนรับจ้างกำกับอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ผู้กำกับซีรีส์ผู้บริหาร” ที่มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางธุรกิจตั้งแต่ระดับบอร์ด โครงสร้าง 51 ต่อ 49 แบบนี้ทำให้เห็นชัดว่า GMMTV บริษัทย่อยของ ONEE กำลังเลือกจับมือกับครีเอทีฟตัวท็อปในฐานะหุ้นส่วน ไม่ใช่ลูกจ้างธรรมดา และนี่คือสัญญาณว่ามูลค่าที่แท้จริงในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยเริ่มย้ายจาก “เรตติ้งตอนออกอากาศ” ไปสู่ “ทุนเชิงความคิดและแฟนด้อม” ที่ผู้กำกับระดับเจ้าพ่อวายถืออยู่

จากหน้าจอสู่แฟนด้อม ทำไมบริษัทบันเทิงต้องกลายเป็นเครือข่าย
การขยายตัวของบริษัทบันเทิงไทยขยายธุรกิจไม่ได้เกิดในสุญญากาศ อุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อมีมูลค่ารวมมากกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี และทุกการลงทุน 1 บาทในภาพยนตร์หรือการแพร่ภาพสร้างมูลค่าเฉลี่ยราว 1.8 บาทต่อเศรษฐกิจรวม รูปแบบรายได้ก็เปลี่ยนจากขายโฆษณาและลิขสิทธิ์อย่างเดียว ไปสู่โมเดล “ศิลปิน–แฟนด้อม–อีเวนต์–สินค้า” ที่มีน้ำหนักมากขึ้นในงบของผู้ประกอบการ ผู้บริหารอย่างบอย ถกลเกียรติ อธิบายชัดว่าคอนเทนต์ยอดนิยมวันนี้มักออกอากาศทั้งบนทีวีและออนไลน์พร้อมกัน ผู้ชมกระโดดข้ามจอไปมา ทำให้ช่องทีวีกลายเป็นเพียงหนึ่งในหลายท่อลม ไม่ใช่ฐานรายได้เดียวอีกต่อไป เมื่ออนาคตของทีวียังไม่แน่นอน ONEE จึงเร่งพัฒนาคอนเทนต์เพื่อปั้นศิลปิน และต่อยอดแพลตฟอร์มของตัวเองไว้ก่อน ในมุมของผู้ชม ความเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่าซีรีส์หนึ่งเรื่องไม่ได้จบที่ตอนอวสาน แต่จะต่อเนื่องไปสู่คอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง สินค้า และคอนเทนต์ต่อยอดที่ถูกออกแบบมาให้แฟนคลับอยู่กับแบรนด์ได้นานขึ้น

D.O.T. House เล่นใหญ่ตั้งแต่วันแรก ใช้ซีรีส์ BL เป็นด่านหน้า
อีกฝั่งหนึ่งของสนาม D.O.T. House เลือกเปิดตัวด้วยภาพใหญ่ชัดเจนในฐานะค่ายบันเทิงใหม่ที่ตั้งใจปั้นคอนเทนต์และศิลปินครบวงจร บริษัทจัดงานแถลงข่าวเปิดค่ายอย่างเป็นทางการที่พื้นที่ SCBX NEXT TECH พร้อมประกาศวิสัยทัศน์เรื่องการพัฒนาศิลปินอย่างเป็นระบบ และเลือกประเดิมโปรเจกต์แรกด้วยซีรีส์วายแนว Romantic Mystery Fantasy เรื่อง “Oops! Mysterious Sounds สืบเสียงปริศนา…อุ๊ย! เสียงหัวใจเธอดังกว่า” ที่ขนนักแสดงนิวเจน 9 คนขึ้นจอ การใช้ซีรีส์ BL โรแมนติก–แฟนตาซีเป็นหัวหอกสะท้อนว่า D.O.T. House มองตลาดนี้เป็นพื้นที่พิสูจน์ทั้งรสนิยมคอนเทนต์และศักยภาพศิลปินใหม่ แถมยังวางแผนออกอากาศแบบสองแพลตฟอร์มทั้งช่อง Workpoint เวลา 21 นาฬิกา 30 นาที และเวอร์ชัน UNCUT บน iQIYI เวลา 22 นาฬิกา 30 นาที ในคืนเดียวกัน นั่นหมายความว่าแฟน ๆ ได้เลือกว่าจะชมแบบทีวีหรือสตรีมมิง แต่ไม่ต้องรอข้ามวัน เป็นการออกแบบประสบการณ์ผู้ชมให้สอดรับโลกหลายจออย่างแท้จริง
อนาคตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย เมื่อผู้กำกับต้องคิดแบบนักลงทุน
ภาพรวมที่เห็นจาก GMMTV – Studio Wabi Sabi และ D.O.T. House บอกตรงกันว่าบริษัทบันเทิงไทยขยายธุรกิจไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอดในยุคที่คอนเทนต์ต้องแข่งกับทั้งโลก ผู้กำกับที่เคยยืนคนละฝั่งกับฝ่ายการเงิน วันนี้ถูกเชิญขึ้นมาอยู่ในบอร์ด ถือหุ้น และรับผิดชอบทั้งศิลปะและผลตอบแทน นิว ศิวัจน์คือกรณีศึกษาเด่นว่าการเป็นครีเอทีฟเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกแล้ว เมื่อผู้บริหารอย่างบอย ถกลเกียรติ ยังย้ำว่าต้องเตรียมตัวรับอนาคตทีวีที่เดายากด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มและคอนเทนต์ปั้นศิลปินอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่เหลือจึงไม่ใช่ว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยจะอยู่รอดหรือไม่ แต่คือใครจะกล้าขยายจาก “ผู้กำกับเดี่ยว” ไปเป็น “ผู้นำเครือข่ายธุรกิจ” ก่อนกัน ใครปรับตัวเร็วกว่า คนนั้นจะเป็นศูนย์กลางแฟนด้อมและทุนสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในระยะยาว






