ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น บีบครอบครัวตัดงบการศึกษา กระทบอนาคตเด็ก

ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น บีบครอบครัวตัดงบการศึกษา กระทบอนาคตเด็ก
ความสนใจ|การศึกษาสำหรับเด็กวัยเรียน

เมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้น การศึกษากลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกตัดก่อน

ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น หมายถึงสถานการณ์ที่ราคาสินค้าและบริการจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของครอบครัวไม่เพิ่มตาม ทำให้ครัวเรือนต้องตัดทอนคุณภาพชีวิตของตนเองและของเด็กจากงบประมาณครอบครัวที่จำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบโอกาสเรียนรู้ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของเด็กโดยตรง

สาระสำคัญจากผลสำรวจขององค์กรด้านเด็กและสถาบันสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คือ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงกำลังทำให้เด็กต้องจ่ายราคาหนักที่สุด ทั้งในแง่โภชนาการ การเรียน และความสบายใจของพวกเขาเอง การสำรวจลงพื้นที่ครัวเรือนที่มีเด็ก 1,227 ครัวเรือนใน 5 ภูมิภาค พบว่ากว่า 6 ใน 10 ครัวเรือน หรือร้อยละ 61 ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพระดับมากถึงมากที่สุด ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจชี้ว่าการเติบโตชะลอลงจากร้อยละ 2.8 เหลือร้อยละ 1.9 ระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี 2569 แสดงชัดว่าครอบครัวกำลังเผชิญกับแรงบีบสองด้าน รายได้หดแต่รายจ่ายพุ่ง คำถามคือ เราจะยอมให้ทางออกเดียวคือการตัดอนาคตของเด็กหรือไม่

ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น บีบครอบครัวตัดงบการศึกษา กระทบอนาคตเด็ก

เมื่อเงินไม่พอ อาหารและการเรียนกลายเป็นตัวแปรปรับงบ

ผลสำรวจสะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างตรงไปตรงมา ครอบครัวจำนวนมากเลือกตัดค่าอาหารและการศึกษาก่อนค่าใช้จ่ายอื่น เพราะสองส่วนนี้ปรับลดได้ในสายตาผู้ใหญ่ แต่ในความเป็นจริงคือการยอมให้คุณภาพชีวิตของเด็กถอยหลัง มากกว่า 4 ใน 5 ของครัวเรือนที่มีเด็กยอมรับว่าค่าครองชีพเพิ่มขึ้นส่งผลต่อคุณภาพหรือปริมาณอาหารที่เด็กได้รับ หลายบ้านจำเป็นต้องซื้ออาหารราคาถูกลงแม้จะไม่ดีต่อโภชนาการ

ด้านการเดินทาง เกือบ 9 ใน 10 ครัวเรือนระบุว่าค่าเดินทางเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้การบริหารค่าใช้จ่ายประจำวันยากขึ้น รวมถึงค่าเดินทางไปโรงเรียนของเด็กด้วย ขณะที่เกือบ 3 ใน 4 ของครัวเรือนบอกว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงขึ้น และมากกว่าครึ่งหนึ่งของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจ หรือร้อยละ 52 ระบุว่าครอบครัวต้องลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอุปกรณ์เรียน และค่าเรียนพิเศษ ประโยคที่ควรถูกหยิบไปทบทวนในเชิงนโยบายคือ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า การเรียนรู้ของเด็กถูกมองเป็น “ส่วนเกิน” เมื่อเงินไม่พอ ซึ่งเป็นมุมมองที่สังคมไม่ควรยอมรับ

แรงกดดันทางการเงินไม่หยุดแค่กระเป๋า แต่ลามถึงใจเด็ก

ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะตัวเลขในสมุดบัญชี แต่มันแทรกซึมเข้าไปในความรู้สึกของเด็กและเยาวชนอย่างลึกซึ้ง เบื้องหลังตัวเลขทุกชุดคือการตัดสินใจที่ยากลำบากของพ่อแม่ว่าจะลดค่าใช้จ่ายตรงไหน ระหว่างอาหารดี ๆ กับค่ารถไปโรงเรียน ระหว่างอุปกรณ์การเรียนกับค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่น ผู้บริหารระดับประเทศขององค์กรด้านเด็กชี้ให้เห็นชัดว่า สำหรับบางครอบครัว สิ่งที่ต้องลดลงคือคุณภาพอาหาร สำหรับบางครอบครัวคือค่าเดินทางและโอกาสเรียนรู้ของบุตรหลาน

ผลสำรวจระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนเห็นว่าเด็กในบ้านมีความเครียดและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 64 ของเยาวชนที่ร่วมตอบแบบสอบถามยอมรับว่าตนรู้สึกเครียดหรือกังวลมากขึ้นจากแรงกดดันด้านการเงิน ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็ก หลายคนเติบโตมากับภาพพ่อแม่ถกเถียงเรื่องเงิน ขาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม หรือจำใจเลิกเรียนพิเศษ เด็กบางกลุ่มอย่างเยาวชนที่มีความพิการหรือข้อจำกัดด้านสุขภาพยิ่งได้รับผลกระทบรุนแรง โดยเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 63 ระบุว่าได้รับผลกระทบอย่างหนัก เทียบกับร้อยละ 39 ในกลุ่มที่ไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ แต่เป็นเรื่องสภาพจิตใจด้วย

สวัสดิการเด็กต้องโตไวกว่าเงินเฟ้อ ไม่ใช่ตามหลังปัญหา

ในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง งบประมาณครอบครัวของคนรายได้น้อยไม่มีทางขยายตัวทัน หากรัฐยังปล่อยให้ครัวเรือนรับภาระลำพัง ผลที่เกิดขึ้นคือการตัดทอนโภชนาการและโอกาสทางการศึกษาของเด็กในวงกว้าง ปัจจุบันครัวเรือนกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากรายได้ที่ลดลงและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่เติบโตลดจากร้อยละ 2.8 เหลือร้อยละ 1.9 ภายในครึ่งปีเดียว หากไม่มีการเสริมสวัสดิการเด็กอย่างจริงจัง วงจรความเปราะบางนี้จะกลายเป็นโครงสร้าง

ข้อเสนอที่ถูกย้ำจากผลสำรวจคือการเสริมความช่วยเหลือครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ถือบัตรสวัสดิการ รวมถึงการเพิ่มความต่อเนื่องและเพียงพอของเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เพื่อลดแรงกดดันทางการเงินไม่ให้ลุกลามไปตัดทอนการเข้าถึงการศึกษา โภชนาการ และบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน เมื่อครัวเรือนในภาคเหนือระบุว่าตนได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากค่าครองชีพ แต่มีเพียงร้อยละ 17 ที่ได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่ครัวเรือนในเมืองใหญ่ส่วนใหญ่ระบุว่าได้รับการช่วยเหลือแล้ว ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างสวัสดิการเด็กในปัจจุบันยังไปไม่ถึงมือคนที่ลำบากที่สุดและต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

บทสรุป: ปกป้องงบการศึกษา คือปกป้องเสถียรภาพสังคมในระยะยาว

เมื่ออ่านผลสำรวจทั้งหมดร่วมกัน ภาพที่ชัดที่สุดคือ เด็กกำลังเป็นกันชนรองรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจชะลอตัวและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น งบอาหารและงบการศึกษาถูกปรับลดเพราะเป็นส่วนที่ตัดได้ง่ายในระยะสั้น แต่ผลสะสมในระยะยาวกลับทำลายทุนมนุษย์ของสังคม ทั้งทักษะการเรียนรู้ สุขภาพกาย และความเข้มแข็งทางจิตใจ

การมองการศึกษาเป็น “รายจ่ายที่พอจะลดได้” คือความคิดที่ต้องเปลี่ยนโดยเร็ว หากยอมให้เด็กต้องอดอาหารที่มีคุณภาพ เดินทางลำบากจนขาดเรียน หรือแบกรับความเครียดจากปัญหาเงินในบ้าน เรากำลังยอมให้วิกฤตค่าครองชีพลุกลามเป็นวิกฤตอนาคตของสังคม ทางออกจึงไม่ใช่ให้ครอบครัวปรับตัวเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการยกระดับสวัสดิการเด็ก การคุ้มครองสิทธิด้านการศึกษา และการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ความเป็นจริง ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไปจนถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนรู้ การไม่ตัดงบเกี่ยวกับเด็กในยามวิกฤต คือการลงทุนเพื่อไม่ให้เราต้องจ่ายแพงกว่าหลายเท่าในวันข้างหน้า

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!