ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

สงครามการค้า สหรัฐ-แคนาดา เขย่าห่วงโซ่อุปทาน เอเชีย เปิดเกมใหม่ให้ผู้ส่งออก

สงครามการค้า สหรัฐ-แคนาดา เขย่าห่วงโซ่อุปทาน เอเชีย เปิดเกมใหม่ให้ผู้ส่งออก
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

สงครามการค้า สหรัฐ-แคนาดา คืออะไร และทำไมเอเชียต้องใส่ใจ

สงครามการค้า สหรัฐ-แคนาดา คือภาวะที่สองประเทศตั้งกำแพงภาษีสินค้า นำเข้าและตอบโต้กันในระดับสูง จนกระทบกระเทือนการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในอเมริกาเหนือ ทั้งภาคยานยนต์ เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องปรับแผนการผลิต กระจายความเสี่ยงด้านตลาด และทบทวนที่มาของวัตถุดิบอย่างจริงจัง เพราะต้นทุน ภาษี และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ สงครามการค้าไม่ใช่แค่เรื่องของอเมริกาเหนือ แต่กำลังเปิดสมรภูมิใหม่ในเอเชีย เมื่อห่วงโซ่การผลิตเดิมถูกสั่นคลอน ผู้ผลิตและผู้ส่งออกในภูมิภาคที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งมีโอกาสเข้ามาแทนที่ แต่ก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิม หากมองเชิงยุทธศาสตร์ เอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่กำลังกลายเป็นเวทีหลักของการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่

เมื่อกำแพงภาษียิงสวนกัน ผลคือแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

การล้มเหลวในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดานำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันในระดับสูง โดยสหรัฐใช้มาตรการภาษี 50% กับสินค้าบางรายการจากแคนาดา ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยอัตรา 15% 25% และ 50% สำหรับสินค้าบางกลุ่มจากสหรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนเป็นต้นไป นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย แต่คือสัญญาณชัดเจนว่าคู่ค้าหลักในอเมริกาเหนือพร้อมดึงเครื่องมือภาษีออกมาใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

ผลกระทบแรกคือความปั่นป่วนในภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ทั้งรถยนต์ เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เมื่อชิ้นส่วนและวัตถุดิบข้ามชายแดนต้องแบกรับภาษีสูง ต้นทุนการผลิตในห่วงโซ่อุปทานอเมริกาเหนือย่อมพุ่งขึ้น ผู้ประกอบการย่อมมองหาทางเลือกอื่นที่ยืดหยุ่นกว่าและเสี่ยงด้านภาษีน้อยกว่า ในเชิงโครงสร้าง กำแพงภาษีจึงทำหน้าที่บังคับให้บริษัทเร่งกระจายแหล่งผลิตและแหล่งจัดหาวัตถุดิบออกไปยังภูมิภาคอื่น โดยเอเชียคือเป้าหมายที่ถูกจับตามองมากที่สุด

เอเชียบนเวทีใหม่ ห่วงโซ่อุปทาน เอเชีย กลายเป็นทั้งโอกาสและแรงกดดัน

ในขณะที่อเมริกาเหนือติดกับดักกำแพงภาษี เอเชียกลับถูกมองว่าเป็นแหล่งผลิตและแหล่งตลาดสำรองที่มีศักยภาพสูง อาเซียนมีฐานการผลิตหลากหลายและเชื่อมโยงกันในภูมิภาค ทำให้กระแสการย้ายฐานการผลิตและการเบนเข็มคำสั่งซื้อเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พร้อมกันนั้น แคนาดาเองเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้าโดยหันมาให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มอาเซียน รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ลงนามกับประเทศในภูมิภาคหนึ่งแล้ว และปิดจบการเจรจากับอีกประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม โอกาสไม่ใช่ของฟรี ห่วงโซ่อุปทาน เอเชียกำลังอยู่ภายใต้กล้องขยายของมาตรการด้านถิ่นกำเนิดสินค้าและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดขึ้น สำหรับผู้ส่งออกในภูมิภาค รวมถึงไทย โอกาสเจาะตลาดใหม่ต้องแลกกับการเตรียมเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค หรือ RVC และกระบวนการผลิตที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสินค้า เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ โดยเฉพาะสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจากจีน นี่คือแรงกดดันด้านการกำกับดูแลที่ผู้ประกอบการละเลยไม่ได้

บทเรียนจากธุรกิจจีน การใช้ตลาดใหม่ลดแรงกดดันภาษีสินค้า นำเข้า

ธุรกิจจีนให้ตัวอย่างที่น่าสนใจว่าผู้ส่งออก ตลาดใหม่สามารถใช้กลยุทธ์กระจายตลาดเพื่อลดแรงกดดันจากกำแพงภาษีสินค้า นำเข้าได้ เมื่อเผชิญแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาลดลง 20% แต่กลับเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน ทั้งแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25.8% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 13.4% สหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 8.4% และละตินอเมริกาเพิ่มขึ้น 7.4% ขณะเดียวกันจีนสามารถปิดท้ายปีหนึ่งด้วยดุลการค้าเกินดุลเป็นประวัติการณ์จากการขยายตลาดไปยังประเทศใหม่ผ่านการตั้งราคาที่แข่งขันได้

สิ่งที่น่าคิดคือ แม้การส่งออกไปตลาดเดิมที่มีความขัดแย้งจะลดลง แต่การขยายสู่ตลาดใหม่กลับสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้ผู้ผลิตที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคู่ขัดแย้งโดยตรง การที่จีนถือครองบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก รวมถึงอุปทานธาตุหายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทำให้แรงกดดันให้ธุรกิจย้ายออกจากจีนลดลงเรื่อยๆ บทเรียนนี้บอกชัดว่า ในโลกที่สงครามการค้าไม่สิ้นสุด ใครควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้และกล้าขยายไปผู้ส่งออก ตลาดใหม่ ย่อมมีแต้มต่อ

ทางเลือกเชิงรุกของผู้ส่งออกเอเชีย พลิกวิกฤตจากสงครามการค้าเป็นแต้มต่อ

สำหรับผู้ส่งออกในเอเชีย รวมทั้งไทย การรับมือกับสงครามการค้า สหรัฐ-แคนาดาควรเริ่มจากการเปลี่ยนแนวคิดจากการตั้งรับเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศอย่างละเอียด พร้อมจัดเตรียมหลักฐานด้าน RVC และกระบวนการผลิตให้พร้อม เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ การละเลยเรื่องนี้อาจทำให้โอกาสที่ดูสวยงามกลายเป็นความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาพลักษณ์ในทันที

ในอีกด้านหนึ่ง ช่องว่างในตลาดอเมริกาเหนือที่เกิดจากมาตรการภาษีเปิดทางให้ผู้ส่งออกเอเชียเร่งนำเสนอสินค้าเกษตร อาหาร ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเข้าไปทดแทน แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การรับรองจากหน่วยงานสหรัฐ รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน และที่สำคัญ ผู้ส่งออกไม่ควรพึ่งพาตลาดเดียว การสร้างมูลค่าเพิ่ม การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นจะช่วยลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า และเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาสระยะยาว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!