ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อราคานาฬิกาหรูวิ่งขึ้น แต่คุณค่ากำลังถูกนิยามใหม่

เมื่อราคานาฬิกาหรูวิ่งขึ้น แต่คุณค่ากำลังถูกนิยามใหม่
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

นาฬิกาหรูระดับพรีเมียมยุคใหม่คือการต่อรองระหว่างราคาและคุณค่า

นาฬิกาหรูระดับพรีเมียมในยุคนี้ไม่ใช่แค่สินค้าที่มีราคาสูงแต่เป็นสนามต่อรองระหว่างภาพลักษณ์ ความประณีต และความคุ้มค่า ผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่าป้ายราคา สืบทอดงานฝีมือ และเรื่องเล่าของแบรนด์สอดคล้องกันจริงหรือไม่ ขณะที่บางแบรนด์ผลักดันราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาตำแหน่งตลาดหรู แบรนด์อื่นกลับเลือกเน้นความซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่ตัวเองมีและฐานลูกค้าที่เข้าใจ ทำให้ยุทธศาสตร์ราคาสวิสในตลาดนาฬิกาหรูแตกออกเป็นสองขั้วสำคัญ คือการไต่ระดับราคาให้สูงขึ้น กับการสร้างตัวตนแบบหรูอย่างมีสติและใส่ใจความคุ้มค่า

เมื่อราคานาฬิกาหรูวิ่งขึ้น แต่คุณค่ากำลังถูกนิยามใหม่

Louis Vuitton Monterey และการใช้ดีไซน์และมรดกแบรนด์รองรับตำแหน่งตลาดหรู

การกลับมาของนาฬิกา Monterey ของ Louis Vuitton ชัดเจนว่าเป็นการย้ำภาพตำแหน่งตลาดหรูผ่านดีไซน์และมรดกแบรนด์มากกว่าพูดเรื่องความคุ้มค่า Louis Vuitton นำดีไซน์สุดแหวกแนวจากยุค 1980 โดยสถาปนิก Gae Aulenti กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันเซรามิกสีดำและเขียว พร้อมขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตรที่อ้างอิงจาก Monterey II รุ่นดั้งเดิมในปี 1988 รูปทรงตัวเรือนโค้งมนคล้ายก้อนหิน การย้ายเม็ดมะยมไปตำแหน่ง 12 นาฬิกา และสายหนังลูกวัวแบบร้อยผ่านด้านใต้ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ที่สำคัญ รุ่นเซรามิกนี้ไม่จำกัดจำนวนการผลิตอีกต่อไป ต่างจากรุ่นปีที่แล้วที่ทำแบบลิมิเต็ด จึงสะท้อนว่าบ้านแฟชั่นกำลังตั้งใจให้ Monterey เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันถาวรในโลกนาฬิกาหรูระดับพรีเมียมมากกว่าการทดลองชั่วคราว

ในมุมงานฝีมือ Louis Vuitton เลือกใช้กลไกอัตโนมัติจากโรงงาน La Fabrique du Temps ของตัวเองที่มีความถี่การทำงาน 28,800 ครั้งต่อชั่วโมงและสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง เพื่อยกระดับภาพความเป็นแบรนด์นาฬิกาหรูที่ให้ความสำคัญกับกลไกระดับสูงไม่ด้อยไปกว่างานออกแบบ นี่คือยุทธศาสตร์ราคาสวิสแบบคลาสสิกที่ผูกป้ายราคาพรีเมียมเข้ากับเรื่องเล่าสายแฟชั่นและมรดกงานออกแบบ สื่อสารไปยังกลุ่มนักสะสมที่ให้ความสำคัญทั้งชื่อแบรนด์และความแปลกใหม่ของดีไซน์ ข้อสังเกตคือแม้รุ่นเซรามิกจะเป็นก้าวลงจากรุ่นทองคำเมื่อปีที่ผ่านมา แต่แกนคิดหลักยังยืนอยู่บนการตอกย้ำภาพหรูแบบเหนือเอื้อม มากกว่าการโอบรับแนวคิดความคุ้มค่าอย่างแท้จริงในสายตาผู้ซื้อทั่วไป

เมื่อราคานาฬิกาหรูวิ่งขึ้น แต่คุณค่ากำลังถูกนิยามใหม่

Raymond Weil กับการยืนหยัดบนความคุ้มค่าและความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์

ขณะที่แบรนด์นาฬิกาหรูหลายรายกำลังชะลอการใช้จ่ายและเผชิญภาวะตลาดหรูที่ตึงตัว ซีอีโอรุ่นที่สามของ Raymond Weil อย่าง Elie Bernheim กลับยืนยันว่าบริษัทยังเติบโตในหลายตลาดทั่วโลกแม้แบรนด์ใหญ่กำลังมีปัญหา เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าแบรนด์ของตัวเองเป็นนาฬิกาหรูระดับพรีเมียมที่วางตัวในช่วงราคากลาง ไม่พยายามไต่ขึ้นไปแข่งขันในระดับสูงสุด และกล่าวว่าเหนือช่วงราคาที่กำหนดไว้คือ “นอกกาแลกซี” ของ Raymond Weil ท่าทีนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ราคาสวิสแบบสวนกระแส ที่ไม่ยอมเดินตามแรงกดดันให้ขึ้นราคาเรื่อย ๆ แต่กลับกำหนดขอบเขตราคาให้สอดคล้องกับคุณค่าที่แบรนด์คิดว่าตัวเองมีอยู่จริงทั้งในด้านกลไกและภาพลักษณ์

จุดแข็งสำคัญคือ Raymond Weil ไม่ปิดบังว่าตัวเองใช้กลไก Sellita SW200 ซึ่งเป็นกลไกที่ผู้บริโภคสามารถค้นหาราคาและข้อมูลได้ไม่ยาก Bernheim ระบุชัดว่าแบรนด์ไม่ได้อ้างว่ากลไกนี้สามารถรองรับราคานาฬิกาหลักหมื่นฟรังก์สวิส และถือว่าเป็นการบอกความจริงกับลูกค้า แนวคิดเรื่องความคุ้มค่าไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งหยิบมาใช้ในยุคเศรษฐกิจหดตัว หากฝังอยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์ตั้งแต่ก่อตั้งในเจนีวาเมื่อปี 1976 ท่ามกลางวิกฤตควอตซ์ โดยตั้งใจทำเรือนเวลาที่ประณีตในราคาจับต้องได้ตั้งแต่วันแรก วิธีคิดแบบนี้กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ เมื่อผู้ซื้อนาฬิกาหรูเริ่มหันกลับมาอ่านใบเสร็จและตั้งคำถามกับป้ายราคามากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อราคานาฬิกาหรูวิ่งขึ้น แต่คุณค่ากำลังถูกนิยามใหม่

มรดก งานฝีมือ และยุทธศาสตร์ราคา สองเส้นทางในโลกแบรนด์นาฬิกาหรู

สิ่งที่น่าสนใจคือทั้ง Louis Vuitton และ Raymond Weil ต่างยึดโยงตัวเองกับมรดกและงานฝีมือ แต่เลือกตำแหน่งตลาดหรูคนละแบบ Louis Vuitton ใช้ประวัติ Monterey จากปี 1988 ดีไซน์โดย Gae Aulenti และกลไกจากโรงงานกลไกของตัวเองเพื่อเน้นภาพความหรูและความเป็นไอคอน ด้าน Raymond Weil ใช้เรื่องเล่าการก่อตั้งท่ามกลางวิกฤตควอตซ์เมื่อปี 1976 เพื่อย้ำภาพแบรนด์ที่สร้างชื่อจากความคุ้มค่าและความประณีตในราคาจับต้องได้ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่ามรดกและงานฝีมือไม่ได้บังคับให้แบรนด์ไปสู่ราคาสูงเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์เลือกเล่าเรื่องอย่างไรและให้ความสำคัญกับผู้ซื้อกลุ่มไหนมากกว่า

ในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ราคาสวิส เราเห็นแบรนด์ยักษ์จำนวนมากยังผลักดันตัวเองไปในช่วงราคาสูง ขณะเดียวกันแบรนด์ระดับกลางกลับพบโอกาสด้วยการกำหนดคุณค่าอย่างมีสติและชัดเจนว่าเป้าหมายอยู่ที่ใด เมื่อแบรนด์ใหญ่ชะลอการใช้จ่ายและเผชิญภาวะตลาดแผ่วลง Bernheim บอกว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ “แบรนด์ใหญ่มีปัญหา แต่เรากำลังเติบโต” และมองว่าเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกสับสนในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้บ่งชี้ว่าผู้ค้าปลีกเริ่มมองหาแบรนด์นาฬิกาหรูที่เป็นตัวเลือกระดับเริ่มต้นมากขึ้น เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสนใจความคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงโลโก้บนหน้าปัด

เมื่อราคานาฬิกาหรูวิ่งขึ้น แต่คุณค่ากำลังถูกนิยามใหม่

บทสรุป ตลาดหรูที่แตกขั้วและโจทย์ใหม่ของคุณค่าแท้จริง

เมื่อมองภาพรวม แบรนด์นาฬิกาหรูกำลังเดินอยู่บนสองเส้นทางที่ต่างกันชัดเจน เส้นทางแรกคือการยึดตำแหน่งตลาดหรูด้วยราคาสูงและดีไซน์ที่เป็นสัญลักษณ์อย่าง Monterey ของ Louis Vuitton ซึ่งเน้นความโดดเด่นและการเข้าร่วมกลุ่มนักสะสมระดับบน เส้นทางที่สองคือการยืนอยู่ในโซนราคาเข้าถึงได้แบบ Raymond Weil ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความซื่อสัตย์ต่อกลไก และตัวตนของแบรนด์เอง ในโลกที่ผู้บริโภคเริ่มเช็กใบเสร็จมากกว่าป้ายโฆษณา แบรนด์ที่เข้าใจว่าคุณค่าที่แท้จริงต้องสอดคล้องกับราคากำลังมีข้อได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด Bernheim ถึงกับให้คำมั่นว่าบริษัทของเขาจะทำได้ดียิ่งขึ้นในปีหน้า ซึ่งสะท้อนความมั่นใจว่าทางเลือกแบบหรูอย่างมีสติกำลังเป็นคำตอบใหม่ในตลาดนาฬิกาหรูระดับพรีเมียม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!