The Last of Us วันนี้ไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่คือจักรวาลแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ
The Last of Us คือแฟรนไชส์เกมแอ็กชันผจญภัยและซีรีส์คนแสดงแนวดราม่าหายนะโลกที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ การเอาตัวรอด และศีลธรรมในโลกหลังการล่มสลาย ผ่านตัวละคร Joel และ Ellie ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องเล่าร่วมสมัย สตูดิโอ Naughty Dog เป็นผู้สร้างเกมต้นฉบับที่ผลักดันให้ IP นี้เติบโตจากแพลตฟอร์มเกมไปสู่สื่ออื่นพร้อมรักษาแก่นทางอารมณ์และประเด็นมนุษยธรรมเป็นหัวใจของจักรวาลแฟรนไชส์นี้ ประเด็นสำคัญของข่าวรอบนี้ไม่ใช่แค่การอัปเดตว่าซีรีส์จาก HBO จะไปต่อถึงไหน แต่คือการที่ Neil Druckmann ออกมาย้ำชัดว่า The Last of Us จะไม่หยุดอยู่กับการดัดแปลงเป็นซีรีส์คนแสดง เพราะในมุมของผู้สร้างเกม เขามองแฟรนไชส์นี้เป็นจักรวาลที่มีศักยภาพเล่าเรื่องในหลายรูปแบบ และไม่ควรผูกชีวิตทั้งหมดไว้กับทิศทางของซีรีส์เพียงอย่างเดียว ความคิดเช่นนี้กำลังเปลี่ยน The Last of Us จาก “เกมที่ถูกทำเป็นซีรีส์” ให้กลายเป็น “จักรวาลเนื้อเรื่อง” ที่เติบโตบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

ซีรีส์ HBO เดินหน้าสู่ตอนจบ ขณะที่ Naughty Dog แยกเส้นทางสร้างผลงานใหม่
ฝั่งซีรีส์คนแสดง HBO วางแผนจะปิดฉาก The Last of Us ด้วยซีซันที่ 3 ซึ่งถูกระบุชัดว่าจะเป็นจุดสรุปเรื่องราวจากสองเกมหลัก และมีกำหนดจบซีรีส์ในปี 2027 นี่คือแผนการเล่าเรื่องที่มีจุดหมายชัดเจน ต่างจากหลายแฟรนไชส์ที่เลือกยืดเนื้อหาไปเรื่อยโดยไม่มีจุดจบที่วางไว้ล่วงหน้า แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการที่ Neil Druckmann เผยว่าเขาถอยตัวออกจากบทบาทการกำหนดทิศทางซีซัน 3 มาแล้วราวหนึ่งปี และยืนยันตรงๆ ว่า “ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางความคิดสร้างสรรค์ของซีซันนี้ และ Naughty Dog ก็ไม่มีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการกำกับดูแลของซีซันนี้” การแยกเส้นทางเช่นนี้บอกเราอย่างชัดว่า ซีรีส์กำลังถูกปล่อยให้เติบโตในแบบของสื่อโทรทัศน์ ขณะที่ทีมเกมกลับไปโฟกัสการขยายแฟรนไชส์ในรูปแบบที่ถนัดกว่า นั่นคือเกมและโปรเจกต์ข้ามสื่ออื่นๆ ที่ยังไม่เปิดเผย

หลายโปรเจกต์ใหม่ของ The Last of Us สัญญาณว่าจักรวาลเกมขยายต่อแม้ซีรีส์ใกล้จบ
ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน Neil Druckmann ย้ำว่าแม้ซีรีส์คนแสดงอาจเดินหน้าไปถึงตอนจบ แต่ Naughty Dog ยังไม่ปิดแฟรนไชส์นี้ลง เขาบอกตรงว่า “เรายังไม่จบกับ The Last of Us มันมีอีก 2-3 โปรเจกต์ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้พูดถึงมัน” และระบุว่าทีมเกมยังเป็นผู้ดูแล IP นี้โดยตรง ข้อความนี้เป็นมากกว่าการปลอบแฟนเกม มันคือการวางหมุดให้เห็นว่า The Last of Us projects ที่กำลังพัฒนาอยู่จะไม่ใช่ส่วนเสริมเล็กๆ แต่เป็นการขยายตัวของ franchise universe ให้มีหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นเกมภาคหลักใหม่ สปินออฟ หรือรูปแบบสื่ออื่นที่ยังไม่เปิดเผย แถมเขายังบอกว่าจะขอพูดถึงรายละเอียด “เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” ซึ่งน่าจะหมายถึงช่วงหลังทีมปล่อยเกม Intergalactic: The Heretic Prophet ที่ถูกระบุเป้าหมายไว้ราวปี 2027 ท่าทีรอจังหวะเช่นนี้แสดงว่าพวกเขากำลังวางแผนให้การประกาศโปรเจกต์ใหม่ของ The Last of Us มีน้ำหนักเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่การอัปเดตทั่วไป
บทเรียนจากซีรีส์ที่ส่งต่อกลับสตูดิโอเกม และการเติบโตข้ามแพลตฟอร์ม
แม้ Druckmann จะไม่ได้กำกับซีซัน 3 เขาก็ยอมรับว่าประสบการณ์ทำงานในซีรีส์คนแสดงส่งผลต่อวิธีคิดในการสร้างเกมถัดไป โดยเฉพาะเรื่องงานเมกอัป แสง และการจัดองค์ประกอบภาพ ซึ่งเขากำลังนำบทเรียนเหล่านั้นไปใช้กับโปรเจกต์ Intergalactic ของ Naughty Dog นี่คือภาพสะท้อนการเรียนรู้ข้ามสื่อที่ช่วยให้เกมมีความละเอียดด้านงานภาพและการเล่าเรื่องใกล้ระดับภาพยนตร์มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน การที่ The Last of Us มีทั้งเวอร์ชันเกมบน PS5 และ PC รวมถึงเวอร์ชันบน PS4 ที่ยังวางจำหน่ายอยู่ พร้อมกับซีรีส์โทรทัศน์ที่กำลังจะจบในซีซัน 3 ทำให้แฟรนไชส์นี้กลายเป็นตัวอย่างชัดว่าการขยาย franchise universe บนหลายแพลตฟอร์มสามารถเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมและการรับรู้แบรนด์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกสื่อเล่าเรื่องเดียวกันหรือมีผู้ดูแลเดียวกัน การปล่อยให้แต่ละสื่อมีเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันก็รักษาแกนคุณค่าจากเกมต้นฉบับไว้ คือกลยุทธ์ที่ทำให้ The Last of Us ยังรู้สึกสดใหม่แม้จะอยู่ในตลาดมานาน
อนาคตของ The Last of Us เมื่อซีรีส์จบแต่จักรวาลเกมยังเดินหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้า เส้นทางของ The Last of Us จะชัดเจนขึ้นในสองมิติ ด้านหนึ่ง ซีรีส์จาก HBO มีแผนจะจบเรื่องในซีซัน 3 ภายในปี 2027 ทำให้คนดูรับรู้ว่าการดัดแปลงฉบับคนแสดงมีฉากจบที่วางไว้แล้ว อีกด้านหนึ่ง แฟนเกมได้รับสัญญาณตรงจาก Druckmann ว่า The Last of Us projects ใหม่อย่างน้อย 2-3 โปรเจกต์กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา และจะถูกเปิดเผยเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม จากข้อมูลที่มี เราไม่รู้ว่าพวกมันจะเป็นภาคหลัก Part 3 หรือสปินออฟ แต่สิ่งที่ชัดแน่นอนคือ Naughty Dog เลือกให้ IP นี้เดินหน้าในฐานะจักรวาลเกมที่มีหลายเส้นเรื่อง แทนที่จะปล่อยให้อนาคตถูกกำหนดโดยซีรีส์โทรทัศน์ การแยกบทบาทเช่นนี้ทำให้แฟรนไชส์มีอิสระสร้างสรรค์สูงขึ้น และลดความเสี่ยงที่สื่อใดสื่อหนึ่งจะลากภาพรวมของ IP ไปในทิศทางที่ผู้สร้างเกมไม่เห็นด้วย สำหรับแฟน The Last of Us นี่ไม่ใช่ต้องเตรียมใจ “ลาจอ” แต่คือช่วงเวลาตั้งคำถามว่า เราอยากเห็นโลกใบนี้กลับมาในรูปแบบไหนมากที่สุดในโปรเจกต์ชุดต่อไป


