ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ: ใช้ AI เยอะแต่รายได้ใหม่แทบไม่เกิด
การนำ AI ใช้ในองค์กรหมายถึงการใช้เครื่องมือและระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับการดำเนินงาน พัฒนากระบวนการทำงาน และทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรยังใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในบางแผนก เน้นเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน มากกว่าการออกแบบให้ AI กลายเป็นกลไกหลักในการสร้างคุณค่าทางธุรกิจและรายได้ใหม่อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนจากการทดลองใช้ AI แบบกระจัดกระจาย ไปสู่การเชื่อมโยงการใช้ AI เข้ากับกลยุทธ์ การออกแบบงาน และทีมงาน เป็นจุดชี้ชะตาว่าองค์กรจะได้ “ค่าใช้งาน AI ที่แท้จริง” หรือแค่สะสมเครื่องมือไฮเทคโดยไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผลสำรวจการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลด้าน AI สำหรับองค์กร ระบุว่า 61% ขององค์กรมีการนำ AI มาใช้ แต่มีเพียง 9% ที่บอกว่า AI ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจ นี่คือสัญญาณชัดว่าช่องว่างระหว่างการใช้และผลลัพธ์ไม่มีทางปิดด้วยการซื้อเทคโนโลยีเพิ่ม แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานทั้งองค์กรก่อน.

เมื่อการลงทุนดิจิทัลพุ่ง แต่โครงสร้างและกลยุทธ์ยังไม่รองรับ
ถ้าดูตัวเลขเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจคิดว่าองค์กรกำลังเดินมาถูกทางแล้ว สัดส่วนองค์กรที่มีระดับความพร้อมแบบ “Becoming Digital” เพิ่มจาก 28% เป็น 42% ภายในปีเดียว เพิ่มขึ้นถึง 50% และ 48% ของงบดิจิทัลถูกใช้เพื่อยกระดับการดำเนินงาน มากกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ 39% นี่แสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์และเงินลงทุนไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือโครงสร้างและวิธีคิดที่ยังไม่ทัน AI ส่วนใหญ่ยังมอง AI เป็นเรื่องของฝ่าย IT ซึ่งต้อง “ดูแลระบบให้เดิน” มากกว่าการให้ฝั่งธุรกิจเข้ามากำหนดว่า AI จะสร้างคุณค่าอะไร การปล่อยให้โครงการ AI แยกส่วนตามแผนก โดยไม่มีกรอบกลยุทธ์ร่วม จึงทำให้การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลติดเพดาน แม้ดีใจได้กับตัวเลขการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่ม แต่ในระดับผลลัพธ์ทางธุรกิจ กลับยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับการลงทุนที่ลงไป.
ขาดแคลนทักษะ AI และ Use Case ชัดเจน: รากของช่องว่างผลลัพธ์
หัวใจของช่องว่างระหว่างการใช้และผลลัพธ์คือการขาดคนและแนวคิดที่รู้ว่าจะใช้ AI เพื่ออะไร ไม่ใช่แค่รู้วิธีติดตั้งระบบ ผลสำรวจชี้ว่า 71% ขององค์กรมองว่าการขาดแคลนบุคลากรและทักษะด้านเทคนิคเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำ AI มาใช้ และ 40% เผชิญความท้าทายในการระบุ Use Case ที่เหมาะสม ขณะที่หลายแห่งยังมีข้อมูลไม่พร้อมและกังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน AI อีก 38% ในแต่ละด้าน ที่น่าเป็นห่วงคือการฝึกอบรมด้าน AI ยังครอบคลุมพนักงานไม่ถึง 30% ของทั้งองค์กร ซึ่งทำให้การตัดสินใจและการออกแบบงานส่วนใหญ่ยังคิดแบบเดิม แล้วให้ AI ไปช่วย “เสริม” ปลายทาง การขาดทักษะและ Use Case ชัดเจนทำให้องค์กรลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยไม่มีคำตอบว่าจะเอาไปสร้างรายได้ใหม่อย่างไร ผลลัพธ์จึงจำกัดอยู่ที่การลดต้นทุน (50%) และเพิ่มประสิทธิภาพ (48%) มากกว่าการเติบโตเชิงรายได้.
จากโครงการ IT ไปสู่กลยุทธ์ธุรกิจ: ออกแบบงานให้คนและ AI ทำงานร่วมกัน
การจะได้ค่าใช้งาน AI ที่แท้จริง องค์กรต้องเลิกมอง AI เป็นซอฟต์แวร์ใหม่ แล้วเริ่มมองเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบธุรกิจและงานทั้งระบบ นักวิชาชีพด้านการปฏิรูปองค์กรชี้ว่าองค์กรที่สร้างคุณค่าจาก AI อย่างแท้จริง กำลังนำ AI มาปรับโฉมกระบวนการดำเนินงาน รูปแบบธุรกิจ และจุดเชื่อมต่อกับลูกค้า โดยใช้จุดแข็งของ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มผลิตภาพ นั่นหมายถึงต้องออกแบบกระบวนการใหม่ให้มนุษย์ทำงานที่สร้างมูลค่าสูง เช่น การออกแบบบริการ กลยุทธ์ หรือความสัมพันธ์กับลูกค้า ส่วน AI รับงานประจำหรือซ้ำซ้อน การจัดทีมงานให้สายธุรกิจเป็นเจ้าของโจทย์ แล้วให้ IT สนับสนุนคุณภาพข้อมูล ความปลอดภัย และเครื่องมือ จะช่วยเชื่อมโครงการ AI เข้ากับเป้าหมายรายได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าปล่อยให้แต่ละฝ่ายทดลองแบบกระจัดกระจาย.
ข้อสรุป: ปิดช่องว่างการใช้ AI ด้วยทีม ทักษะ และโครงสร้างคิดใหม่
ตัวเลข 61% ขององค์กรที่ใช้ AI เทียบกับแค่ 9% ที่สร้างรายได้ใหม่ ไม่ได้บอกว่า AI ยังไม่ดีพอ แต่บอกว่าองค์กรยังใช้ AI ไม่ถูกเรื่อง การนำ AI ใช้ในองค์กรที่ให้ผลแค่การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นเพียงครึ่งเดียวของศักยภาพที่ควรได้ หากต้องการให้ AI กลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี องค์กรจำเป็นต้องจัดโครงสร้างใหม่ให้ธุรกิจเป็นเจ้าของวิสัยทัศน์ AI สร้างทีมข้ามสายงานที่มีทักษะด้าน AI และข้อมูล ลงทุนในการฝึกอบรมให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ แล้วออกแบบกระบวนการทำงานที่ให้คนและ AI ทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน เมื่อโครงการ AI ถูกเชื่อมโยงเข้ากับโมเดลรายได้และประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ช่องว่างระหว่างการใช้และผลลัพธ์จะเริ่มแคบลง และค่าใช้งาน AI ที่แท้จริงจะถูกสะท้อนในตัวเลขรายได้ ไม่ใช่แค่ในรายงานการลงทุน.






