ผมพังเพราะความชื้น ไม่ได้พังเพราะดวง
ผมพังตั้งแต่ออกบ้านคือภาวะที่เส้นผมเสียรูปทรง พองฟู หรือยุบลีบอย่างรวดเร็วหลังจัดทรงเสร็จเมื่อเผชิญอากาศชื้นหรือฝนตก โดยเส้นผมดูดซับหรือสูญเสียน้ำจากบรรยากาศจนโครงสร้างภายในเปลี่ยน ทำให้ลอน ผมหยิก หรือผมตรงที่เซตไว้ไม่คงรูป กลายเป็นผมฟริซในฤดูฝนหรือทรงแบนไร้น้ำหนัก และมักเกิดซ้ำทุกวันจนรู้สึกว่าจัดผมไปก็เสียเวลา
หัวใจของปัญหานี้คือความชื้นในอากาศ ไม่ใช่ฝีมือช่างหรือคุณภาพผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เส้นผมแต่ละเส้นทำงานเหมือนฟองน้ำ มันจะแลกเปลี่ยนน้ำกับอากาศรอบตัวจนกว่าจะสมดุลกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่มีอยู่ ซึ่งหมายความว่าเมื่อความชื้นสูงขึ้น เส้นผมก็จะดูดน้ำเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลคือโครงสร้างพันธะภายในผมที่เคยถูกเซตด้วยความร้อนหรือการเป่าแห้งเริ่มคลายตัว ลอนที่เคยชัดแยกออกจากกัน กลายเป็นฟูยุ่งเป็นฮาโลรอบศีรษะหรือที่เราเรียกว่าผมฟริซในฤดูฝน

เข้าใจความชื้น จุดน้ำค้าง และเหตุผลที่ผมฟูในฤดูฝน
ถ้าอยากควบคุมความชื้นผม เราต้องเข้าใจคำสองคำคือความชื้นสัมพัทธ์และจุดน้ำค้าง จุดน้ำค้างคืออุณหภูมิที่อากาศต้องเย็นลงจนเต็มไปด้วยไอน้ำก่อนที่น้ำส่วนเกินจะกลายเป็นหยดน้ำหรือหมอก จุดน้ำค้างยิ่งสูงยิ่งหมายถึงมีน้ำในอากาศมาก แต่สิ่งที่เส้นผมตอบสนองจริงคือค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่เราเห็นในพยากรณ์อากาศ ซึ่งขึ้นกับทั้งจุดน้ำค้างและอุณหภูมิรอบตัว
เส้นผมจะเพิ่มหรือลดปริมาณน้ำในตัวเองตามค่าความชื้นสัมพัทธ์รอบๆ จนเกิดสมดุล และจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าปริมาณน้ำในเส้นผมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อความชื้นเพิ่มจาก 40% เป็น 85% ซึ่งเคยถูกใช้เป็นตัววัดความชื้นในสถานีอากาศด้วยเส้นผมมนุษย์ เมื่อความชื้นสูงในเช้าวันฝนตก ผมที่เซตไว้ตอนเช้าจึงเริ่มดูดน้ำ พันธะไฮโดรเจนภายในเส้นผมคลายตัว ลอนที่เคยจับตัวกันเริ่มแยกออก เกิดฮาโลฟูรอบหัว นี่คือภาพคลาสสิกของผมฟริซในฤดูฝนที่หลายคนเกลียดนักหนา

เลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงผมตัวเอง ไม่ใช่เลือกตามราคา
ความผิดพลาดใหญ่ของคนที่บ่นว่าผมพังตั้งแต่ออกบ้านคือเชื่อว่าของแพงต้องดีกว่า ทั้งที่ความจริงแล้วการเลือกผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานและประเภทเส้นผมของเรา ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผมตรงเส้นเล็กไม่ใช่ตัวเดียวกับที่เหมาะกับผมหยิก เลือกผิดแล้วต่อให้ใช้ถูกลำดับก็ยังพังอยู่ดี
| ประเภทผม | ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะ | สิ่งที่ควรเลี่ยง |
|---|---|---|
| ผมตรงเส้นเล็ก บาง | ลีฟอินสูตรน้ำหรือสเปรย์เนื้อเบา ช่วยเคลือบผมโดยไม่ถ่วงน้ำหนัก | เซรัมน้ำมันหนักและแว็กซ์ทุกชนิด เพราะทำให้ผมยุบแฟบไม่อยู่ทรง |
| ผมหยิกธรรมชาติ | ลีฟอินครีมเนื้อหนาเล็กน้อยหรือครีมจัดลอน ช่วยให้ลอนจับตัวชัด | สเปรย์ฟินิชชิ่งที่ระบุว่า hard hold เพราะทำให้ลอนแข็งกระด้าง ดูไม่เป็นธรรมชาติ |
| ผมดัด ทำสี หรือผ่านความร้อน | ลีฟอินบวกเซรัมน้ำหนักปานกลางร่วมกับสเปรย์กันความชื้นสูตรอ่อน เพื่อเคลือบผมที่เปราะบาง | โพเมดหรือแว็กซ์ที่มีขี้ผึ้ง เพราะสะสมบนผมที่เปราะได้ง่าย ทำให้ผมดูด้านและหนัก |
ประโยคที่ควรจำขึ้นใจคือ “คุณเปลี่ยนสภาพอากาศไม่ได้ แต่คุณเปลี่ยนสิ่งที่อยู่บนเส้นผมได้” เพราะการเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผมและสภาพอากาศชื้นหรือแห้งคือกุญแจสำคัญในการทำให้ทรงผมไม่พังแม้ต้องเจอฝนทั้งวัน

เทคนิคดัดแห้งและการใช้ความร้อนให้ผมทนฝน
ต่อให้เลือกผลิตภัณฑ์ดีแค่ไหน ถ้าเป่าแห้งผิดวิธี ผมก็ยังพังตั้งแต่ออกบ้านอยู่ดี เทคนิคสำคัญคือการใช้ความร้อนจากไดร์ให้ถูกทิศ เป่าจากโคนลงปลายเสมอ ไม่เป่าขึ้นหรือสลับทิศ เพราะการเป่าขึ้นทำให้เกล็ดผมยกตัว เปิดรับความชื้นได้ง่ายกว่า เมื่อออกไปเจออากาศชื้น เส้นผมที่เกล็ดเปิดจะดูดน้ำเร็วและฟูทันที
ในวันที่อากาศชื้นหรือฝนพรำ การลงเจลหรือมูสบนผมที่ยังเปียกมากช่วยให้ผลิตภัณฑ์โอบเส้นผมไว้เป็นกลุ่มก่อนที่ลอนจะเริ่มแยกออกจากกัน จากนั้นเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้การยึดเกาะแน่นขึ้นและลดการใช้ครีมเนื้อหนัก เมื่อผมแห้งสนิทแล้วค่อยบีบคลายความแข็งของผลิตภัณฑ์ออกเพื่อให้ผมดูนุ่มเป็นธรรมชาติ หลักการคือให้เส้นผมถูกเซตและปิดเกล็ดให้เรียบที่สุดก่อนออกจากบ้าน เพื่อให้ความชื้นในอากาศเข้ามารบกวนได้ยากขึ้น
นิสัยเล็กๆ ที่ทำให้ทรงผมไม่พังทั้งวัน
หลายคนโฟกัสที่แชมพู คอนดิชันเนอร์ และสเปรย์ แต่ลืมว่านิสัยระหว่างวันต่างหากที่ทำให้ผมฟริซในฤดูฝนหนักขึ้น ทุกครั้งที่มือแตะผม เส้นผมจะได้รับน้ำมันและความชื้นจากมือเพิ่ม โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนชื้น ทำให้เส้นผมจับตัวใหม่ เกิดลอนแตกและฟูง่ายขึ้น ดังนั้นถ้าอยากให้ทรงผมไม่พัง ควรหลีกเลี่ยงการจับผมโดยไม่จำเป็น
อีกนิสัยที่ช่วยชีวิตคือการพกสเปรย์ขนาดเล็กไว้สำหรับเติมกลางวัน เมื่อผมเริ่มฟูกลางวันไม่จำเป็นต้องล้างแล้วเริ่มใหม่ เพียงพ่นสเปรย์ฟินิชชิ่งเบาๆ แล้วจัดทรงด้วยมือ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาทีก่อนสัมผัสผมอีกครั้ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เซตตัวบนเส้นผมอย่างเต็มที่ และอย่าลืมว่าปริมาณน้ำในเส้นผมจะเปลี่ยนไปตามค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่อยู่รอบตัวเสมอ การมีสเปรย์สำหรับรีเซตทรงจึงเปรียบเหมือนปุ่มรีสตาร์ตผมระหว่างวันที่ควรมีติดกระเป๋าในฤดูฝน






