34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์

34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์
ความสนใจ|สกินแคร์

จากแบรนด์โฟมไม่มีฟองสู่ไอคอน Medical Skincare ที่ Gen Z เห็นค่า

การทรานส์ฟอร์มของสมูท อี คือกระบวนการพลิกภาพจำแบรนด์สกินแคร์อายุ 34 ปี จากการเป็นชื่อที่ผูกกับโฟมล้างหน้าไม่มีฟองและครีมลดรอยแผลเป็น ไปสู่การเป็นเวชสำอางครบวงจรที่วางตัวเป็น Safe Zone ให้คนผิวแพ้ง่าย พร้อมออกแบบกลยุทธ์สื่อสาร คอนเทนต์ซีรีส์แนวตั้ง และครีมซองสกินแคร์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z รู้สึกว่าแบรนด์รุ่นแม่รายนี้ยังทันสมัยและตอบโจทย์ปัญหาผิวในยุคที่การแข่งขันรุนแรงและตลาดเติบโตช้าลงอย่างชัดเจน.

สมูท อีในฐานะแบรนด์เวชสำอางสัญชาติไทยที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 34 ปีประกาศชัดว่า “ปีนี้คือปีแห่ง Brand Transformation” เพื่อปั้นภาพจำใหม่ของแบรนด์ให้ขยับจากการถูกจดจำแค่ตัวผลิตภัณฑ์ไปสู่ระดับความเชื่อและบุคลิกแบรนด์. ผู้บริโภคยังคงนึกถึงโฟมไม่มีฟองเป็นอย่างแรก แต่แบรนด์ต้องการให้คนเห็นพอร์ตเวชสำอางที่มีเกือบทุกประเภท ผสานภาพลักษณ์ใหม่ที่สดใส สนุก และอ่อนโยนในแบบ medical skincare icon ที่ประกาศตัวเป็น “skincare safe zone” สำหรับผิวบอบบาง.

ท่ามกลางตลาดสกินแคร์มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาทที่เติบโตเพียง 0.6% และกลายเป็นสนามแย่งลูกค้ากันเองของทั้งแบรนด์เก่าและผู้เล่นออนไลน์หน้าใหม่ การอยู่เฉยเท่ากับถอยหลัง. ในมุมมองแบบแบรนด์เก่าเจาะ Gen Z สมูท อีจึงเลือกเล่นเกมยาก คือเปลี่ยน perception โดยไม่ทิ้งดีเอ็นเอเวชสำอางที่เน้นความอ่อนโยน มีเหตุผล แต่ขยายภาพจำให้ใหญ่พอจะจุทั้งคนรุ่นแม่และคนรุ่นลูกในแบรนด์เดียวกัน.

34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์

ครีมซองสกินแคร์: จากของทดลองสู่หัวหอกการเติบโตสองหลัก

ในตลาดที่การใช้สกินแคร์ต่อหัวไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผู้เล่นผุดขึ้นเต็มออนไลน์ ครีมซองสกินแคร์กลายเป็นอาวุธราคาประหยัดที่เปลี่ยนเกมได้ เพราะตอบอินไซต์ “อยากลองก่อน” ของคนรุ่นใหม่มากกว่าการขายขวดใหญ่ราคาเต็ม. สัดส่วนตลาดครีมซองขยับจากประมาณ 10–20% เมื่อสิบปีก่อนขึ้นมาแตะราว 50% ในปัจจุบัน สะท้อนชัดว่าผู้บริโภคเลือกทดลองสินค้าหลากหลาย ก่อนค่อยขยับไปไซซ์ปกติ.

สมูท อีอ่านเกมออกว่าเซ็กเมนต์นี้ยังแทบไม่มีผู้เล่นที่ยืนบนฐาน Medical Skin Care อย่างจริงจัง จึงใช้ครีมซองเป็นหัวหอกในการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแมสและวัยรุ่น Gen Z ที่ใส่ใจความคุ้มค่าและการเห็นผลจริงมากกว่าชื่อแบรนด์. ผลคือครีมซองสร้างยอดขายประมาณ 20% ของแบรนด์ และทำหน้าที่เป็นประตูให้คนที่ยังไม่พร้อมซื้อขนาดจริงได้เข้ามาทดลองแบรนด์ง่ายขึ้น ทำให้ Medical Grade ไม่ใช่ของไกลตัวอีกต่อไป.

ที่สำคัญ ครีมซองไม่ได้เป็นเพียงสินค้าขนาดทดลอง แต่เป็นกลยุทธ์ยึดพื้นที่ชั้นวางและแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ชื่อสมูท อีปรากฏในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคบ่อยขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้. ในมุมความเห็น ผู้เขียนมองว่ากลยุทธ์นี้คือการแปลงความน่าเชื่อถือแบบเวชสำอางรุ่นเก่าให้กลมกลืนกับพฤติกรรม “ชอบลอง ชอบสลับ” ของ Gen Z ทำให้คีย์เวิร์ดอย่างครีมซองสกินแคร์ไม่ได้แปลว่าของราคาถูกเสมอไป แต่คือทางเข้าเวชสำอางระดับคลินิกเวอร์ชันประชาชน.

34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์

ดารากับสกินแคร์: หลิง–ออม และคอนเทนต์แนวตั้งในยุคตลาดโตช้า

ในยุคที่คลิปสั้น 15–30 วินาทีครองฟีด สมูท อีกลับเลือกสวนกระแสทำซีรีส์โฆษณาแนวตั้ง 3 ตอน ความยาวรวมกว่า 3 นาที ล้อเลียนหนังจีนภายใต้ชื่อ “หลิงเซียนใส” และ “โฟมรุ่นแม่” เพื่อเล่าเรื่องสกินแคร์แบบสนุกแทนการขายของตรง ๆ. ผลลัพธ์คือยอดรับชมหลักล้านภายในไม่กี่วัน และยอดวิวรวมทะลุ 3 ล้านแบบออร์แกนิก แสดงให้เห็นว่าคอนเทนต์เล่าเรื่องที่มีคาแรกเตอร์ยังชนะโฆษณา hard sell ได้ในโลกแนวตั้ง.

หัวใจของกลยุทธ์ดารากับสกินแคร์ครั้งนี้ คือการดึงหลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง และออม กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ มาเป็นคู่พรีเซ็นเตอร์ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนรุ่นใหม่ต่อเนื่องสองปี. พวกเธอไม่ได้แค่ขึ้นบิลบอร์ด แต่ลงมาร่วมคอนเทนต์แนวตั้ง ไลฟ์ขายสินค้า และสร้างแฟนคลับให้กับแบรนด์บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ซึ่งกำลังเป็นสนามหลักของผู้เล่นสกินแคร์หน้าใหม่จำนวนมาก.

เมื่อเศรษฐกิจชะลอและตลาดสกินแคร์มูลค่า 20,000 ล้านบาทเติบโตเพียง 0.6% การเทงบโฆษณาแบบเดิมย่อมไม่คุ้ม. ผู้เขียนเห็นว่าการผสมผสานพรีเซ็นเตอร์ Gen Z กับคอนเทนต์แนวตั้งที่ยาวกว่าปกติคือทางเลือกที่เสี่ยงแต่ฉลาด เพราะทำให้แบรนด์เก่าเจาะ Gen Z ได้ผ่าน “เรื่องเล่า” มากกว่าการลดราคา และสร้างความต่างชัดเจนจากผู้เล่นออนไลน์ที่แข่งกันแค่โปรโมชั่นและอินฟลูเอนเซอร์ระยะสั้น.

34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์

เบบี้เฟซสู่เบบี้เฟียส: ขยายพอร์ตสิว สู้ตลาดชะลอและเป้าหมายโตสองหลัก

อีกชิ้นส่วนสำคัญของกลยุทธ์สมูท อีคือการรีแบรนด์ไลน์ล้างหน้า “เบบี้เฟซ” ให้กลายเป็น “เบบี้เฟียส” ภายใต้นวัตกรรม Acne Proactive Skin Barrier ที่ผสาน ceramide และ postbiotics เพื่อทั้งลบ ล้าง และบำรุงผิวที่เป็นสิวง่ายในคราวเดียว. จุดยืนคือไม่เพียงจัดการสิวที่เกิดแล้ว แต่เสริมเกราะผิวให้แข็งแรง ลดโอกาสสิวซ้ำ เหมาะกับทุกเจนที่ต้องเจอมลภาวะและผลิตภัณฑ์หลากหลายจนผิวอ่อนแอ.

ชุดผลิตภัณฑ์ Smooth E Acne Babyfierce ประกอบด้วยโฟมล้างหน้า Acne Babyface Foam, ไมเซลาร์เซรั่มล้างหน้า และเซรั่มเข้มข้น PHA-AHA สำหรับลดความมันและสิวซ้ำซาก โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “3 Active” ที่รักษาสมดุลความอ่อนโยนกับประสิทธิภาพ. ในเชิงภาพลักษณ์ แคมเปญนี้ทำหน้าที่เชื่อมอดีตที่คนจดจำคำว่าเบบี้เฟซ เข้ากับความมั่นใจแบบ “เฟียส” ของคนรุ่นใหม่ สอดคล้องกับบุคลิกแบรนด์ใหม่ที่สดใสและกล้าพูดเรื่องสิวอย่างตรงไปตรงมา.

แม้ตลาดรวมจะโตต่ำ แต่ปีที่ผ่านมา สมูท อีกลับเติบโตได้ถึง 30% ในทุกช่องทางจำหน่าย และตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 20% พร้อมผลักดันยอดขายรวมของเครือให้ทะลุ 4,000 ล้านบาทต่อปี. เมื่อประกอบเข้ากับแผนเปิดตัวนวัตกรรมใหม่หลายรายการในครึ่งปีหลัง โดยวางตำแหน่งเป็น Medical Grade ที่เข้าถึงได้ ผู้เขียนเห็นว่าแบรนด์กำลังใช้พอร์ตสิวและเวชสำอางขยายวงล้อมฐานลูกค้าแทนการพึ่งสินค้า Hero เดิมเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งเป็นทิศทางที่เหมาะสมในตลาดที่คู่แข่งไม่หยุดออกสินค้าใหม่เลย.

34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์

บทสรุป: แบรนด์เก่าที่เลือกเดินเกมคนละทางกับตลาด

เมื่อเค้กตลาดสกินแคร์ไม่ใหญ่ขึ้น แต่ผู้เล่นเพิ่มขึ้น การลดราคาอย่างเดียวไม่ช่วยให้แบรนด์รุ่นเก่าอยู่รอด สมูท อีเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการทรานส์ฟอร์มตัวเองทั้งในระดับภาพจำ พอร์ตสินค้า และวิธีสื่อสาร แทนที่จะวิ่งตามเทรนด์สารสกัดแรง ๆ หรือแค่มองยอดขายระยะสั้น. ครีมซองสกินแคร์กลายเป็นด่านแรกให้ Gen Z ได้ทดลอง Medical Skincare ในราคาย่อมเยา ขณะที่ดารากับสกินแคร์อย่างหลิง–ออมและซีรีส์แนวตั้งช่วยเปลี่ยนแบรนด์ของแม่ให้กลายเป็นแบรนด์ของลูกในสายตาคนรุ่นใหม่.

ในมุมความเห็น ผู้เขียนมองว่าจุดแข็งของสมูท อีไม่ใช่เพียงประวัติ 34 ปี แต่คือความกล้า “แก่แต่ไม่เก่า” ยอมรีเซ็ตตัวเองใหม่ท่ามกลางตลาดมูลค่า 20,000 ล้านบาทที่โตเพียง 0.6% และผันผวนตามเศรษฐกิจ. แบรนด์ไม่ได้หนีจากตัวตนเวชสำอาง แต่เลือกขยายความหมายให้กว้างพอจะบรรจุทั้งความปลอดภัย ความสนุก และความเป็น Gen Z ไว้ด้วยกัน ถ้าเป้าการเติบโตสองหลักและยอดขาย 4,000 ล้านบาททำได้ต่อเนื่อง สมูท อีก็มีโอกาสยืนระยะในฐานะตัวอย่างของแบรนด์เก่าเจาะ Gen Z ที่ไม่ติดกรอบอดีต แต่ใช้ประสบการณ์ยาวนานเป็นทุนต่อยอดอนาคต.

34 ปีไม่ยอมแก่: สมูท อี ใช้ครีมซองและดารา Gen Z พลิกเกมสกินแคร์

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!