ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

รัฐปรับภาษีรถยนต์อิง CO2 เขย่าราคา EV และไฮบริดในตลาด

รัฐปรับภาษีรถยนต์อิง CO2 เขย่าราคา EV และไฮบริดในตลาด
ความสนใจ|การเลือกซื้อรถพลังงานใหม่

ภาษีรถยนต์ CO2 คืออะไร และทำไมจึงเขย่าราคา EV ทั้งตลาด

ภาษีรถยนต์ CO2 คือโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเกณฑ์หลักในการจัดเก็บ เพื่อสะท้อนต้นทุนด้านมลพิษและจูงใจให้ผู้ผลิตพัฒนารถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำลง ทั้งกับรถไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป การออกแบบภาษีลักษณะนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องรายได้รัฐ แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีเป้าหมายเปลี่ยนทิศทางการลงทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว

จุดเปลี่ยนสำคัญรอบนี้คือ รัฐเลือกใช้ CO2 เป็นตัวชี้วัดหลักภายใต้การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ เพื่อเปิดทางให้รถเครื่องยนต์สันดาปขยับสู่เทคโนโลยีไฮบริดและปล่อยมลพิษต่ำลง พร้อมกับการสนับสนุน EV ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การลดหรือขึ้นภาษีแบบเส้นตรง แต่เป็นการวางกรอบการแข่งขันใหม่ทั้งระบบ ใครปล่อยมลพิษน้อยกว่าก็ได้เปรียบด้านภาษีมากกว่า นั่นหมายความว่าราคารถไฟฟ้าและไฮบริดมีโอกาสใกล้เคียงรถสันดาปมากขึ้น ในขณะที่รถสันดาปที่ยังไม่ยอมปรับเทคโนโลยีจะเจอแรงกดดันด้านต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างภาษีใหม่กำลังบังคับให้แบรนด์คิดใหม่เรื่องราคา EV ไฮบริดและสันดาป

หัวใจของนโยบาย EV ไทยรอบนี้คือการออกแบบภาษีให้เป็นสะพานเชื่อม ไม่ใช่กำแพงกั้น ระหว่างเทคโนโลยีเก่าและใหม่ โครงสร้างภาษีใหม่ถูกกำหนดให้ไม่จำกัดสิทธิประโยชน์ไว้เฉพาะ BEV แต่เปิดช่องให้ผู้ผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปปรับตัวไปสู่ HEV PHEV และ EREV ที่ปล่อยมลพิษต่ำลงได้อย่างเป็นขั้นตอน นี่คือสัญญาณชัดเจนว่ารัฐต้องการให้โรงงานเดิมและห่วงโซ่เดิมเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ทิ้งแรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนไว้ข้างหลัง

ในเชิงราคาขายปลีก การใช้อัตราปล่อย CO2 เป็นตัวตั้ง หมายถึงรถสันดาปที่กินน้ำมันและปล่อยคาร์บอนมากมีแนวโน้มจะเสียเปรียบด้านภาษี ขณะที่ไฮบริดจะกลายเป็นตัวกลางทางยุทธศาสตร์ของหลายค่าย เพราะช่วยลด CO2 ได้ชัด แต่ยังใช้ฐานการผลิตและชิ้นส่วนจำนวนมากจากเทคโนโลยีเดิม ส่วน EV ที่ปล่อยมลพิษจากปลายท่อเป็นศูนย์ก็มีโอกาสรักษาความได้เปรียบด้านภาษี เพื่อชดเชยต้นทุนแบตเตอรี่และดันราคารถไฟฟ้าให้แข่งขันได้มากขึ้นในสายตาผู้บริโภค

สามเป้าหมายยุทธศาสตร์: ภาษีไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่คือดีไซน์อุตสาหกรรม

การรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์รอบนี้สะท้อนมุมมองสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐ คือภาษีคือเครื่องมือออกแบบอนาคตอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เก็บเงินเข้าคลัง กระทรวงการคลังกำหนดสามเป้าหมายชัดเจน หนึ่ง นำเข้าเพื่อการลงทุน หรือ Investment Driven Import การนำเข้ารถเทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เป็นแค่การขายรถสำเร็จรูปแล้วจบ

สอง ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ด้วยการต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมในภูมิภาคไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถไฟฟ้าและยานยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มกำลังการผลิตพร้อมขยายตลาดส่งออก สาม ยกระดับ Local Content ไปสู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง สนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยขยับจากชิ้นส่วนพื้นฐานไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น หากเดินได้ครบสามขานี้ ภาษีรถยนต์ CO2 จะกลายเป็นเครื่องเร่งทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมยกทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ลดราคา EV ชั่วครั้งชั่วคราว

ภาพใหญ่ของนโยบาย EV และตัวเลขที่บอกว่าเกมนี้กำลังจริงจังแค่ไหน

ตัวเลขปัจจุบันสะท้อนชัดว่านโยบาย EV ไทยไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ มาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ EV 3.5 ถูกประเมินว่าช่วยวางรากฐานอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายสำคัญ มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วราว 8 10 บริษัท เช่น BYD MG และ GWM และมีรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานจริงในประเทศประมาณ 170000 คัน ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนมีเงินลงทุนสะสมราว 140000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตศักยภาพสูงสุดประมาณ 380000 คันต่อปี และเกิดการจ้างงานมากกว่า 25000 ตำแหน่ง

การที่กรมสรรพสามิตยังขยับไปพิจารณาภาษีสินค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด โดยมองไปถึงชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องแบตเตอรี่ แต่รวมถึงสินค้าประเภทอื่นที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางกระบวนการผลิต แปลว่านโยบายนี้ถูกออกแบบแบบพลวัต มองเป็นเส้นทางพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายจุดเดียวที่ทำแล้วจบ ตลาด EV ไฮบริดและสันดาปจึงต้องเตรียมรับมือกับชุดกติกาที่อาจปรับเปลี่ยนได้ตามพัฒนาการเทคโนโลยีและโครงสร้างอุตสาหกรรม

ข้อสรุป: ใครจะชนะในยุคภาษี CO2 ขึ้นกับการปรับตัว ไม่ใช่เสียงบ่นเรื่องภาษี

เมื่อภาษีถูกผูกกับการปล่อย CO2 อย่างจริงจัง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าภาษีแพงหรือถูก แต่คือใครปรับผลิตภัณฑ์และซัพพลายเชนทันกว่ากัน ผู้ผลิตที่ยังยึดติดกับรถสันดาปแบบเดิมและไม่ลงทุนโซลูชันปล่อยมลพิษต่ำจะถูกบีบทั้งต้นทุนภาษีและภาพลักษณ์ ส่วนค่ายที่มองเห็นเกมตั้งแต่วันนี้ จะใช้ไฮบริดเป็นสะพานและใช้ EV เป็นเป้าหมายปลายทาง ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่ยอมขยับจากชิ้นส่วนพื้นฐานไปสู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูงจะได้ส่วนแบ่งเค้กก้อนใหม่ของอุตสาหกรรม

สำหรับผู้บริโภค ภาษีรถยนต์ CO2 ที่ออกแบบดีอาจไม่ได้ทำให้ราคารถถูกลงทันทีทุกรุ่น แต่จะทำให้โครงสร้างราคาเริ่มสะท้อนต้นทุนสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รถไฟฟ้าและไฮบริดที่สะอาดกว่าจะไม่เสียเปรียบทางราคาแบบในอดีต ท้ายที่สุด นโยบายภาษีแบบพลวัตที่เชื่อมการนำเข้า การผลิต การส่งออก และชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเข้าด้วยกัน คือเงื่อนไขสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะยืนอยู่แถวหน้าในยุคยานยนต์พลังงานสะอาด และใครจะค่อยๆ ถูกทิ้งออกจากเกม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!