ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมพ่อแม่ยอมจ่ายแพงขึ้น แม้เด็กเกิดใหม่น้อยลง

ทำไมพ่อแม่ยอมจ่ายแพงขึ้น แม้เด็กเกิดใหม่น้อยลง
ความสนใจ|สินค้าแนะนำสำหรับแม่และเด็ก

เด็กเกิดน้อยลง แต่ตลาดสินค้าแม่เด็กกลับโตแรง

กระแสพ่อแม่จ่ายเงินมากขึ้นให้สินค้าพรีเมียมเด็กคือแนวโน้มที่แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง แต่เม็ดเงินในตลาดสินค้าแม่เด็กกลับเพิ่ม เพราะผู้ปกครองเน้นเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์ความปลอดภัย คุณภาพ ความอ่อนโยน และการดูแลแบบเฉพาะทาง ทำให้มูลค่าตลาดเติบโตจากการจ่ายต่อหนึ่งเด็กมากขึ้นแทนที่จะเติบโตจากจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินค้าทั่วไปต้องปรับตัวแข่งกับสินค้าพรีเมียมที่อธิบายเหตุผลของราคาสูงได้ชัดเจน ภาพรวมตลาดสินค้าแม่เด็กวันนี้จึงไม่ใช่ตลาดที่วัดกันด้วยจำนวนเด็กอย่างเดียว แต่เป็นสนามรบของคุณค่าและความมั่นใจ พ่อแม่ไม่ได้ถามแค่ว่า “ใช้ได้ไหม” แต่ถามว่า “เหมาะกับลูกฉันหรือเปล่า” การตัดสินใจซื้อจึงซับซ้อนขึ้น และเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ที่เข้าใจความกังวลของผู้ปกครองมากกว่าราคาป้ายบนชั้นขายของ

มูลค่าโตแตะ 9.8 พันล้าน เพราะพ่อแม่ซื้อคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ

ตัวเลขจากการสำรวจตลาดสินค้าแม่เด็กสะท้อนชัดว่าพ่อแม่กำลังเปลี่ยนวิธีใช้เงิน จากเดิมซื้อของพื้นฐานให้พอใช้ กลายเป็นเพิ่มงบต่อเด็กหนึ่งคนเพื่อคุณภาพและความมั่นใจ ข้อมูลระบุว่าตลาดสินค้าเฉพาะทางสำหรับทารกและเด็กมีมูลค่าประมาณ 8,715.5 ล้านบาทในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจนแตะประมาณ 9,872.9 ล้านบาทในปี 2026 ก่อนทะลุ 10,431.3 ล้านบาทในปี 2027 และไปถึงราว 12,033.9 ล้านบาทในปี 2030 โดยอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5.5% ต่อปี นี่คือการเติบโตแบบ Value Growth ไม่ใช่ Volume Growth ผู้เล่นในตลาดจึงไม่อาจหวังยอดขายจากการมีเด็กเกิดใหม่มากเหมือนอดีต แต่ต้องทำให้พ่อแม่ยอมจ่ายเพิ่มกับสินค้าแม่เด็กที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัย ผลทดสอบรองรับ และการออกแบบให้เหมาะกับปัญหาเฉพาะของลูกแต่ละคน

สินค้าพรีเมียมเด็ก: ส่วนแบ่งเล็ก แต่อัตราเติบโตใหญ่

แม้ในเชิงสัดส่วน ตลาด Mass ของสินค้าแม่เด็กยังครองพื้นที่ใหญ่กว่า 98% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือกลุ่มสินค้าพรีเมียมเด็กที่มีส่วนแบ่งเพียงราว 1.4-1.6% กลับเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี สูงกว่าตลาด Mass ที่โตประมาณ 5.5% ต่อปีอย่างเห็นได้ชัด นี่คือสัญญาณแรงว่าพ่อแม่กลุ่มใหม่ยินดีจ่ายแพงขึ้น เมื่อสินค้าสามารถให้คำตอบได้ว่าปลอดภัยกว่า อ่อนโยนกว่า หรือแก้ปัญหาเฉพาะทางของลูกได้ดีกว่า การเติบโตเร็วของสินค้าพรีเมียมเด็กเกิดจากหลายแรงผลัก ทั้งการให้ความสำคัญกับ Safety & Clinical Trust ผลการทดสอบ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการรับรองต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ปกครองรู้สึกมั่นใจ พ่อแม่ไม่ได้มองสินค้าลูกเป็นแค่ของใช้ประจำวัน แต่เป็นการลงทุนกับสุขภาพและพัฒนาการระยะยาว สินค้าพรีเมียมที่สื่อสารคุณค่าตรงนี้ได้จึงมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง

จากแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การดูแลเชิงป้องกันและสินค้าสูตรอ่อนโยน

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญในตลาดสินค้าแม่เด็กคือการดูแลเชิงป้องกัน พ่อแม่เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและสุขอนามัยของลูกเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร ไม่ใช่หยิบมาใช้เฉพาะตอนมีปัญหา ส่งผลให้สินค้าในชีวิตประจำวันถูกอัปเกรดความคาดหวังด้านคุณภาพและความอ่อนโยนไปพร้อมกัน แนวโน้ม Plant-based และผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนจึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะคำว่า “อ่อนโยน” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นคุณสมบัติที่ผู้ปกครองตรวจสอบอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจซื้อ ตลาดยังเคลื่อนสู่ Specialized Baby Care หรือสินค้าเด็กแบบเฉพาะทาง เช่นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายหรือปัญหาเฉพาะจุด ผู้เล่นจึงต้องเข้าใจว่าคำว่า “สินค้าเด็ก” ไม่ได้หมายถึงหนึ่งกลุ่มใหญ่เหมือนเดิม แต่แตกออกเป็นหลายเซ็กเมนต์ที่พ่อแม่มองหาโซลูชันเฉพาะ ทำให้สินค้าพรีเมียมเด็กที่ออกแบบตอบโจทย์เฉพาะยิ่งมีพื้นที่ให้เติบโต

เมื่อประสบการณ์คุณแม่กลายเป็นธุรกิจ: เคสหมวกเด็ก Sleepy Hat

ตัวอย่างจากแบรนด์หมวกเด็กอ่อน Sleepy Hat ของคุณแม่มือใหม่ Julia Holden แสดงให้เห็นมิติใหม่ของตลาดแม่เด็ก เธอเริ่มจากปัญหาง่าย ๆ ในชีวิตจริง คือการนอนไม่พอและสังเกตว่าลูกหลับเร็วขึ้นเมื่อถูกปิดตาเบา ๆ แต่เมื่อไม่พบสินค้าที่ถูกใจ เธอจึงลงมือออกแบบหมวกเด็กอ่อนที่มีผ้าปิดตาในตัวเอง สร้างเป็นธุรกิจเสริมก่อนจะขยับเป็นอาชีพหลัก จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอเปิดเว็บไซต์ในเดือนกันยายน 2024 แล้วยอดสั่งซื้อเริ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน จากนั้นแบรนด์ขยายช่องทางไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่และได้รับกระแสดีบนโซเชียล ทำให้รายได้ต่อเดือนขยับสู่ระดับหลักหมื่นดอลลาร์ และท้ายที่สุดเจ้าของตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อโฟกัสธุรกิจเต็มเวลา เคสนี้บอกเราว่า ในยุคที่พ่อแม่ยอมจ่ายกับสินค้าพรีเมียมเด็ก ผู้ประกอบการที่เข้าใจ pain point แท้จริงของการเลี้ยงลูก มีโอกาสเปลี่ยนไอเดียเล็ก ๆ ให้กลายเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดได้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!