ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

การลงทุนพลังงานสะอาดร่วง 17% สะท้อนการถอยหลังด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ

การลงทุนพลังงานสะอาดร่วง 17% สะท้อนการถอยหลังด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

ภาพใหญ่ของการลงทุนพลังงานสะอาดที่กำลังถดถอย

การลงทุนพลังงานสะอาด ลงทุน หมายถึงเงินทุนที่ไหลเข้าสู่เทคโนโลยีและโครงการที่ช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในภาคไฟฟ้า การขนส่ง การผลิตสินค้า และอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมตั้งแต่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่ระบบพลังงานที่ปล่อยมลพิษต่ำ การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทั่วโลกในครึ่งแรกของปีล่าสุดลดลงถึง 17% เหลือระดับประมาณ 7.7 แสนล้านดอลลาร์ตามรายงานของบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจและนโยบาย Rhodium Group การดรอปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่สะท้อนแรงเสียดทานใหม่ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด โดยมีจีนเป็นตัวการหลักจากการชะลอการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ภายใต้ระบบกำหนดราคาตามกลไกตลาด ประเด็นสำคัญคือ แม้สหรัฐ ยุโรป และอินเดียยังเห็นการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และลมทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น แต่แรงหนุนจากภูมิภาคเหล่านี้ยังไม่มากพอจะชดเชยการถดถอยจากจีน ทำให้ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกดูอ่อนแรง การลดลงนี้จึงไม่ใช่แค่รอบพักฐานของตลาด แต่เป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นต่ออนาคตพลังงานสะอาดกำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

การลงทุนพลังงานสะอาดร่วง 17% สะท้อนการถอยหลังด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ

เมื่อ EPA ถอยจากกฎควบคุมก๊าซ: สัญญาณนโยบายที่ย้อนศรโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านหนึ่งคือการที่หน่วยงาน Environmental Protection Agency หรือ EPA ของสหรัฐประกาศยกเลิกกฎที่จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ กฎเดิมเคยกำหนดให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องดักจับมลพิษที่ปล่องควันหรือปิดกิจการภายใต้กรอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวด แต่ตอนนี้ถูกพลิกกลับอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงอ้างว่ากฎใหม่ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าตัดสินใจดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าได้ดีขึ้น โดยไม่ถูกบังคับให้ปิดโรงไฟฟ้าเก่าหรือไม่มีประสิทธิภาพ และช่วยปกป้องเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าพร้อมทั้งลดต้นทุนให้ผู้บริโภคในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตขั้นสูงพุ่งสูง แต่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเตือนชัดว่า การรื้อถอนมาตรการปกป้องมลพิษจากโรงไฟฟ้าจะสร้างต้นทุนมหาศาลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของครัวเรือนทั่วประเทศ ถึงขั้นระบุว่าการปล่อยให้มลพิษเพิ่มขึ้นคือการผลักประชาชนไปอยู่แถวหน้าโรคทางเดินหายใจและความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนและภัยธรรมชาติ ขณะที่ EPA ในนิยามใหม่ถึงกับโต้แย้งว่าก๊าซจากโรงไฟฟ้าฟอสซิล "ไม่ส่งผลอย่างมีนัยต่อมลพิษอันตราย" ตามเกณฑ์กฎหมาย Clean Air Act นี่คือการตีความที่ขัดกับฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ และสะท้อนการถอยกลับด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศอย่างเด่นชัด การยกเลิก EPA กฎควบคุมก๊าซ ยังถูกออกแบบให้ป้องกันไม่ให้รัฐบาลในอนาคตกลับมาใช้มาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าอีกด้วย นั่นหมายความว่าความเสียหายอาจไม่ได้หยุดแค่ในยุคนี้ แต่ส่งผลต่อความสามารถในการออกนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ท่ามกลางกระแสผ่อนปรนดังกล่าว ผู้บริโภคจึงต้องเผชิญทางเลือกที่ขมขื่นระหว่างค่าไฟที่ถูกกว่าในระยะสั้นกับต้นทุนสุขภาพและสภาพภูมิอากาศที่จะทวีความรุนแรงในอนาคต

การลงทุนพลังงานสะอาดร่วง 17% สะท้อนการถอยหลังด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ

Green Hushing เมื่อบริษัทใหญ่เลือกเงียบแทนที่จะเดินหน้าลดการปล่อย

การเปลี่ยนทิศนโยบายสภาพภูมิอากาศในสหรัฐไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาครัฐ แต่ลามเข้าสู่วิธีคิดของภาคธุรกิจผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Green Hushing บริษัท หลายแห่งเริ่มหลีกเลี่ยงการพูดถึงหรือยืนยันเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเปิดเผย ในงาน Climate Week NYC มีบริษัทจำนวนมากขอถอนตัวจากการขึ้นเวทีเพราะ "ไม่มีอะไรจะประกาศ" ตามคำให้สัมภาษณ์ของผู้จัดงาน ตัวอย่างที่ชัดคือเมตาที่ถอนตัวจากกลุ่ม RE100 ซึ่งเป็นเครือข่ายบริษัทที่ให้คำมั่นใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย ขณะที่กูเกิลที่เคยประกาศเป้าหมายใช้พลังงานปลอดคาร์บอนภายในปี 2030 กลับยอมรับในปี 2024 ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนยังคงเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายก็ลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและเลิกกำหนดเส้นตายที่ชัดเจน แม้ยังพูดถึงยอดขายรถยนต์ไร้มลพิษในระยะยาวอยู่ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่มีแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคอย่างวอลมาร์ทยอมรับว่าไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวหนึ่งในสามภายในปี 2025 ตามที่เคยให้คำมั่น ส่วนโคคาโคล่าและเป๊ปซี่เลือกปรับปีฐานที่ใช้ในการคำนวณการลดการปล่อย ซึ่งทำให้เป้าหมายที่ประกาศดูดีขึ้นบนกระดาษแต่แท้จริงอ่อนลง แนวโน้ม Green Hushing นี้จึงเป็นมากกว่าการสื่อสารน้อยลง แต่คือการถอยห่างจากความรับผิดชอบด้านสภาพภูมิอากาศภายใต้แรงกดดันจากภูมิทัศน์นโยบายที่ไม่แน่นอน

ผลกระทบต่อประชาชนและอนาคตโครงการพลังงานสะอาด

คำถามสำคัญคือคนทั่วไปได้อะไรหรือเสียอะไรจากการผ่อนปรน EPA กฎควบคุมก๊าซ และการลดการลงทุนพลังงานสะอาด ลงทุน ผู้สนับสนุนการยกเลิกกฎของ EPA ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าตัดสินใจอย่างยืดหยุ่นเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องปิดโรงไฟฟ้าเก่าหรือไม่มีประสิทธิภาพ และช่วยปกป้องเสถียรภาพระบบไฟฟ้าพร้อมลดความเสี่ยงค่าไฟแพงในช่วงที่ความต้องการไฟเพิ่มจากดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตขั้นสูง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเตือนว่าการรื้อถอนมาตรการป้องกันมลพิษจากโรงไฟฟ้าจะสร้างต้นทุนด้านสุขภาพและความปลอดภัยต่อครอบครัวทั่วประเทศ โดยชี้ว่าคนจำนวนมากกำลังเผชิญคลื่นความร้อน น้ำท่วม พายุรุนแรง และค่าประกันภัยที่พุ่งสูงจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว หากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกชะลอลงเพิ่มเติม ผลกระทบเหล่านี้ก็มีแนวโน้มจะหนักขึ้น

สรุป: เมื่อคำมั่นสมัครใจไม่พอ ต้องพึ่งนโยบายสภาพภูมิอากาศที่เด็ดขาด

เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่การลงทุนพลังงานสะอาดทั่วโลกที่ลดลง การผ่อนปรนกฎของ EPA ไปจนถึงกระแส Green Hushing บริษัทใหญ่ สิ่งที่เห็นชัดคือการพึ่งพา "ความสมัครใจ" ของธุรกิจและรัฐบาลในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศกำลังไปไม่ถึงเป้าหมาย รายงานจากองค์กรวิชาการระบุชัดว่าคำมั่นสัญญาโดยสมัครใจของภาคเอกชนไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และจำเป็นต้องมีนโยบายภาครัฐที่มีผลบังคับใช้จริง มิฉะนั้นบริษัทจะยังคงแกว่งไปตามกระแสการเมืองที่เปลี่ยนอยู่เสมอ ในมุมของผู้เขียน การปล่อยให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นกับสัญญาใจและแรงจูงใจตลาดเพียงอย่างเดียวคือการเดิมพันที่เสี่ยงเกินไป เมื่อการลงทุนพลังงานสะอาดอ่อนแรงและกฎควบคุมถูกผ่อนปรน โลกเสี่ยงถูกล็อกให้อยู่กับโครงสร้างพลังงานฟอสซิลอีกหลายทศวรรษ หากสังคมต้องการระบบพลังงานที่ปลอดภัย เป็นธรรม และยั่งยืน ทางออกจึงไม่ใช่การเงียบหรือเลื่อนเส้นตาย แต่คือการยกระดับนโยบายสภาพภูมิอากาศให้แน่นอน เข้มแข็ง และผูกพันตามกฎหมายมากขึ้น เพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่มีข้ออ้างในการเดินถอยหลังอีกต่อไป

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!