ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ใช้ AI เยอะ แต่ยังไม่พร้อม: ช่องว่างที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เกิด

ใช้ AI เยอะ แต่ยังไม่พร้อม: ช่องว่างที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เกิด
ความสนใจ|วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

AI readiness ไม่ใช่แค่เริ่มใช้เครื่องมือ แต่คือระดับความพร้อมทั้งองค์กร

AI readiness คือระดับความพร้อมขององค์กรในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้าไปอยู่ในยุทธศาสตร์ กระบวนการทำงาน ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และธรรมาภิบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การใช้ AI ไม่หยุดอยู่แค่การทดลองหรือใช้งานรายบุคคล แต่สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจ วัดผลได้ และบริหารความเสี่ยงได้อย่างน่าเชื่อถือ ผลสำรวจ AI Readiness 2026 โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเปิดเผยว่า 53.7% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเริ่มใช้ AI แล้ว แต่คะแนนความพร้อมเฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่เพียงระดับ “Aware” หรือแค่รู้จักและเริ่มแตะเทคโนโลยี นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าภาพการใช้งาน AI ที่ดูคึกคักกำลังซ่อนวิกฤตความพร้อมเชิงโครงสร้าง เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดกรอบยุทธศาสตร์ digital maturity framework และกลไกธรรมาภิบาลที่จะทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่โครงการทดลองที่ไม่ต่อยอด

แรงงานใช้ AI หนาแน่น แต่ทักษะและการบริหารยังไม่ทัน: ภาวะสองขาดในที่ทำงาน

ถ้ามองจากมุมแรงงาน ภาพการใช้ AI ดูสดใสกว่าฝั่งองค์กรอย่างมาก ผลสำรวจจากบริษัทจัดหางานข้ามชาติชี้ว่า 94% ของพนักงานใช้ AI ในการทำงาน และ 72% เชื่อว่า AI จะช่วยเพิ่มโอกาสในสายอาชีพของตน แต่มีเพียงราวครึ่งหนึ่งที่รู้สึกมั่นใจว่าทักษะการใช้ AI ของตัวเองยังสอดคล้องกับความต้องการปัจจุบัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันสะท้อนว่าคนทำงานกำลังวิ่งเข้าหาเครื่องมือใหม่ ด้วยความคาดหวังเชิงบวก แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำถูกหรือผิด เมื่อเทียบกับผลสำรวจด้านการทรานส์ฟอร์มดิจิทัล พบว่าองค์กรส่วนใหญ่ฝึกอบรมทักษะ AI ให้พนักงานไม่ถึง 30% ของกำลังคนทั้งหมด การใช้ AI ในชีวิตการทำงานจึงกระจายแบบ “เรียนไปใช้ไป” มากกว่าการสร้างมาตรฐานทักษะร่วมกัน อีกทั้งเพียง 2.9% ขององค์กรที่ผูกทักษะ AI เข้าในระบบความสามารถของพนักงานอย่างเป็นทางการ ผลคือเกิดภาวะสองขาด พนักงานใช้ AI หนาแน่น แต่ทั้งทักษะ การกำกับดูแล และโครงสร้างงานยังไม่ทันตาม

SME: ใช้ AI ด้วยแรงกดดัน แต่ติดกรอบความพร้อมดิจิทัลและงบลงทุน

ในโลกธุรกิจ SME คือกลุ่มที่แบกรับแรงกดดันสูงสุด ทั้งจากการแข่งขันและการเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า หลายกิจการเร่งนำ AI มาใช้ในงานขาย บริการลูกค้า และงานภายใน แต่ต้องยอมรับว่าความพร้อมด้านดิจิทัลยังตามหลังอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากดัชนี Digital Maturity Index ระบุว่า SME ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม “Digital Followers” ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสารและระบบขายหน้าร้านเป็นหลัก แต่ยังไม่ออกแบบกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เมื่อรวมข้อจำกัดด้านงบประมาณและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกับความไม่แน่ใจในผลตอบแทนจากการลงทุน AI adoption barriers ของ SME จึงไม่ได้อยู่ที่ความสนใจ แต่คือคำถามว่าลงทุนไปแล้วจะคุ้มอย่างไร เจ้าของกิจการจำนวนมากยังมอง AI เป็นเรื่องของฝ่ายไอทีมากกว่ายุทธศาสตร์ธุรกิจ ผลสำรวจการทรานส์ฟอร์มดิจิทัลชี้ว่าเกือบ 70% ขององค์กรยังเห็น AI เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไอที ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริหารธุรกิจต้องขับเคลื่อนโดยตรง นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายโครงการ AI ใน SME จึงไปไม่ถึงระดับ “เปลี่ยนเกม”

มิติความพร้อมสถานะ SME ทั่วไปผลกระทบต่อการใช้ AI
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใช้เครื่องมือพื้นฐานมากกว่าออกแบบระบบAI มักถูกใช้เป็นปลั๊กอิน ไม่ผูกกับกระบวนการ
เงินทุนและงบลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุนจำกัดโครงการ AI มักเริ่มเล็ก หยุดก่อนขยายผล
กรอบวัดผลและ ROIยังไม่มั่นใจผลตอบแทนจากการลงทุนเทคโนโลยียากต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
บทบาทธุรกิจต่อ AIมองว่าเป็นงานฝ่ายไอทียุทธศาสตร์และโมเดลธุรกิจไม่ถูกออกแบบให้รองรับ AI
ใช้ AI เยอะ แต่ยังไม่พร้อม: ช่องว่างที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เกิด

ตัวเลขความพร้อมบอกอะไร: จุดแข็งอยู่ที่ของซื้อได้ ช่องว่างอยู่ที่ของต้องสร้างเอง

กรอบ AI readiness assessment ที่ใช้สำรวจแบ่งความพร้อมองค์กรออกเป็นห้ามิติ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และธรรมาภิบาล ถ้าดูคะแนนรายด้านจะเห็นภาพที่น่าคิด ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานมีคะแนนสูงสุด 51.0% รองลงมาคือบุคลากร 45.9% และยุทธศาสตร์ 41.8% ส่วนเทคโนโลยีอยู่แค่ 32.2% และธรรมาภิบาลต่ำสุดที่ 28.9% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่าองค์กรพร้อมในสิ่งที่ “ซื้อได้” มากกว่า เช่น ระบบเก็บข้อมูลหรือเครื่องมือ แต่ยังขาดสิ่งที่ต้อง “สร้างเอง” ผ่านกระบวนการและเวลา เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ AI การกำหนดบทบาทมนุษย์ในการกำกับดูแล และการนำหลักจริยธรรมมาปรับใช้เป็นขั้นตอนจริง ผลสำรวจยังชี้ว่า 51.6% ขององค์กรไม่มีสถาปัตยกรรมระบบ AI รองรับการเชื่อมต่อและขยายผล และ 73.4% ยังไม่ได้นำหลัก AI Ethics มาปรับใช้ในองค์กร รวมถึง 46.2% ที่ไม่มีการประเมินความเสี่ยงจากการใช้ AI เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงว่าองค์กรที่ใช้ AI แล้ว 86.4% ยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองได้ผลลัพธ์อะไรจากการใช้ เพราะเกือบครึ่งยังไม่เคยวัดผลเลย ก็ไม่แปลกที่คะแนนความพร้อมเฉลี่ยจะติดอยู่แค่ระดับ “Aware”

จากรู้จักสู่ใช้ได้ผล: ปิดช่องว่างด้วยธรรมาภิบาล ข้อมูล และการยกระดับคน

ถ้าคำถามของวันนี้ไม่ใช่ “จะเริ่มใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะใช้ให้เกิดผลลัพธ์อย่างรับผิดชอบอย่างไร” คำตอบย่อมอยู่ที่การลงทุนในสิ่งที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ ภาครัฐเสนอสามมาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับความพร้อม ได้แก่ ชุดมาตรฐาน National AI Governance Pack ที่รวมแนวนโยบาย AI การจัดระดับความเสี่ยง data governance implementation กลไกกำกับดูแลโดยมนุษย์ และแนวทางจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยี AI ตามด้วย Sectoral AI Readiness Clinics ที่ลงไปช่วยอุตสาหกรรมที่มีคะแนนความพร้อมต่ำ และมาตรการ AI Value Enabler ที่สนับสนุน SME และองค์กรขนาดกลางด้วย sandbox เครดิตการใช้คลาวด์และชุดข้อมูลร่วม รวมถึงหลักสูตรยกระดับทักษะผู้บริหารและพนักงานผูกกับ use case จริง สาระสำคัญคือ เราไม่อาจหวังผลจาก AI ด้วยการเพิ่มจำนวนเครื่องมืออย่างเดียว ต้องเพิ่มคุณภาพข้อมูล สร้างโครงสร้างเทคโนโลยีที่ออกแบบให้ต่อยอดได้ และยกระดับทักษะของคนทำงานให้มั่นใจขึ้น ขณะที่องค์กรต้องเลิกมอง AI เป็นเรื่องของฝ่ายไอทีอย่างเดียว แล้วดึงเข้ามาเป็นวาระยุทธศาสตร์ธุรกิจ เมื่อความพร้อม AI องค์กรขยับจาก “Aware” ไปสู่ระดับ “Ready” ผลลัพธ์ที่เคยพูดถึงในงานสัมมนาจะเริ่มปรากฏในตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่สไลด์นำเสนอ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!