ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมชิปหน่วยความจำ AI ดันราคาสมาร์ทโฟนและพีซีพุ่ง

ทำไมชิปหน่วยความจำ AI ดันราคาสมาร์ทโฟนและพีซีพุ่ง
ความสนใจ|รวมเทคโนโลยี

chipflation คืออะไร และทำไมมือถือถึงแพงขึ้นพร้อมกันทั้งโลก

chipflation ราคาเพิ่ม คือภาวะที่ต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิ้นส่วนกึ่งตัวนำหลายชนิดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการใช้งานหน่วยความจำแซงหน้าอุปทานในห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องปรับกลยุทธ์ด้านสเปก ราคา และการวางจำหน่ายสินค้าใหม่เกือบทุกประเภทเพื่อรับมือภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ กระแสปัญญาประดิษฐ์ที่บูมคือจุดชนวนสำคัญ เพราะศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ชิปหน่วยความจำ AI ประสิทธิภาพสูงจำนวนมากทั้ง DRAM และ HBM เพื่อตอบสนองการประมวลผล AI บนคลาวด์ เมื่อผู้ผลิตชิปหันสายการผลิตไปป้อนตลาดนี้ ต้นทุนชิป NAND RAM สำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคจึงแพงขึ้นตาม ส่งผ่านมาที่ราคาสมาร์ทโฟนและพีซีในที่สุด ผู้บริโภคจึงรู้สึกว่าราคาสมาร์ทโฟนพุ่งทั้งที่ดีไซน์หรือฟีเจอร์ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก

ทำไมชิปหน่วยความจำ AI ดันราคาสมาร์ทโฟนและพีซีพุ่ง

ศูนย์ข้อมูล AI แย่ง RAM ทั้งโลกอย่างไรจนเกิดภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ

เบื้องหลัง Chatbot หรือเครื่องมือ AI ที่เราใช้กันทุกวันคือศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่ต้องกิน RAM และชิปหน่วยความจำ AI ปริมาณมหาศาล กระแสนี้ทำให้ความต้องการหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงอย่าง HBM และ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กำลังการผลิตในโรงงานมีจำกัด ผู้ผลิตจึงเลือกจัดสรรกำลังผลิตไปยังชิปที่ทำกำไรสูงสำหรับศูนย์ข้อมูลก่อน HBM ไม่ใช่ชิปแบบเดียวกับ Mobile DRAM แต่ใช้ทรัพยากรเวเฟอร์และกระบวนการผลิตชุดเดียวกัน การผลิต HBM ที่ความจุเท่ากันต้องใช้แผ่นเวเฟอร์มากกว่า DRAM ทั่วไปหลายเท่า ผลคือทรัพยากรที่เหลือสำหรับ DRAM และ NAND ทั่วไปหดตัว อุปทานหน่วยความจำของสมาร์ทโฟน พีซี และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นจึงตึงตัว เกิดภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ และดันต้นทุนขึ้นไปอีกขั้น นี่ไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม

ทำไมชิปหน่วยความจำ AI ดันราคาสมาร์ทโฟนและพีซีพุ่ง

จากต้นทุนชิป NAND RAM ถึงป้ายราคา: ทำไมผู้ผลิตต้องผลักภาระมาที่ผู้บริโภค

เมื่อชิปหน่วยความจำกลายเป็นของหายาก ต้นทุนชิป NAND RAM และหน่วยความจำประเภทอื่นจึงเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้โลกเข้าสู่ภาวะ chipflation ราคาเพิ่ม ที่ไม่ใช่แค่แพงขึ้นเล็กน้อย แต่กระทบทั้งโครงสร้างต้นทุนสินค้าไอที ข้อมูลชี้ว่าต้นทุนรวมของ DRAM และ NAND ในสมาร์ทโฟนเรือธงคิดเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนชิ้นส่วนทั้งหมด และราคาหน่วยความจำสำหรับสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นราว 83 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสเดียว คำถามคือผู้ผลิตจะรับภาระต้นทุนเองหรือผลักไปให้ผู้ซื้อ คำตอบในทางปฏิบัติคือทั้งสองอย่าง เมื่อบางบริษัทเลือกขึ้นราคาสมาร์ทโฟน พีซี หรือคอนโซล บางรายกดสเปกหน่วยความจำหรือลดฟีเจอร์เพื่อคุมต้นทุน แต่ไม่ว่าทางเลือกไหน ผู้บริโภคคือคนที่ต้องจ่าย ไม่ในรูปของราคาสูงขึ้น ก็ในรูปของสเปกที่ด้อยลงกว่าที่ควรได้ในราคาเดิม

ราคาสมาร์ทโฟนพุ่งและยอดขายที่ชะลอ: เมื่อทุกระดับราคาหนีต้นทุนไม่พ้น

ผลจาก chipflation ไม่ได้กระทบแค่รุ่นเรือธง แต่ลามไปทั้งสมาร์ทโฟน พีซี โน้ตบุ๊ค และทีวี รายงานระบุว่าราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนในภูมิภาคหนึ่งเพิ่มขึ้นถึง 21 เปอร์เซ็นต์ภายในปีเดียว ขณะที่ราคาหน่วยความจำในมือถือหลายรุ่นพุ่งกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในภูมิภาคเดียวกันจึงลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ และมือถือราคาประหยัดต่ำกว่าเกณฑ์หนึ่งมียอดตกฮวบถึง 38 เปอร์เซ็นต์เพราะรับแรงกดต้นทุนไม่ไหว ฝั่งพีซี สถานการณ์คล้ายกัน ยอดจัดส่งทั่วโลกลดลงเพราะผู้ผลิตต้องเลือกระหว่างขึ้นราคา ลดสเปก หรือหันไปขายรุ่นที่มีกำไรต่อเครื่องสูงกว่า ขณะเดียวกันสัดส่วนต้นทุนของหน่วยความจำในทีวีก็เพิ่มจากประมาณ 2.5–3 เปอร์เซ็นต์เป็น 6–7 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าต่อให้เป็นสินค้าสำหรับความบันเทิงในบ้านก็หนีแรงสั่นสะเทือนจากชิปหน่วยความจำ AI ไม่ได้ ทั้งตลาดบนและตลาดกลางล้วนถูกดันให้แพงขึ้นพร้อมกัน

แรงกดดันที่ยืดเยื้อลากยาว: เราต้องรับมือกับความแพงของเทคโนโลยีนานแค่ไหน

แนวโน้มไม่ได้บอกว่าเราจะหลุดพ้นจากภาวะขาดแคลนหน่วยความจำในเวลาใกล้ ผู้เชี่ยวชาญบางรายประเมินว่าความต้องการ DRAM จะยังเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างน้อยถึงปี 2027 ขณะที่ HBM ยังกินทรัพยากรการผลิตต่อเนื่อง นั่นหมายถึงแรงกดดันด้านราคาและซัพพลายเชนจะยืดเยื้อหลายปี ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวที่รอให้คลื่น AI เบาบางแล้วทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติทันที ผู้ผลิตรายใหญ่ แม้มีอำนาจต่อรองสูง ก็ยังถูกบีบให้ต้องเลือกว่าจะยอมให้กำไรต่อเครื่องหายไป ปรับสเปก หรือขยับราคาสินค้าใหม่ สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่ทำได้คือยืดรอบการเปลี่ยนเครื่อง มองหาสินค้าที่สมดุลระหว่างราคาและสเปก และเข้าใจว่าราคาสมาร์ทโฟนพุ่งหรือพีซีแพงขึ้นไม่ใช่เพราะความอยากโกยกำไรของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงตรงจากสงคราม奪กันชิปหน่วยความจำ AI ระหว่างศูนย์ข้อมูลและอุปกรณ์ในมือเรา

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!