ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ
ความสนใจ|ญี่ปุ่น-เกาหลี

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีคือภาพใหม่ของอาชญากรรมเทคโนโลยีข้ามชาติ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลี คือกลุ่มอาชญากรที่ใช้ช่องทางออนไลน์และเทคโนโลยีสื่อสาร เช่น VoIP และโซเชียลมีเดีย ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หลอกให้เหยื่อเชื่อว่าตนมีคดีหรือมีโอกาสทำกำไรสูง ก่อนหลอกให้โอนเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส โดยมักตั้งฐานปฏิบัติการในต่างแดน ใช้บ้านเช่าหรูดัดแปลงเป็นออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ ทำงานเป็นเครือข่าย มีสคริปต์หลอกลวง รายชื่อเหยื่อ และเอกสารปลอมรองรับ เพื่อให้การหลอกลวงมีความน่าเชื่อถือสูงและติดตามรอยได้ยากในเชิงกฎหมาย เหตุสำคัญของข่าวนี้คือการที่ตำรวจไซเบอร์ไทยร่วมกับเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีและจีนรวม 13 ราย ในวันที่ 8 กันยายน 2569 ในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต การบุกค้นบ้านหรูย่านบางพลีที่ถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ ทำให้เห็นชัดว่ากลโกงออนไลน์ไทยวันนี้ไม่ได้จำกัดแค่เหยื่อในประเทศ แต่เป็นเวทีของอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐาน เพื่อโจมตีเหยื่อปลายทางในเกาหลีใต้ การทลายขบวนการครั้งนี้จึงไม่ใช่ข่าวจับกุมทั่วไป แต่เป็นสัญญาณว่ารัฐกำลังยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ

ภาพในบ้านหรูที่ถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศหลอกลวง

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านเช่าหรูในพื้นที่บางพลี จ.สมุทรปราการ ภายในกลับไม่ใช่ที่อยู่อาศัยธรรมดา แต่ถูกจัดสรรให้เป็นออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ครบวงจร มีโต๊ะทำงาน 13 จุด พร้อมโทรศัพท์ VoIP เราเตอร์ และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้าง แสดงข้อความบทสคริปต์และเอกสารสำหรับใช้พูดหรือพิมพ์หลอกเหยื่อออนไลน์ รวมถึงรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อชาวเกาหลีใต้ และเอกสารปลอมที่แอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการจากอัยการเกาหลีใต้ การตั้งระบบเช่นนี้สะท้อนว่าขบวนการไม่ได้ทำงานแบบสมัครเล่น แต่มีการออกแบบขั้นตอนและบทสนทนาอย่างละเอียด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือสูงสุด การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าเหยื่อมีคดี แล้วบังคับให้โอนเงิน เป็นกลโกงออนไลน์ไทยยุคใหม่ที่อาศัยทั้งเทคนิคจิตวิทยาและเทคโนโลยีสื่อสารขั้นสูง หากไม่มีการตั้ง War room เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในและต่างประเทศ การตรวจพบฐานปฏิบัติการเช่นนี้แทบเป็นไปไม่ได้

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ

จากคอลเซ็นเตอร์สู่การหลอกลงทุนอสังหาฯ ความเสียหายแตะหลักร้อยล้าน

อีกด้านหนึ่งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีคือการแตกแขนงไปสู่อาชญากรรมเศรษฐกิจแบบเนียน ล่อเหยื่อในรูปแบบหลอกลงทุนอสังหาฯ ผ่านเครือข่ายนักธุรกิจที่อ้างว่าต้องการซื้อหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยมีหัวโจกอย่างนายฮัน ซึง ฮุน เป็นศูนย์กลางติดต่อและจัดการธุรกรรม เมื่อเหยื่อสนใจลงทุนก็ถูกชักจูงให้โอนเงินตามแผนที่วางไว้ แต่โครงการไม่เคยเกิดขึ้นจริง จากการตรวจสอบฐานข้อมูลคดี พบว่านายฮันและพวกก่อเหตุเช่นนี้อย่างน้อย 3 คดีในไทย มูลค่าความเสียหายรวม 147,579,278 บาท และทางการเกาหลีใต้แจ้งว่ายังมีคดีในลักษณะเดียวกันอีก 14 คดีในประเทศเกาหลีใต้ คำกล่าวที่น่าจับตาคือ "ผู้ต้องหามีการกระทำผิดในลักษณะเป็นเครือข่าย และก่อเหตุจำนวน 14 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 1,047 ล้านบาท" ซึ่งสะท้อนว่าการหลอกลงทุนอสังหาฯ ไม่ใช่แค่การโกงรายย่อย แต่เป็นธุรกิจมืดขนาดใหญ่ในเชิงอาชญากรรม การที่ตำรวจไซเบอร์ไทยและกองปราบสามารถติดตามจับกุมหัวโจกที่หลบซ่อนตัวในไทยมานานหลายสิบปี จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของการปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับกลโกงด้านการลงทุนอสังหาฯ

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ

สงครามข่าวกรอง War room และความร่วมมือข้ามพรมแดน

จุดเปลี่ยนสำคัญของการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลี คือการตั้ง War room ACSC ภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อประสานข้อมูลกับฝ่ายต่างประเทศ แลกเปลี่ยนข่าวกรอง และร่วมกันสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงหลายประเทศ ในมุมหนึ่ง นี่คือการยอมรับว่าอาชญากรรมเทคโนโลยีไม่สามารถถูกจัดการด้วยตำรวจในประเทศเดียวได้อีกต่อไป ต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูต การให้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ต่างชาติ และการประสานหมายจับข้ามแดน กรณีของนายฮัน ซึง ฮุน ที่ไม่มีประวัติการเดินทางอย่างเป็นทางการ ไม่มีธุรกรรมการเงิน และไม่ใช้โซเชียลมีเดีย แต่กลับมีคดีทั้งในไทยและเกาหลีใต้จำนวนมาก เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอาชญากรยุคดิจิทัลเรียนรู้ที่จะล่องหนในระบบตรวจสอบสมัยใหม่ การจับกุมได้ในบ้านหรูที่หัวหินหลังจากตามสืบสวนทุกมิติ จึงเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของตำรวจไซเบอร์ไทย ที่แสดงว่าระบบข่าวกรองและการทำงานร่วมกับตำรวจเกาหลีสามารถทำให้คนที่คิดว่าตน "หายไปจากระบบ" ถูกลากกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ในที่สุด

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ

บทเรียนต่อสังคมไทยในยุคกลโกงออนไลน์ไร้พรมแดน

เมื่อมองภาพรวมของปฏิบัติการ Breaking Chain 2025 และการจับกุมทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีในบ้านหรูสมุทรปราการ รวมถึงหัวหน้าเครือข่ายหลอกลงทุนอสังหาฯ ที่หัวหิน สังคมไทยควรตระหนักว่ากลโกงออนไลน์ไทยไม่ได้เกิดจากโจรหน้าเดิม แต่จากองค์กรอาชญากรรมที่วางระบบอย่างซับซ้อน ใช้ไทยเป็นฐานซ่อนตัวและปฏิบัติการ สร้างความเสียหายทั้งต่อเหยื่อในต่างประเทศและภาพลักษณ์ความปลอดภัยภายในประเทศ การป้องกันจึงไม่ใช่แค่ไม่กดลิงก์หรือไม่โอนเงิน แต่ต้องเริ่มตั้งคำถามทุกครั้งเมื่อมีข้อเสนอให้ลงทุนอสังหาฯ ผ่านคนกลาง หรือเมื่อมีคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากต่างชาติ โทรมาข่มขู่เรื่องคดีและเงิน การที่ตำรวจไซเบอร์ไทยและหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีแสดงให้เห็นศักยภาพในการตามล่าเครือข่ายข้ามชาติ เป็นสัญญาณบวก แต่หากประชาชนยังหลงเชื่อและไม่ตรวจสอบพื้นฐานของข้อเสนอการลงทุนหรือเอกสารอ้างอิง อาชญากรก็จะหาเหยื่อรายใหม่ได้เสมอ ปฏิบัติการปราบปรามต้องเดินคู่กับการยกระดับภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลของประชาชน จึงจะลดวงจรอาชญากรรมนี้ได้จริง

ผ่าปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกาหลีเชื่อมโยงหลอกลงทุนอสังหาฯ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!