ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ดีไซเนอร์และนางแบบไทยบนรันเวย์โลกจากนิวยอร์กถึงปารีส

ดีไซเนอร์และนางแบบไทยบนรันเวย์โลกจากนิวยอร์กถึงปารีส
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

จากรันเวย์ท้องถิ่นสู่ศูนย์กลางแฟชั่นโลก

กระแสดีไซเนอร์ไทยและนางแบบไทยบนรันเวย์นานาชาติคือปรากฏการณ์ที่สะท้อนการยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การผลิต และภาพลักษณ์แบรนด์ไทย ที่สามารถก้าวข้ามกรอบความเป็นแฟชั่นท้องถิ่นไปสู่การได้รับการยอมรับในนิวยอร์กแฟชั่นวีกและปารีสแฟชั่นวีก พร้อมสร้างเรื่องเล่าที่เชื่อมรากวัฒนธรรมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัยอย่างลงตัว สิ่งที่เห็นได้ชัดจากคลื่นลูกใหม่ครั้งนี้คือแฟชั่นไทยไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้ตามเทรนด์อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้เล่นที่กล้าเสนอโลกทัศน์และภาษาดีไซน์ของตัวเองอย่างชัดเจน ตั้งแต่ดีไซเนอร์ที่สร้างแบรนด์ในมหานครแฟชั่น ไปจนถึงแบรนด์ไทยที่ถูกเชื้อเชิญขึ้นรันเวย์ใหญ่ และนางแบบไทยที่กลับไปยืนบนรันเวย์เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะได้รับการยอมรับในระดับสากล

ณุช เนาวเขตต์ ดีไซเนอร์ไทยที่สร้างฐานะบนเมืองนิวยอร์ก

กรณีของ ณุช เนาวเขตต์ คือภาพแทนของดีไซเนอร์ไทยที่เลือกปักหมุดสร้างแบรนด์ในหนึ่งในเมืองแฟชั่นที่แข่งขันสูงที่สุดอย่างนิวยอร์ก เธอเติบโตและใช้ชีวิตต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ก่อนกลับมาเรียนแฟชั่นที่นครนิวยอร์กและเริ่มสร้างแบรนด์ Nuj Novakhett ตั้งแต่ปี 2549 แบรนด์ของเธอเน้นเสื้อผ้าผู้หญิงร่วมสมัยที่ผสมความเรียบหรูเข้ากับรายละเอียดซึ่งทำให้หนึ่งชิ้นสวมใส่ได้หลายโอกาส สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้หญิงเมืองใหญ่ที่ต้องการทั้งความโก้และความคุ้มค่า สิ่งที่น่าสนใจคือแบรนด์ Nuj Novakhett เคยมีวางขายบนแพลตฟอร์มแฟชั่นระดับนานาชาติ และมีผลงานถูกเลือกใส่โดยนักแสดงฮอลลีวูดอย่างซาราห์ ไฮแลนด์ในงานเปิดตัวภาพยนตร์ Glee ซึ่งเป็นสัญญาณว่าดีไซเนอร์ไทยสามารถฝังตัวในตลาดต่างประเทศผ่านคุณภาพงานออกแบบ มากกว่าการเล่นกับภาพจำ “เอเชี่ยนดีไซน์” แบบตื้นเขิน นอกจากนี้การกลับมาร่วมออกแบบคอลเล็กชันพิเศษให้แบรนด์ยัสปาลในโอกาสครบ 40 ปี โดยใช้คอนเซ็ปต์ Underwater World และออกแบบบางชิ้นให้สวมได้สองด้าน ยิ่งตอกย้ำว่าดีไซเนอร์ไทยรุ่นนี้เข้าใจทั้งตลาดแฟชั่นสากลและตลาดในประเทศอย่างลึกซึ้ง

โมเดลของณุชจึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ การสร้างชื่อในต่างแดนไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากตลาดในบ้านเกิด ตรงกันข้าม การถือสองพื้นที่พร้อมกันทำให้แบรนด์มีความยืดหยุ่นและฐานแฟนที่หลากหลาย แบรนด์ Nuj Novakhett แสดงให้เห็นว่าเมื่อดีไซเนอร์ไทยยกระดับคุณภาพงานให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้สวมอย่างแท้จริง ตลาดสากลก็เปิดประตูให้โดยไม่ต้องพึ่งเพียงกระแสชั่วคราว

ดีไซเนอร์และนางแบบไทยบนรันเวย์โลกจากนิวยอร์กถึงปารีส

TARMAFIA และพลังของสตรีตแวร์ไทยบนเวทีนิวยอร์กแฟชั่นวีก

ถ้าณุชคือภาพของแฟชั่นร่วมสมัยสายเรียบโก้ TARMAFIA คืออีกขั้วที่บอกโลกว่าแบรนด์ไทยก็สร้างสตรีตแวร์แบบดิบเท่าไม่แพ้ใคร TARMAFIA ซึ่งก่อตั้งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2008 โดย TAR Chuthanuch Lertchaikunsathien มีรากมาจากการตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เองด้วยวัสดุรีไซเคิลสมัยมัธยมปลาย เพื่อสร้างความแตกต่างและลดค่าใช้จ่าย จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกให้ขึ้นโชว์คอลเล็กชันในโปรเจ็กต์ One Night in Bangkok ปิดท้ายสัปดาห์นิวยอร์กแฟชั่นวีกฤดูใบไม้ผลิฤดูร้อน 2027 ณ Capitale Bowery โปรเจ็กต์ดังกล่าวจัดขึ้นร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการค้าของรัฐและองค์กรแฟชั่นในนิวยอร์ก เพื่อแสดงศักยภาพดีไซเนอร์ไทยบนเวทีโลก การได้ขึ้นรันเวย์ในบริบทนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของแบรนด์เดียว แต่เป็นการประกาศว่าฟังเสียงของแฟชั่นไทยให้ชัด เราไม่ได้ส่งออกแค่ผ้าไหม แต่ยังส่งออกทัศนคติสตรีตที่เฉียบคม

ความคิดสร้างสรรค์ของ TARMAFIA เด่นตรงการอัปไซเคิลผ้ายีนส์วินเทจและชุดกีฬาเก่า ผ่านเทคนิคการรื้อและประกอบโครงสร้างใหม่ จนเกิดฟอร์มเสื้อผ้าที่เหนือความคาดหมาย ผสมกับงานมืออย่างการปัก ประดับลูกปัด ฟริ้นจ์ และเลื่อมอย่างประณีต แบรนด์นิยามสตรีตแวร์แนว “Cool-kid” ในแบบที่ไม่ได้เท่เพียงลุค แต่เท่ในคุณค่าที่ซ่อนอยู่ เพราะหัวใจของ TARMAFIA คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นช่องทางสร้างรายได้และกระจายความมั่งคั่งกลับสู่ชุมชนบ้านเกิดของดีไซเนอร์ คำพูดของ TAR Chuthanuch ที่ว่า “หัวใจฉันฟูและมีความสุขมาก ๆ เวลาเห็นคนจากทั่วโลกใส่เสื้อผ้าที่เราตั้งใจทำ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่านั้น คือการที่ฉันได้มีโอกาสส่งต่อไอเดียว่า ความคิดสร้างสรรค์ก็สามารถสร้างเงินได้” คือประโยคที่ควรถูกหยิบไปอ้างในทุกเวทีของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะมันเป็นกรณีศึกษาชัดเจนว่าดีไซเนอร์ไทยไม่เพียงมองเวทีนิวยอร์กแฟชั่นวีกเป็นรางวัลส่วนตัว แต่เชื่อมมันกับการยกระดับชุมชนของตนเองด้วย

ณิชา ณัฏฐณิชา กับบทบาทนางแบบไทยที่ยืนระยะบนรันเวย์ปารีส

ฝั่งนางแบบก็มีสัญญาณที่น่าจับตาไม่แพ้กัน เมื่อ “ณิชา ณัฏฐณิชา” เตรียมกลับขึ้นรันเวย์ Le Défilé L’Oréal Paris เป็นปีที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงปารีสแฟชั่นวีก การถูกเชิญซ้ำต่อเนื่องหลายปีสะท้อนว่าตัวเธอไม่ได้เป็นเพียงแขกพิเศษชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพจำแบรนด์ระดับโลกในบริบทรันเวย์นานาชาติอย่างแท้จริง ทริปปารีสครั้งล่าสุด เราเห็นการเตรียมตัวตั้งแต่ลุคสนามบินถึงโมเมนต์ฟิตติ้งที่เผยออกมาให้แฟนๆ ได้ลุ้นในโซเชียล แม้รายละเอียดลุคจริงยังถูกเก็บเป็นความลับ แต่บรรยากาศบอกชัดว่าปีนี้ทีมของณิชาตั้งใจสร้างภาพจำใหม่ที่แตกต่างจากสามปีที่ผ่านมา นี่คือความสำคัญของการกลับไปบนรันเวย์เดิมเป็นครั้งที่สี่ เป็นโอกาสแสดงพัฒนาการทั้งสไตล์ตัวเองและความเป็นมืออาชีพในเวทีที่คนจากหลากหลายชาติสายตาจับจ้อง

แฟนๆ ถูกชวนให้ “ปักหมุดรอชม” ว่าณิชาจะปรากฏตัวในลุคไหน เพราะที่ผ่านมาเธอมักสร้างเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่ขึ้น Le Défilé L’Oréal Paris การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้นางแบบไทยคนหนึ่งถูกขยับจากสถานะดาราในประเทศ ไปสู่การเป็นบุคคลในวงการแฟชั่นโลกที่ผู้ชมต่างแดนรอคอยลุคบนรันเวย์ ซึ่งไม่ต่างจากเมนสตรีมเซเลบริตี้นานาชาติที่ร่วมเดินบนเวทีเดียวกัน ในมุมอุตสาหกรรม การที่นางแบบไทยเข้าร่วมงานแฟชั่นของแบรนด์ความงามระดับโลกซ้ำต่อเนื่อง ช่วยเปิดทางให้ดีไซเนอร์ไทยและแบรนด์ไทยมีช่องทางเชื่อมต่อมากขึ้น เพราะรันเวย์ประเภทนี้มักใช้เสื้อผ้าจากดีไซเนอร์หลากหลาย และเป็นพื้นที่สร้างภาพจำที่ทรงพลัง หากในอนาคตมีลุคบนรันเวย์ที่ใช้แบรนด์ไทยร่วมด้วย ผลสะเทือนด้านภาพลักษณ์จะยิ่งทวีคูณ

ดีไซเนอร์และนางแบบไทยบนรันเวย์โลกจากนิวยอร์กถึงปารีส

อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยกำลังแข็งแรงกว่าที่คิด

เมื่อมองภาพรวม ณุช TARMAFIA และณิชา ไม่ได้เป็นกรณี “ฟลุค” แยกส่วน แต่คือสัญญาณร่วมว่าระบบแฟชั่นไทยเริ่มมีเส้นทางให้คนทำงานได้เติบโตสู่ระดับโลกในหลายบทบาท ดีไซเนอร์บางคนเลือกสร้างแบรนด์ในเมืองแฟชั่นต่างประเทศ ดีไซเนอร์บางคนเติบโตในกรุงเทพฯ แล้วใช้โปรเจ็กต์อย่าง One Night in Bangkok บนเวทีนิวยอร์กแฟชั่นวีกเป็นตัวเร่ง ขณะที่นางแบบก็เริ่มยืนระยะบนรันเวย์ของแบรนด์ระดับโลกในช่วงปารีสแฟชั่นวีกอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ควรถอดบทเรียนคือ การสนับสนุนที่มีเป้าหมายชัดจากทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถสร้างโมเมนต์ให้ดีไซเนอร์ไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติได้จริงอย่างกรณี TARMAFIA ขณะเดียวกัน คนทำงานแฟชั่นเองก็ต้องกล้าที่จะมองตลาดออกไปนอกประเทศอย่างจริงจัง เช่นเส้นทางของณุชที่สร้างแบรนด์ในนิวยอร์ก และพร้อมสร้างความร่วมมือกลับมาที่บ้านเกิด อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยจึงอยู่ในจุดที่ต้องเลือกว่าจะใช้โมเมนต์เหล่านี้เป็นแค่ข่าวฮือฮาระยะสั้น หรือจะต่อยอดเป็นโครงสร้างสนับสนุนระยะยาว ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรแฟชั่นให้สอดคล้องกับมาตรฐานรันเวย์นานาชาติ การสร้างแพลตฟอร์มให้แบรนด์ไทยเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลก ไปจนถึงการสนับสนุนนางแบบและสไตลิสต์ให้มีโอกาสทำงานต่างประเทศอย่างเป็นระบบ หากเลือกทางหลังได้อย่างจริงจัง เราอาจเห็นดีไซเนอร์ไทย แบรนด์ไทย และนางแบบไทยกลายเป็นส่วนปกติของนิวยอร์กแฟชั่นวีกและปารีสแฟชั่นวีกในอนาคต ไม่ใช่เพียงปรากฏตัวแบบครั้งคราว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!