ตำนานอาหารริมถนนที่หายไป: เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นแพ้เกมเวลา

ตำนานอาหารริมถนนที่หายไป: เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นแพ้เกมเวลา
ความสนใจ|สตรีทฟู้ด

เมื่อร้านตำนานญี่ปุ่นค้นพบว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เกราะป้องกัน

ตำนานอาหารริมถนนและร้านตำนานญี่ปุ่นหมายถึงแบรนด์กินดื่มที่สืบทอดสูตรและวัฒนธรรมการกินมายาวนานหลายสิบปีหรือเป็นศตวรรษ แต่วันนี้กำลังเผชิญความจริงใหม่ว่า ความอร่อยยาวนานและเรื่องเล่าในอดีตไม่สามารถรับประกันอนาคตของธุรกิจได้ หากโมเดลการดำเนินงานไม่ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถเชื่อมต่อคุณค่าดั้งเดิมเข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตยุคใหม่อย่างมีความหมาย

กรณีของอิซากายะซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของธุรกิจอาหารริมถนนและร้านกินดื่มหลังเลิกงานในญี่ปุ่น แสดงภาพชัดว่าต่อให้เป็นแบรนด์สืบทอดเก่าที่มีรากทางวัฒนธรรมยาวนาน ความเสี่ยงในการปิดกิจการร้านดังกลับเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันเศรษฐกิจและพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการสังสรรค์แบบเดิมอีกต่อไป มุมนี้ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเรายังหลงเชื่อคำว่า “ตำนาน” มากเกินไปหรือไม่ ในโลกที่ให้รางวัลกับการปรับตัวมากกว่าการยึดติดกับภาพจำ

ตำนานอาหารริมถนนที่หายไป: เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นแพ้เกมเวลา

อิซากายะ: จากซอฟต์พาวเวอร์ 400 ปีสู่สถิติการปิดกิจการ

อิซากายะเริ่มต้นจากร้านสาเกยุคต้นเอโดะราวปี 1603 ที่เพิ่มโต๊ะเก้าอี้เล็กและกับแกล้มง่ายๆ เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน ก่อนจะพัฒนาเป็นร้านกินดื่มที่มีเมนูอาหารเต็มรูปแบบในยุคเมจิ และกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมซาลารี่มังยุค 80 ที่ใช้เป็นพื้นที่ผ่อนคลายหลังเลิกงาน ตำนานนี้เคยถูกยกเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นตัวอย่างของแบรนด์สืบทอดเก่าที่เริ่มหลุดจากจังหวะสังคมสมัยใหม่ เมื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ลดการกินดื่มหลังเลิกงานเพราะกังวลเรื่องสุขภาพ และไม่อยากเสียเวลานั่งเลือกเมนูจำนวนมากที่ซับซ้อน

คำพูดที่น่าจับตาคือ "ระหว่างมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมา ร้านอิซากายะที่ต้องปิดตัวอยู่ 88 ร้าน เพิ่มขึ้น 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1989" ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโมเดลร้านกินดื่มที่เคยผูกกับโอทีและวัฒนธรรมองค์กรเริ่มไม่ตรงกับความคาดหวังของคนทำงานยุคใหม่ ซึ่งให้คุณค่ากับสมดุลชีวิต สุขภาพ และความเรียบง่าย การแก้เกมด้วยการลดขนาดอาหารหรือประกาศไม่รับคนอายุ 40 ปีขึ้นไปเพื่อดึง Gen Z แม้จะดูแหวก แต่ก็เหมือนการแก้ปลายเหตุ หากไม่กล้าปรับโครงสร้างประสบการณ์และเรื่องเล่าของแบรนด์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยจริงๆ

ตำนานอาหารริมถนนที่หายไป: เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นแพ้เกมเวลา

Saboten และไส้กรอกแดงแหลมทอง: ตำนานที่รอดเพราะรู้ว่าลูกค้าคือใคร

ในทางกลับกัน Saboten แสดงให้เห็นว่าร้านตำนานญี่ปุ่นสามารถอยู่รอดได้ หากเข้าใจว่าความสืบทอดต้องจับคู่กับการกำหนดลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน Saboten เริ่มเปิดขายทงคัตสึทอดกรอบสูตรดั้งเดิมในปี พ.ศ.2509 ที่ย่านชินจูกุ และรักษาสูตรการทอดอุณหภูมิต่ำให้เนื้อนุ่มฉ่ำ แป้งปังโกะเบาฟูกรอบไม่อมน้ำมัน พร้อมวัตถุดิบที่เน้นคุณภาพอย่างหมูหมักนุ่ม ผักสดออร์แกนิก และน้ำมันรำข้าวเปลี่ยนใหม่สม่ำเสมอ สิ่งสำคัญคือแบรนด์นี้ไม่ยึดติดกับการเป็นร้านเฉพาะที่เดียว แต่เลือกขยายสาขาไปทั่วโลก และเข้ามาเปิดในตลาดใหม่ตั้งแต่ปี 2551 จนยืนหยัดได้ 6 สาขาในปัจจุบัน

ฝั่งไส้กรอกแดงแหลมทองก็พิสูจน์ว่า “รู้ว่าขายให้ใคร” สำคัญกว่าการพยายามถูกใจทุกคน บริษัทเบื้องหลังเริ่มจากธุรกิจอาหารแห้งตั้งแต่ปี 2484 ก่อนจะปรับมาทำธุรกิจเกษตรและอาหาร มีฟาร์มเลี้ยงและโรงงานแปรรูปครบห่วงโซ่ จุดชาญฉลาดคือการเลือกทำไส้กรอกในแพ็คใหญ่เพื่อขายให้ร้านไส้กรอกทอดรายย่อยทั่วประเทศ และปล่อยให้แต่ละร้านเพิ่มน้ำจิ้มสูตรตัวเอง ผลคือแบรนด์กลายเป็นชื่อแรกๆ ที่คนคิดถึงเมื่อเห็นไส้กรอกรถเข็น และยังต่อยอดไปสู่สินค้ากลุ่มไก่ปรุงสุกที่เข้ากับช่องทางเดิมแบบไม่ต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ให้ยุ่งยาก

ตำนานอาหารริมถนนที่หายไป: เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นแพ้เกมเวลา

ตัวเลขรายได้ของไส้กรอกแดงแหลมทอง: โมเดลที่กินดีอยู่ได้ในระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ไส้กรอกแดงแหลมทองแตกต่างจากร้านตำนานญี่ปุ่นที่กำลังปิดตัว คือการพิสูจน์ด้วยตัวเลขว่าการโฟกัสกลุ่มลูกค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างธุรกิจระยะยาวได้ ผลประกอบการด้านอาหารในช่วง 3 ปีล่าสุดแสดงให้เห็นรายได้ระดับหลายพันล้านบาทต่อปี และยังรักษากำไรได้แม้รายได้เปลี่ยนแปลง ประโยคที่น่าจดคือ "2566 รายได้ 7,841 ล้านบาท กำไร 453 ล้านบาท 2567 รายได้ 7,284 ล้านบาท กำไร 361 ล้านบาท 2568 รายได้ 6,096 ล้านบาท กำไร 548 ล้านบาท" ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า การยืนอยู่บนความต้องการสม่ำเสมอของร้านไส้กรอกทอดและผู้ประกอบการรายย่อยสำคัญกว่าการไล่ตามเทรนด์ฟู้ดเก๋ๆ ที่มาเร็วไปเร็ว

กลยุทธ์การเน้นสินค้าขนาดใหญ่สำหรับทอดขาย การออกหลายรสชาติทั้งไส้กรอกแดง ฮอทดอก รมควัน รสกะเพรา ไส้ชีส ไปจนถึงไก่เสียบไม้และนักเก็ต คือการขยายความอร่อยยาวนานผ่านโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่แค่ผ่านสูตรอาหาร จุดร่วมกับ Saboten คือการไม่หลงคิดว่าความเป็นตำนานทำให้ตนเองอยู่เหนือเกมตลาด แต่ใช้ความเป็นตำนานเป็นต้นทุนด้านความน่าเชื่อถือ แล้วค่อยออกแบบการดำเนินงานและไลน์สินค้าที่ตอบโจทย์ช่องทางขายและพฤติกรรมผู้กินจริงๆ ความเก่าแก่จึงกลายเป็นทรัพย์สิน ไม่ใช่ภาระทางจิตใจที่ฉุดให้ธุรกิจย่ำอยู่กับที่

ตำนานอาหารริมถนนที่หายไป: เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นแพ้เกมเวลา

บทสรุป: ตำนานที่อยู่รอดต้องกล้าฉีกภาพจำของตัวเอง

เมื่อมองภาพรวมของร้านตำนานญี่ปุ่นและแบรนด์อาหารริมถนนที่สืบทอดยาวนาน จะเห็นบทเรียนชัดว่า “อายุของแบรนด์” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ใบรับรองว่าจะไม่ต้องเผชิญการปิดกิจการร้านดัง อิซากายะสะท้อนด้านมืดของการยึดติดกับวัฒนธรรมการทำงานและการสังสรรค์แบบเดิม ขณะที่ Saboten และไส้กรอกแดงแหลมทองตอกย้ำว่าการเข้าใจลูกค้า การออกแบบห่วงโซ่ธุรกิจให้รองรับผู้ประกอบการรายย่อย และการยอมปรับวิธีขายให้ตรงยุค เป็นเหตุผลที่แท้จริงของการอยู่รอด

ในโลกที่ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าเมนูพิเศษตามฤดูกาล การยืนหยัดบนคำว่าตำนานโดยไม่ปรับตัวคือการเสี่ยงให้ชื่อเสียงในอดีตกลายเป็นนิทรรศการที่คนมองผ่าน ร้านอาหารริมถนนและแบรนด์สืบทอดเก่าที่ไม่อยากจบแบบอิซากายะ จำเป็นต้องกล้าฉีกภาพจำของตัวเอง ปรับประสบการณ์และโครงสร้างธุรกิจให้รับพฤติกรรมใหม่ โดยยังรักษาหัวใจของความอร่อยยาวนานเอาไว้ ใครทำได้ ตำนานจะกลายเป็นแรงส่งให้เติบโตต่อ ใครทำไม่ได้ ตำนานก็จะกลายเป็นเรื่องเล่าถึงร้านที่เคยมีอยู่ แล้วจากไปอย่างเงียบงัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!