ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมธุรกิจติดหล่ม AI แค่ 12% และจะหลุดกับดัก Productivity ได้อย่างไร

ทำไมธุรกิจติดหล่ม AI แค่ 12% และจะหลุดกับดัก Productivity ได้อย่างไร
ความสนใจ|วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

ช่องว่าง AI 12% กับกับดักโตต่ำที่ธุรกิจสร้างเอง

อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจหรือ AI adoption rate คือสัดส่วนขององค์กรที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกระบวนการทำงาน การตัดสินใจ หรือการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ โดยไม่จำกัดเฉพาะองค์กรเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมทุกภาคส่วนตั้งแต่อุตสาหกรรม การบริการ ไปจนถึงธุรกิจรายย่อย การวัดอัตราการใช้ AI จึงสะท้อนทั้งระดับความพร้อมด้านดิจิทัลและทิศทางกลยุทธ์ของเศรษฐกิจโดยรวม สิ่งที่ควรกังวลไม่ใช่แค่ว่า AI ยังเป็นของไกลตัว แต่คือข้อเท็จจริงว่าภาคธุรกิจใช้งาน AI เพียง 12% ขณะที่ในตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐมีสัดส่วนถึง 43% ซึ่งหมายถึงช่องว่างด้านศักยภาพผลิตภาพและความสามารถแข่งขันที่กว้างมากกว่าที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่รับรู้ ในเวที Thailand Economic Outlook 2027 นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกชี้ตรงว่าเศรษฐกิจบางส่วนมีผลิตภาพทัดเทียมประเทศรายได้สูงแล้ว แต่ภาพรวมกลับติดหล่มโตต่ำยืดเยื้อมากกว่า 10 ปี

ทำไมธุรกิจติดหล่ม AI แค่ 12% และจะหลุดกับดัก Productivity ได้อย่างไร

คนลด แรงงานหด สมการเติบโตต้องย้ายจากจำนวนคนไปสู่ Productivity

เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน จำนวนแรงงานไม่ใช่ตัวแปรที่ขยายได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เศรษฐกิจจึงกำลังชนกำแพงการเติบโตแบบเดิมอย่างชัดเจน นักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ในเวทีเดียวกันเตือนตรงกันว่า ประเทศกำลังเผชิญโจทย์ประชากรลดลง แรงงานหดตัว และเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ การมุ่งอัดฉีดหรือรอเครื่องยนต์เดิมอย่างการท่องเที่ยวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป มุมมองที่น่าจริงจังคือ การยอมรับว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่หนี้ครัวเรือน แต่คือโรคเศรษฐกิจโตช้า หรือ Low Growth Trap ที่ทำให้รายได้วิ่งไม่ทันต้นทุนทางการเงิน คำตอบใหม่จึงต้องย้ายจากการเพิ่มจำนวนคนทำงาน ไปสู่การเพิ่มผลิตภาพต่อคนทำงานอย่างเป็นระบบ การให้คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้นไม่ใช่การทำงานหนักกว่าเดิม แต่คือการฝังเทคโนโลยีอย่าง AI ให้ทำงานซ้ำ งานวิเคราะห์ และงานจัดการข้อมูลแทนคนในทุกภาคส่วน

โครงสร้างอุปสรรค AI: ใช้เป็นน้อย กลัวข้อมูล ขาดยุทธศาสตร์ Digital

การใช้งาน AI ต่ำไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีไม่มี แต่เพราะระบบธุรกิจไม่พร้อมจะใช้ให้เกิดผลิตภาพจริง นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกชี้ชัดว่าปัจจัยหลักคือ ต้นทุน การขาดความรู้และความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจพบว่าถึง 80% ของภาคธุรกิจยังไม่แน่ใจว่าจะนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพได้อย่างไร นี่ไม่ใช่ปัญหาด้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาด้านยุทธศาสตร์และทักษะ เรื่องที่น่าห่วงคือ หลายองค์กรคิดว่าแค่ซื้อระบบ ดึงข้อมูลขึ้นคลาวด์ หรือมีแผน digital transformation strategy ก็ถือว่าเดินหน้าแล้ว ทั้งที่หัวใจอยู่ที่การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้ AI เข้าไปอยู่ในขั้นตอนสร้างรายได้และลดต้นทุนอย่างชัดเจน หากไม่แก้โจทย์นี้ อัตราการนำ AI มาใช้ก็จะติดเพดานต่ำ และกลายเป็นเพียงเครื่องมือทดลองที่ไม่ส่งผลต่อผลิตภาพจริง

บทบาทรัฐและโครงสร้างใหญ่: จาก All in AI สู่ AI in All

ปล่อยให้ธุรกิจเผชิญอุปสรรค AI ตามลำพังเท่ากับยอมรับกับดักโตต่ำต่อไปอีกหลายปี ภาครัฐจึงไม่ควรยืนอยู่แค่บทบาทผู้สนับสนุนเชิงวาทกรรม แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ AI ใช้งานได้จริง นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกเสนอให้รัฐทำสามบทบาทสำคัญ คือเป็นผู้ใช้งาน AI ในบริการสาธารณะ เป็นผู้กำกับดูแลด้านข้อมูลและความปลอดภัยที่ชัดเจนแต่ไม่ปิดกั้นนวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ธุรกิจเข้าถึงทักษะแรงงาน พลังงานมั่นคง และกติกาที่คาดการณ์ได้ ในเวทีเดียวกัน ผู้แทนกระทรวงการคลังเสนอกรอบยุทธศาสตร์ AI สองมิติที่น่าสนใจคือ “All in AI” และ “AI in All” หมายถึงทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และการฝัง AI เข้าไปในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ หากรัฐใช้บทบาทตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจให้ดึง FDI ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เข้ามา พร้อมเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัยและ SME ผลของการลงทุนจะกระจายไปในระบบแทนที่จะกระจุกอยู่กับบริษัทใหญ่

ทำไมธุรกิจติดหล่ม AI แค่ 12% และจะหลุดกับดัก Productivity ได้อย่างไร

หลุดจาก Productivity Trap ด้วย Small AI และโจทย์ใหม่ของผู้นำธุรกิจ

ทางออกของกับดัก AI 12% ไม่ใช่การบังคับให้ทุกธุรกิจสร้างแพลตฟอร์มใหญ่ แต่คือการผลักดันให้เกิด Small AI ที่เข้าไปอยู่ในงานประจำวันของคนทำงานจริง นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายยกตัวอย่างการฝัง AI ขนาดเล็กในแอปกระเป๋าเงินดิจิทัลของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เพื่อช่วยวิเคราะห์ราคาวัตถุดิบ บันทึกยอดขาย และดูช่วงเวลาที่ขายดี แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า AI adoption rate ไม่จำเป็นต้องถูกผูกกับบริษัทเทคขนาดใหญ่ แต่ผูกกับความกล้าและการจัดลำดับความสำคัญของผู้นำธุรกิจทุกขนาด สำหรับภาคเอกชน โจทย์ยุคใหม่จึงไม่ใช่ “จะใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะเอา AI ไปเพิ่มผลิตภาพจุดไหนก่อน” ผู้นำที่ยังคิดเรื่องเติบโตแบบขยายสาขาและเพิ่มคน จะยิ่งถูกทิ้งห่างจากคู่แข่งที่ใช้สมการใหม่คือ Growth by Value Creation ใช้คนให้น้อยลงแต่สร้างมูลค่าให้มากขึ้นผ่าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น หากธุรกิจไม่ยอมเปลี่ยนวันนี้ ช่องว่าง 12% ต่อ 43% จะไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่จะกลายเป็นเส้นแบ่งว่าใครอยู่ในเกมเศรษฐกิจโลก และใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!