จากกระเป๋าใบเดียวสู่ลัฟชัวรี่ไลฟ์สไตล์ครบมิติ
ลัฟชัวรี่ไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ไทยหรูหรา คือการพัฒนาแบรนด์แฟชั่นให้ก้าวข้ามจากการขายสินค้าเดี่ยวอย่างกระเป๋า เสื้อผ้า หรือเครื่องประดับ ไปสู่การสร้างโลกของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทั้งด้านการแต่งตัว การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการเข้าสังคม โดยยังคงเอกลักษณ์ด้านดีไซน์และงานฝีมือไว้ควบคู่กับการตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัยที่เปลี่ยนเร็วและหลากหลายมากขึ้น แก่นสำคัญของการเติบโตของแฟชั่นไทยเติบโตในวันนี้คือ การไม่ยอมติดกรอบเดิมของการเป็นแค่ผู้ผลิตกระเป๋าไทยระดับโลก แต่กล้าปรับตัวให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่อยู่ในทุกมิติชีวิตผู้บริโภค การขยับจากสินค้าเดียวไปสู่หลายหมวดหมู่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย หากคือการช่วงชิงพื้นที่ในจิตใจลูกค้าในระดับสากล เมื่อผู้เล่นระดับโลกไม่หยุดอยู่กับที่ แบรนด์ไทยหรูหราที่หวังยืนบนรันเวย์โลกก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเร่งขยายภาพรวมให้ใหญ่และลึกกว่าสินค้าหลักเพียงอย่างเดียว

BOYY โตจากกระเป๋าไทยระดับโลกสู่แบรนด์แฟชั่นไทยเติบโตหลายหมวดหมู่
กรณีของ BOYY ชัดเจนว่าแบรนด์ไทยหรูหราไม่อาจอยู่รอดด้วยกระเป๋าเพียงหมวดเดียวอีกต่อไป แบรนด์ที่เริ่มจากงานกระเป๋าและเครื่องประดับค่อยๆ ขยายไปสู่เสื้อผ้า รองเท้า และโปรเจกต์สร้างสรรค์เชิงพื้นที่ เพื่อยืนยันว่าตนเองคือไลฟ์สไตล์แบรนด์เต็มตัวมากกว่าจะเป็นแค่ผู้ผลิตสินค้าเฉพาะทาง ความสำเร็จตลอดสองทศวรรษทำให้ BOYY ขยับเข้าไปอยู่บนเวทีแฟชั่นระดับโลก พร้อมรักษาคอลเลกชัน Buckle ซึ่งเป็นภาพจำของแบรนด์ไว้เป็นเสาหลักสำคัญ ด้านตัวเลข BOYY ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% โดยยอดดังกล่าวเพิ่มจากปีก่อนถึง 150% และปัจจุบันทำได้เกินครึ่งแล้ว การไม่หยุดอยู่กับสินค้าเดี่ยว ช่วยให้แบรนด์มีรายได้กระจายจากหลายหมวดหมู่ ลดความเสี่ยงเมื่อกระแสกระเป๋าลัฟชัวรี่แผ่วลง และเปิดทางให้แบรนด์เดินหน้าสู่เป้ารายได้เฉียด 1 พันล้านบาทภายในสองปีข้างหน้า

Boyyish: เมื่อแบรนด์หรูต้องเจาะตลาดกว้างด้วยราคาจับต้องได้
การสร้าง Boyyish ในฐานะแบรนด์ลูกคือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าโลกแฟชั่นหลังโควิดไม่เหมือนเดิม ตลาดลักชัวรี่เต็มรูปแบบเริ่มชะลอตัว ยอดขายแบรนด์ใหญ่ลดลงอย่างหนัก ขณะที่ BOYY เองมียอดขายหดตัวถึงกว่า 50% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ในทางกลับกัน กลุ่ม casual wear และสินค้าเกี่ยวกับการวิ่ง โยคะ พิลาทิส รวมถึงการแต่งตัวผสมระหว่างวันทำงานกับการออกกำลังกายกลับเติบโตชัดเจน Boyyish ถูกออกแบบให้มีคาแรกเตอร์แยกจาก BOYY ตั้งแต่วัสดุไปจนถึงช่วงราคา 3,000-9,500 บาท เพื่อให้ตอบโจทย์ everyday look ของผู้บริโภคยุคนี้มากขึ้น เสื้อยืดเปิดตัวราคาประมาณ 3,500 บาทขายได้หลักหมื่นตัว แสดงให้เห็นว่าฐานลูกค้าพร้อมตอบรับลัฟชัวรี่ไลฟ์สไตล์ที่จับต้องได้มากขึ้น และไม่ยึดติดกับกระเป๋าราคาแรงอย่างเดียว ฐานลูกค้า Boyyish วันนี้ครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มใหม่ อีกครึ่งคือแฟนเดิมของ BOYY ซึ่งสะท้อนว่ากลยุทธ์แบรนด์ลูกช่วยทั้งขยายตลาดและดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ

จากรันเวย์สู่ทุกมิติชีวิต: สู่ยุคลัฟชัวรี่ไลฟ์สไตล์แบบผสมผสาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ Boyyish ไม่ได้ถูกมองแค่เป็นไลน์สินค้าราคาเข้าถึงง่าย แต่ถูกวางให้เป็นพื้นที่ทดลองทั้งด้านดีไซน์ ธุรกิจ และการเชื่อมต่อกับคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ เช่น อาหาร การพักผ่อน การวิ่ง ชมรมกีฬา ไปจนถึงสุขภาพหรือ wellness ซึ่งแต่ละชุมชนมีความเหนียวแน่นและมีการเติบโตต่อเนื่อง นี่คือขั้นต่อไปของแฟชั่นไทยเติบโต ที่ไม่ได้แข่งกันแค่สวยบนรันเวย์ แต่ต้องอยู่ในชีวิตจริงของคนให้ได้ทุกวัน การปรับวิธีคิดเรื่องราคา โดยเริ่มจากกำหนดราคาก่อนแล้วพัฒนาสินค้าให้สอดคล้อง แสดงให้เห็นการบาลานซ์ระหว่างงานฝีมือที่เน้นคุณภาพกับความต้องการของตลาดร่วมสมัยที่มีหลายระดับราคา ขณะเดียวกัน BOYY ยังเดินเกมรุกตลาดต่างประเทศผ่าน pop-up และการเจาะตลาดยุโรป โดยเฉพาะการเปิด Paris Pop-Up ในเดือนกันยายน เพื่อใช้เมืองแฟชั่นระดับโลกเป็นประตูสู่การขยายแบรนด์อย่างจริงจัง

อนาคตแบรนด์ไทยหรูหรา: ต้องเป็นทั้งงานฝีมือและธุรกิจออนไลน์
ถ้าจะสรุปบทเรียนจาก BOYY ให้แบรนด์ไทยหรูหราอื่นๆ อนาคตชัดเจนมากว่า ใครไม่เข้าใจออนไลน์และไลฟ์สไตล์จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โควิดพลิกสมการลักชัวรี่จากการเป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ไปสู่ยุคที่ลูกค้าพร้อมเปิดใจกับแบรนด์ใหม่ สินค้าราคาไม่แรง หรือแม้แต่กระเป๋าที่ไม่จำเป็นต้องทำจากหนังแท้ การย้ายสำนักงานใหญ่กลับกรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้ตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง และการตั้งเป้าให้ยอดขายออนไลน์เพิ่มเป็น 50% ของรายได้ทั้งหมดในปีหน้า แสดงให้เห็นว่า แม้แบรนด์จะยืนอยู่บนรันเวย์โลก ก็หนีไม่พ้นการต้องแข่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลเช่นกัน สำหรับผู้บริโภค นี่คือข่าวดี เพราะหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงกระเป๋าไทยระดับโลกและลัฟชัวรี่ไลฟ์สไตล์ในหลายระดับราคาและหลายฟังก์ชันมากขึ้น ส่วนสำหรับแบรนด์ไทย การพึ่งพางานฝีมือและดีไซน์อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป ต้องกล้าวางกลยุทธ์สินค้าหลายแคทิกอรี สร้างแบรนด์ลูก และลงสนามออนไลน์อย่างจริงจัง หากหวังเห็นแฟชั่นไทยเติบโตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทั่วโลกในทุกวัน






