ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

มหาวิทยาลัยดันการศึกษาสุขภาพชุมชน เปลี่ยนโรคเรื้อรังให้ป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทาง

มหาวิทยาลัยดันการศึกษาสุขภาพชุมชน เปลี่ยนโรคเรื้อรังให้ป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทาง
ความสนใจ|ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

จากเตียงคนไข้สู่ลานวัด การศึกษาสุขภาพชุมชนคือยุทธศาสตร์ใหม่

การศึกษาสุขภาพชุมชน คือกระบวนการจัดระบบความรู้ด้านสุขภาพให้เข้าถึงคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมมหาวิทยาลัย หน่วยบริการ และผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจโรค ปรับพฤติกรรม และใช้บริการสุขภาพอย่างเหมาะสม เป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาเมื่อป่วย แต่สร้างภูมิคุ้มกันทางกายและทางความคิดตั้งแต่ต้นทาง ลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน พร้อมทั้งทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดสุขภาวะของตนเองอย่างยั่งยืน ทิศทางใหม่ของมหาวิทยาลัยสายสุขภาพจึงชัดเจนมากขึ้น คือการย้ายจุดเน้นจากการรักษาในโรงพยาบาลไปสู่การสร้างความรู้ในชุมชน แนวคิดนี้สอดคล้องกับเวชศาสตร์ป้องกันที่เน้นการลดความเสี่ยงก่อนโรคจะพัฒนา ซึ่งกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของหลายคณะ ทั้งเภสัชฯ แพทย์ และศาสตร์สุขภาพอื่นๆ ที่ตัดสินใจออกจากห้องเรียน มาลงพื้นที่และทำงานเคียงคู่กับประชาชนในชีวิตจริง มุมมองนี้ไม่ใช่แค่การปรับภาพลักษณ์สถาบัน แต่นี่คือการยอมรับว่าโครงสร้างโรคของสังคมเปลี่ยนไป โรคไต โรคเบาหวาน และช่องว่างการได้รับวัคซีนหัด กำลังบอกเราว่าระบบสุขภาพที่รอรักษาเมื่อเจ็บไม่เพียงพออีกต่อไป หากสถาบันการศึกษายังเก็บองค์ความรู้ไว้บนหิ้ง ก็เท่ากับปล่อยให้คนไข้เดินเข้าห้องฉุกเฉินมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น

คณะเภสัชฯ ลงพื้นที่ป้องกันโรคไต การใช้ยาถูกต้องคือเส้นแบ่งระหว่างสุขกับป่วย

โรคไตไม่ใช่ภัยเงียบเพียงเพราะอาการมาในระยะท้าย แต่เพราะระบบสุขภาพละเลยบทบาทของการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนมานาน การที่ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา ร่วมกับสภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปิดโครงการ “คณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต” จึงเป็นสัญญาณสำคัญ ว่ามหาวิทยาลัยกำลังย้ายความรู้เรื่องยาออกจากตำราและเคาน์เตอร์จ่ายยา มาสู่ครัวเรือนและหมู่บ้าน ตัวอย่างจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ทำงานกับ รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน อสม. และเครือข่ายศิษย์เก่า สะท้อนชัดว่า การป้องกันโรคไตต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาการใช้ยาสเตียรอยด์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่เหมาะสม และการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยเน้นหลักการใช้ยาอย่างสมเหตุผล RDU ให้ทั้งบุคลากรและประชาชนเข้าใจร่วมกัน ขณะเดียวกัน คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มองโรคไตผ่านสายตาสังคม ใช้แนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ทำงานกับ รพ.สต. ร้านยา และสถานศึกษา เพราะรู้ดีว่าแค่คำเตือนจากหมอไม่พอ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนหลีกเลี่ยงอาหารโซเดียมสูงและผลิตภัณฑ์เสี่ยงต่อไตได้จริง การป้องกันโรคไตจึงไม่ใช่การรอผลตรวจ แต่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้ยาและการกินในชุมชน

งานวิจัยพาไปฉีดวัคซีนหัดเข็ม 3 ปิดช่องว่างภูมิคุ้มกันที่ระบบเดิมมองไม่เห็น

กรณีวัคซีนหัดคือภาพสะท้อนชัดเจนว่าการวางนโยบายสุขภาพห่างจากประชาชนแค่ไหน หากไม่อาศัยข้อมูลจริงจากชุมชน งานวิจัยร่วมระหว่างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ตัวอย่างซีรัม 3,675 ตัวอย่าง พบว่าภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดโดยรวมมีเพียงร้อยละ 61.3 และกลุ่มวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 14-31 ปี มีภูมิต่ำแค่ร้อยละ 27-46 เพราะภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามเวลา ซึ่งตรงกับสถิติว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 15 ปี ในอีกด้าน ประชากรอายุมากกว่า 40 ปีกลับมีภูมิสูงกว่าร้อยละ 95 จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ ข้อมูลแบบโค้งตัว U นี้บังคับให้ระบบสุขภาพต้องคิดใหม่ ไม่ใช่พอใจกับการฉีดวัคซีนช่วงเด็กเล็กแล้วจบ กรมควบคุมโรคจึงตั้งเป้าครอบคลุมวัคซีน MMR1 และ MMR2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 พร้อมข้อเสนอสำคัญจากงานวิจัยให้พิจารณาวัคซีนหัดเข็มที่ 3 หรือ MCV3 ในกลุ่มอายุ 10-40 ปี และบูรณาการเข้าระบบวัคซีนในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ คำพูดหนึ่งจากเวทีแถลงข่าวที่ควรจดจำคือ การวิจัยด้านภูมิคุ้มกันครั้งนี้ “ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่เป็นเข็มทิศทางวิชาการที่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตสุขภาพ” เพราะมันพลิกเบ้าเข็มฉีดยา จากแค่เด็กวัย 9 เดือนและ 2 ปี 6 เดือนไปสู่ผู้ใหญ่ที่ระบบเคยมองว่าปลอดภัยแล้ว ทั้งที่ช่องว่างภูมิคุ้มกันยังเปิดอยู่

ห้องเรียนสุขภาพของ DPU: เบาหวานและ NCDs ต้องถูกจัดการก่อนตัวเลขจะแดง

โรคเบาหวานคือสัญลักษณ์ของวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่โตขึ้นเงียบๆ ตามวิถีชีวิตคนเมือง หากมหาวิทยาลัยยังปล่อยให้ความรู้เรื่องน้ำตาลในเลือดอยู่ในห้องเรียน ระบบสุขภาพก็จะต้องจ่ายราคาแพงในอนาคต การที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ตั้งสถาบันองค์ความรู้เวลเนสและจัดโครงการ “Beyond the Numbers: Understanding Diabetes Before It’s Too Late – น้ำตาลในเลือดไม่ใช่แค่ตัวเลข: เข้าใจเบาหวานก่อนสายเกินไป” จึงเป็นการประกาศชัดว่าโรคเบาหวานต้องถูกชะลอที่ระดับความรู้ ไม่ใช่รอรักษาเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน กิจกรรมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เชิญ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ มาอธิบายตั้งแต่สัญญาณเตือน ปัจจัยเสี่ยง การอ่านผลตรวจน้ำตาล ไปจนถึงการปรับพฤติกรรม ทั้งบุคลากร นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมทั้ง Onsite และ Online เพราะ DPU เชื่อว่า “ความรู้เรื่องสุขภาพไม่ควรหยุดอยู่เพียงในห้องเรียนหรืออยู่กับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ต้องถูกส่งต่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ดูแลชีวิตของตนเองได้จริง” โมเดลนี้ถูกวางในกรอบ DPU Health Science Ecosystem ที่เชื่อมผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา เทคโนโลยี และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรค และยังเตรียมบรรยายต่อเนื่องเรื่องปัจจัยเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อขยายการรับมือ NCDs ให้ครอบคลุมมากขึ้น นี่คือการทำให้คำว่าเวชศาสตร์ป้องกันมีชีวิต ไม่ใช่เพียงศัพท์ในตำรา

มหาวิทยาลัยดันการศึกษาสุขภาพชุมชน เปลี่ยนโรคเรื้อรังให้ป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทาง

สรุป: ถ้าความรู้เดินไปถึงบ้าน เราอาจไม่ต้องเดินไปถึงห้องไตเทียม

เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นชัดว่ามหาวิทยาลัยกำลังออกแบบยุทธศาสตร์สุขภาพใหม่ที่กล้าหันหลังให้วัฒนธรรม “รักษาเมื่อป่วย” แล้วหันหน้าไปหาการศึกษาสุขภาพชุมชนแทน โครงการรักษ์ไตของคณะเภสัชฯ ใช้องค์ความรู้เรื่องยาเพื่อป้องกันโรคไตตั้งแต่ต้นทาง การปรับแนวทางวัคซีนหัดเข็ม 3 ใช้งานวิจัยเพื่อปิดช่องว่างภูมิคุ้มกัน และห้องเรียนสุขภาพของ DPU ใช้การเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อชะลอกลุ่มโรคเบาหวานและ NCDs ทั้งหมดนี้สื่อข้อความเดียวกัน คือระบบสุขภาพที่ดีเริ่มจากประชาชนที่มีความรู้ ไม่ใช่แค่มีบัตรรักษา คำถามสำคัญตอนนี้ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยทำมากพอหรือยัง แต่คือสังคมพร้อมจะรับมือกับบทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษาหรือไม่ เราจะปล่อยให้กิจกรรมสุขภาพเป็นเพียงงานสัมมนา หรือจะหาวิธีฝังความรู้เหล่านี้ลงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ชั้นเรียน ร้านอาหาร ไปจนถึงที่ทำงาน หากคำตอบคืออย่างหลัง การศึกษาสุขภาพชุมชนก็จะไม่ใช่โครงการชั่วคราว แต่กลายเป็นรากฐานของสังคมที่ไม่ต้องรอคิวฟอกไต ไม่ต้องกังวลช่องว่างวัคซีนหัด และไม่ต้องกลัวตัวเลขน้ำตาลที่เป็นเพียงปลายทางของความไม่รู้

มหาวิทยาลัยดันการศึกษาสุขภาพชุมชน เปลี่ยนโรคเรื้อรังให้ป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทาง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!