เกาหลีบิวตี้แบรนด์รุกด้วยมาส์กหน้า ปูทางสกินแคร์สู่ Global

เกาหลีบิวตี้แบรนด์รุกด้วยมาส์กหน้า ปูทางสกินแคร์สู่ Global
ความสนใจ|สกินแคร์

มาส์กหน้า: ประตูด่านแรกของแบรนด์สกินแคร์เกาหลีสู่ตลาดแมส

การรุกตลาดของแบรนด์สกินแคร์เกาหลีผ่านผลิตภัณฑ์แผ่นมาส์กหน้าไทยคือกลยุทธ์ที่ใช้สินค้าใช้งานง่าย ราคาเข้าถึงได้ และเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ผิวใสแบบเกาหลี เพื่อสร้างการทดลองใช้ในวงกว้าง แล้วค่อยขยับไปสู่การสร้างแบรนด์และการขายสกินแคร์ครบระบบในระยะถัดไป โดยมาส์กหน้ากลายเป็นหมวดสินค้าที่ปลุกให้ผู้บริโภคหันมาลงทุนกับการดูแลผิวอย่างเป็นกิจวัตร และเปิดพื้นที่ให้แบรนด์เกาหลีขยายตัวจากสินค้าเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นแบรนด์ความงามที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเมืองยุคดิจิทัล.

กรณีของ Banobagi ตลาดไทยสะท้อนภาพนี้ชัดเจน เมื่อแบรนด์เริ่มต้นจากการนำ Facial Mask ที่เดิมขายในโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลี เข้าสู่ตลาดแมสผ่านช่องทางค้าปลีกหลักและออนไลน์ ทำให้แผ่นมาส์กหน้าไม่ใช่ของเฉพาะคนรักบิวตี้ แต่กลายเป็นสินค้าพื้นฐานที่ผู้บริโภคจำนวนมากพกไว้ใช้ฟื้นผิวก่อนนอนหรือก่อนออกงานสำคัญ การผลักดันให้มาส์กหน้าเป็นหมวดเริ่มต้นจึงไม่ใช่แค่การขายสินค้าชิ้นเดียว แต่คือการปลูกนิสัยดูแลผิวที่เปิดทางให้สกินแคร์สูตรลึกและราคาสูงกว่าตามมาภายหลัง.

เกาหลีบิวตี้แบรนด์รุกด้วยมาส์กหน้า ปูทางสกินแคร์สู่ Global

Thailand Model: จากโรงพยาบาลศัลยกรรมสู่แบรนด์ผู้นำมาส์กหน้า

หัวใจความสำเร็จของ Banobagi ในการขยายตัวคือการสร้าง "Thailand Model" ที่มองตลาดนี้เป็นมากกว่าตลาดทดลอง แต่เป็นห้องแล็บเชิงธุรกิจสำหรับนวัตกรรมสกินแคร์เกาหลี ยศพร สุวรรณวิเชียร ในฐานะผู้บริหาร Beyond Beauty Trade ไม่ได้ปฏิบัติตัวเป็นแค่ผู้นำเข้า หากเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกสินค้า พัฒนาสูตร และกำหนดภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วยการใช้ความเข้าใจผิวคนไทยและพฤติกรรมการใช้สกินแคร์มาปรับเนื้อสัมผัส สารบำรุง และเทคโนโลยีการผลิตของมาส์กหน้าให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนและการใช้ชีวิตหน้าจอหนักในยุคโซเชียล.

ผลลัพธ์คือ Facial Mask ของ Banobagi ขยับจากสินค้าภายในโรงพยาบาลสู่การเป็นมาส์กหน้าขายดีที่สุดในร้านค้าปลีกสุขภาพและความงามต่อเนื่องถึง 7 ปี จนยอดขายในตลาดไทยเติบโต 500% จากปีแรกที่เริ่มทำตลาด. หนึ่งในประโยคที่สะท้อนมิติทั้งธุรกิจและแบรนด์คือ "จากคู่ค้า เรากลายเป็นพาร์ตเนอร์ และวันนี้ได้รับความไว้วางใจให้ถือหุ้น 10%" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในตลาดนี้ทำให้ Banobagi เปิดให้ยศพรเข้าถือหุ้น 10% ในธุรกิจคอสเมติกของเกาหลี กลายเป็นพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายแรกที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของแบรนด์. โมเดลที่เริ่มต้นในตลาดนี้จึงถูกนำไปต่อยอดกว่า 26 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ.

ตลาดมาส์กหน้าโต 73%: เมื่อคนรุ่นใหม่เทใจให้การดูแลผิวแบบเกาหลี

การเติบโตของแผ่นมาส์กหน้าไทยไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่น แต่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการดูแลผิวอย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่าตลาด Facial Mask มีมูลค่าเพิ่มจาก 3,487.6 ล้านบาทในปี 2019 เป็นมากกว่า 6,052.9 ล้านบาทในปี 2024 หรือเติบโตต่อเนื่อง 73% ภายใน 5 ปี. ตัวเลขนี้บอกเราว่า ผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมจ่ายกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตดึกดื่น ใช้โซเชียลและทำงานหน้าจอนาน จนต้องหาวิธีรีเซ็ตผิวให้กลับมาดูสดใส.

Banobagi ไม่เพียงเดินตามกระแส แต่เข้าไปอยู่ในจุดศูนย์กลางของการเติบโตนี้ผ่านการพัฒนาสูตรมาส์กสำหรับ pain point เฉพาะ เช่น ผิวโทรมจากการนอนดึก ใต้ตาคล้ำจากการใช้หน้าจอ. ด้วยการเป็นผู้นำในหมวดมาส์กหน้าไทยและมีรายได้ในตลาดนี้กว่า 95% มาจาก Facial Mask แบรนด์จึงมีอำนาจกำหนดเทรนด์การใช้มาส์กในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แคมเปญมาส์กติดกัน 7 วันช่วงโควิดที่ช่วยผลักยอดขายให้โตถึง 100% ไปจนถึงการใช้พรีเซนเตอร์ระดับไอดอลเพื่อเชื่อมต่อกับแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุนสินค้าที่ศิลปินเลือก. นี่คือการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมสกินแคร์และวัฒนธรรมแฟนคลับที่ทำให้ความงามเกาหลีขยายตัวลึกเข้าไปในพฤติกรรมคนยุคนี้.

จากมาส์กสู่สกินแคร์เต็มพอร์ต: เป้โต 10-12% และการอ่านเกมอนาคต

เมื่อมาส์กหน้าถึงจุดอิ่มตัวในฐานะสินค้าหลัก Banobagi เลือกเดินเกมต่อด้วยการขยายพอร์ตสู่สกินแคร์และหมวดความงามใหม่ โดยใช้แนวคิด "Korean Innovation x Local Insight" นำนวัตกรรมสกินแคร์จากทีมแพทย์ผิวหนังเกาหลีมาปรับให้เข้ากับสภาพผิวและอากาศในตลาดนี้. ช่วงกลางปีที่ผ่านมา แบรนด์เปิดตัวกลุ่ม PDRN + Collagen 1000 Skin Booster จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับจากการดูแลแบบมาส์กครั้งเดียว ไปสู่การบำรุงต่อเนื่องเช้า–เย็นในรูปแบบเซรั่มและครีม. นี่คือจังหวะสำคัญที่แบรนด์ต้องพิสูจน์ว่าความเชื่อมั่นที่สร้างจากมาส์กหน้าจะถูกแปลงเป็นความภักดีต่อไลน์สกินแคร์ในระยะยาว.

ในเชิงตัวเลข บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 12-15% แต่ต้องปรับลงมาอยู่ที่ 10-12% เพราะภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว. การยอมรับเป้าหมายที่สมจริงสะท้อนว่าทีมบริหารเลือก "โตอย่างยั่งยืน" แทนการไล่ตัวเลขระยะสั้น ขณะเดียวกันยังศึกษาการขยายเข้าสู่เมคอัพและการพัฒนา T-Beauty ที่ผลิตในตลาดนี้ อาจในรูปแบบแบรนด์ใหม่ภายใต้ Beyond Beauty Trade. หากแผนนี้สำเร็จ Banobagi จะไม่ได้ถูกมองแค่เป็นแบรนด์มาส์กหน้าไทย หรือแบรนด์สกินแคร์เกาหลีอีกต่อไป แต่เป็นผู้เล่นความงามครบวงจรที่ใช้ตลาดนี้เป็นฐานผลักดันสู่เวที Global Beauty อย่างตั้งใจ.

บทสรุป: ความงามเกาหลี ขยายตัวได้ เพราะฟังผิวและฟังคนใช้

สิ่งที่ Banobagi ทำให้เห็นชัดคือ ความสำเร็จของแบรนด์สกินแคร์เกาหลีไม่ได้เกิดจากความล้ำของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เกิดจากการยอมรับว่าแต่ละตลาดมีผิวจริงๆ กับชีวิตจริงๆ ที่ต่างกัน แล้วเอา Local Insight เข้ามาเป็นหัวใจของการออกแบบสูตร การสื่อสาร และการเลือกพรีเซนเตอร์ โมเดลที่เริ่มจากมาส์กหน้าไทยขนาดตลาดกว่า 6,000 ล้านบาท ทำให้แบรนด์สร้างทั้งยอดขาย การรับรางวัลต่อเนื่อง และความสัมพันธ์ระดับผู้ถือหุ้นกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น.

ในมุมผู้บริโภค การเติบโตของความงามเกาหลี ขยายตัว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะเราได้เห็นนวัตกรรมสกินแคร์ที่ถูกปรับให้เข้ากับผิวและพฤติกรรมการใช้จริง ตั้งแต่คนที่นอนดึก ใช้โซเชียลทั้งวัน ไปจนถึงคนที่ต้องการกันแดดและบูสเตอร์ผิวที่ใช้ง่ายและราคาจับต้องได้. หากแบรนด์ยังคงยึดหลัก "เทคโนโลยีแพทย์ผิวหนัง + ความเข้าใจคนใช้" แบบที่ทำกับ Facial Mask โอกาสโต 10-12% และการขยายไปสู่สกินแคร์–เมคอัพเต็มพอร์ตจะไม่ใช่แค่เป้าในแผนธุรกิจ แต่เป็นจังหวะใหม่ของตลาดบิวตี้ที่คนใช้ได้ประโยชน์มากกว่าตัวเลขบนกระดาษ.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!