ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมเจ้าของรถหนึ่งในสามไม่แตะหน้าจอ infotainment และมันบอกอะไรกับการออกแบบรถยุคใหม่

ทำไมเจ้าของรถหนึ่งในสามไม่แตะหน้าจอ infotainment และมันบอกอะไรกับการออกแบบรถยุคใหม่
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

ผู้ใช้รถไม่ต้องการหน้าจอใหญ่ แต่ต้องการระบบที่ใช้ง่ายและไม่รบกวน

ระบบ infotainment รถยนต์คือชุดเทคโนโลยีภายในรถที่รวมหน้าจออัจฉริยะรถ ระบบนำทาง ความบันเทิง การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และการตั้งค่าต่างๆ ของรถ เข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เฟซแบบดิจิทัล เพื่อให้ผู้ขับและผู้โดยสารควบคุมฟังก์ชันได้จากหน้าจอเดียว แม้จะถูกออกแบบให้ล้ำสมัย แต่การใช้งานจริงมักสะท้อนว่าผู้คนต้องการความเรียบง่ายมากกว่าฟีเจอร์หวือหวา

ผลการศึกษาจาก JD Power US Tech Experience Index รวบรวมเสียงของผู้ซื้อรถรุ่นปี 2026 กว่า 68,084 คนหลังใช้งานรถจริง 90 วันพบสิ่งที่สวนทางกับกระแสหน้าจอยักษ์เต็มคอนโซล ระบบความสะดวกสบายเช่น Smart Ignition ที่สตาร์ทและดับเครื่องเมื่อผู้ขับเข้าใกล้หรือออกจากรถโดยอัตโนมัติกลับสร้างความพึงพอใจสูงสุดและมีปัญหาเพียง 2.4 ครั้งต่อรถ 100 คัน ในขณะที่เทคโนโลยีที่ดึงดูดสายตาแต่ซับซ้อนอย่างจอฝั่งผู้โดยสารและระบบขับขี่ไร้การจับพวงมาลัยกลับถูกเมินและได้คะแนนต่ำ ภาพรวมนี้บอกตรงๆ ว่า ผู้ผลิตรถกำลังลงทุนกับสิ่งที่ผู้ใช้จำนวนมากไม่ต้องการมากเท่าที่คิด

ทำไมเจ้าของรถหนึ่งในสามไม่แตะหน้าจอ infotainment และมันบอกอะไรกับการออกแบบรถยุคใหม่

หน้าจอฝั่งผู้โดยสารถูกเมิน เพราะมันเพิ่มภาระมากกว่าความสบาย

จอแสดงผลฝั่งผู้โดยสารถูกโปรโมตว่าเป็นไฮไลต์ของหน้าจออัจฉริยะรถยุคใหม่ แต่ผลสำรวจ JD Power พบว่าเจ้าของรถถึง 35 เปอร์เซ็นต์ไม่เคยเปิดใช้งานหน้าจอนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และมีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ทุกครั้งที่เดินทาง โดยยังพบปัญหาการใช้งานสูงถึง 21.3 ครั้งต่อรถ 100 คัน นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กๆ แต่มันคือสัญญาณชัดว่าหน้าจอเหล่านี้ถูกออกแบบจากมุมมองการตลาดมากกว่ามุมมองผู้ใช้

เมื่อต้องเรียนรู้อินเทอร์เฟซใหม่ การตั้งค่าซับซ้อน และการชี้จิ้มเมนูเล็กๆ ระหว่างรถกำลังวิ่ง หน้าจอฝั่งผู้โดยสารจึงกลายเป็นของแต่งมากกว่าฟังก์ชันที่ใช้ได้จริง ประสบการณ์ผู้ใช้รถยนต์สะท้อนชัดว่า เทคโนโลยีที่ทำงานเบื้องหลังอย่างเงียบๆ เช่นระบบปรับอากาศอัจฉริยะหรือกุญแจดิจิทัลกลับได้รับคะแนนพึงพอใจสูงสุด เพราะไม่บังคับให้คนขับหรือผู้โดยสารเปลี่ยนนิสัยการใช้รถทั้งหมด เมื่อฟีเจอร์หนึ่งสร้างปัญหามากกว่าความสบาย คนส่วนใหญ่จึงเลือกไม่แตะมันเลย และหันกลับไปใช้ปุ่มฟังก์ชันพื้นฐานหรือสมาร์ทโฟนของตนเองแทน

ทำไมเจ้าของรถหนึ่งในสามไม่แตะหน้าจอ infotainment และมันบอกอะไรกับการออกแบบรถยุคใหม่

เมื่อสมาร์ทโฟนชนะหน้าจอรถ Apple CarPlay Android Auto จึงกลายเป็นตัวเลือกหลัก

การที่หลายคนไม่ใช้หน้าจออัจฉริยะรถสะท้อนว่าอินเทอร์เฟซของระบบ infotainment รถยนต์จำนวนมากไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ เมื่อเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนที่ทุกคนคุ้นเคย ฟังก์ชันนำทาง เพลง และการสื่อสารผ่าน Apple CarPlay Android Auto จึงดูเรียบง่ายและคุ้นมือกว่า การเสียเวลาจำเมนูใหม่ในรถหนึ่งคันไม่คุ้มกับการใช้งานไม่กี่ครั้งต่อวัน ในขณะที่สมาร์ทโฟนเป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่ผู้ใช้จัดชีวิตตัวเองอยู่แล้ว

แม้แพลตฟอร์มเหล่านี้จะได้รับความนิยมสูง แต่ก็ไม่ได้ถูกสนับสนุนโดยทุกค่ายรถ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีแบรนด์ใหญ่บางรายไม่รองรับ Apple CarPlay Android Auto และกรณีที่เปิดเผยชัดที่สุดคือ GM ที่ทยอยถอดแพลตฟอร์มเหล่านี้ออกจากรถของตน โดยตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเฉพาะของตนเองภายในปี 2028 เหตุผลที่อธิบายกันตรงๆ คือเรื่องการถือครองอินเทอร์เฟซ การเข้าถึงข้อมูลการใช้งานของผู้ขับ และการไม่ต้องรอรอบพัฒนาแพลตฟอร์มของค่ายสมาร์ทโฟน แต่จากมุมมองผู้ใช้ การตัดสินใจแบบนี้หมายถึงการบังคับให้คนต้องกลับไปเรียนรู้อีกหนึ่งระบบที่ไม่คุ้นเคย

ทำไมเจ้าของรถหนึ่งในสามไม่แตะหน้าจอ infotainment และมันบอกอะไรกับการออกแบบรถยุคใหม่

ระบบเฉพาะค่ายกับเกมข้อมูลและ subscription ที่ผู้ใช้ต้องระวัง

เบื้องหลังการผลักดันระบบ infotainment รถยนต์แบบเฉพาะค่ายมีแรงจูงใจด้านความเป็นเจ้าของอินเทอร์เฟซชัดเจน เมื่อผู้ผลิตรถควบคุมซอฟต์แวร์ทั้งหมดได้เอง เขาไม่เพียงได้ภาพลักษณ์แบรนด์ที่สอดคล้องกันบนหน้าจอ แต่ยังถือกุญแจเข้าถึงข้อมูลการขับขี่ พฤติกรรมการใช้แอป และเส้นทางที่ผู้ใช้เลือกขับด้วย ในขณะที่เมื่อผู้ขับใช้ Apple CarPlay Android Auto ข้อมูลเหล่านี้โดยหลักจะตกไปอยู่ในมือของผู้พัฒนาแอปและแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนมากกว่า

อีกแรงจูงใจที่น่ากังวลกว่า คือโอกาสทำเงินจากการสมัครใช้บริการแบบ features on demand หรือ subscription เมื่อผู้ใช้ต้องพึ่งพาระบบซอฟต์แวร์ของค่ายรถเพื่อทุกฟังก์ชัน ก็ง่ายขึ้นที่จะเสนอแพ็กเกจบริการเสริมอย่างการสตรีมมิ่ง การเชื่อมต่อ 5G ในตัวรถ หรือการบันทึกภาพจากกล้องความปลอดภัยในรถ หากผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้สะดวก เขาไม่มีเหตุผลต้องจ่ายเพิ่มให้ค่ายรถสำหรับบริการที่อยู่บนมือถือแล้ว ผู้ซื้อรถในอนาคตจึงควรพิจารณาระบบหน้าจออัจฉริยะรถและเงื่อนไขการสมัครใช้บริการให้ละเอียด ไม่ใช่ดูเฉพาะดีไซน์หรือขนาดหน้าจอ

บทสรุปสำหรับผู้ใช้และผู้ผลิตรถยนต์ เมื่อความง่ายคือคำตอบของประสบการณ์ผู้ใช้

ในภาพรวม ประสบการณ์ผู้ใช้รถยนต์กำลังบอกผู้ผลิตรถเสียงดังมากว่า เทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่เทคโนโลยีที่เห็นชัด แต่คือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตง่ายและปลอดภัยโดยไม่ดึงความสนใจจากการขับรถ การที่เจ้าของรถหนึ่งในสามไม่เคยแตะหน้าจอฝั่งผู้โดยสาร และระบบช่วยขับที่ซับซ้อนกลับได้คะแนนต่ำกว่าแบบดั้งเดิม สะท้อนว่าค่ายรถกำลังลงทุนผิดจุดในระบบ infotainment รถยนต์ การพยายามผูกผู้ใช้ไว้กับระบบเฉพาะของตนเองก็เสี่ยงจะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนและแรงต้านจากผู้ใช้

สำหรับผู้ใช้รถ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่หลบเลี่ยงเทคโนโลยี แต่ต้องตั้งคำถามกับมัน ถ้าหน้าจออัจฉริยะรถไม่ช่วยให้คุณใช้รถง่ายขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่ไม่ใช้มัน และควรให้น้ำหนักกับฟังก์ชันที่ให้ความสะดวกจริง เช่นระบบปรับอากาศอัจฉริยะหรือกุญแจดิจิทัล ส่วนผู้ผลิต หากยังดันทุรังสร้างอินเทอร์เฟซที่ขัดกับนิสัยผู้ขับ และมองผู้ใช้เป็นแค่อนุกรมข้อมูลและรายรับ subscription ก็เสี่ยงมากที่จะถูกทิ้งให้ล้าหลัง โดยเฉพาะเมื่อสมาร์ทโฟนยังคงเป็นศูนย์กลางประสบการณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!