Medical AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่คือยุทธศาสตร์ใหม่ของระบบสุขภาพ
Medical AI คือการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ข้อมูลสุขภาพจำนวนมากมาช่วยแพทย์และระบบสาธารณสุข ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การวินิจฉัย การดูแลผู้ป่วย ไปจนถึงการบริหารจัดการบริการสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยต้องผ่านมาตรฐาน การกำกับดูแล และการทดสอบในสถานพยาบาลจริงเพื่อให้เชื่อถือได้ แกนกลางของข่าวนี้คือการขยับจากการเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีแพทย์ไปสู่การสร้าง Medical AI ของตัวเอง ภายใต้การเปิดตัวโครงการสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ด้านการแพทย์เพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ภายในงาน Global Medical AI Summit 2026 ซึ่งขับเคลื่อนโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ TILSNA และสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ทิศทางนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มเทคโนโลยีชิ้นใหม่ แต่คือการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพ ที่ทำให้ข้อมูล บุคลากร แพทย์ นักวิจัย และผู้ประกอบการมาอยู่ในวงจรเดียวกันเพื่อสร้างมูลค่าใหม่

จากผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ สู่ผู้สร้างระบบนิเวศ Medical AI
ตัวเลขการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 95,185 ล้านบาทในปี 2568 แสดงชัดว่าระบบสุขภาพพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติอย่างหนัก การปล่อยให้สถานการณ์เดินต่อแบบนี้คือความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นแค่ตัวเลขการค้า ท่ามกลางภาพดังกล่าว ภาครัฐเลือกเดินเกมใหม่ด้วยการผลักดัน Medical AI development ให้เป็นเทคโนโลยีต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งข้อมูลสุขภาพ ระบบบริการสาธารณสุข และเครือข่ายมหาวิทยาลัยแพทย์ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้และผู้นำเข้าเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างนวัตกรรม Medical AI เอง วาทะที่ควรถูกยกมาเน้นคือ “แนวทางดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการนำเข้าเทคโนโลยีไปสู่การสร้างเทคโนโลยีของประเทศเอง โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา Deep Tech ผ่านการต่อยอดงานวิจัยไปสู่ Startup และ Spin off ที่ใช้งานได้จริงในระบบสาธารณสุขและเชิงพาณิชย์” นี่ไม่ใช่แค่โครงการหนึ่งชุด แต่คือการออกแบบ Healthcare innovation ecosystem ให้เชื่อมห้องแล็บกับตลาดอย่างตั้งใจ

44 ผู้ประกอบการ Medical AI: ฟันเฟืองหลักของระบบนิเวศใหม่
หัวใจของการสร้าง AI startups Thailand รอบนี้คือการรวมพลังผู้ประกอบการ 44 รายที่ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 80 บริษัทเข้าสู่ MADE Program หรือ Medical AI Developer Ecosystem กลุ่มนี้คือฟันเฟืองที่ทำให้ระบบนิเวศไม่หยุดอยู่บนกระดาษ โปรแกรมไม่ได้สอนแค่เทคนิค แต่ยกระดับทั้งมาตรฐานการวิจัยและพัฒนา การทดสอบประสิทธิภาพ มาตรฐาน ISO การขึ้นทะเบียน อย การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการวางแผนธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงโรงพยาบาลและแหล่งทุนโดยตรง TILSNA วางตัวเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างงานวิจัย มาตรฐาน การลงทุน และตลาด เพื่อให้ Medical technology advancement ไม่ติดหล่มในห้องทดลอง แต่เดินไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงและปลดล็อกคอขวดสำคัญในการทำธุรกิจนวัตกรรม หรือที่ระบุชัดคือการ Derisk และ Debottleneck ให้ผู้ประกอบการ นี่คือการสร้างคนและบริษัทในระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่การสร้างโปรดักต์ชิ้นเดียวแล้วจบ

Global Medical AI Summit: ประตูสู่เครือข่าย มาตรฐาน และตลาดโลก
Global Medical AI Summit 2026 ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ 44 ผู้ประกอบการสู่มาตรฐานสากล เชื่อมโยงเครือข่ายทางการแพทย์ เทคโนโลยี ธุรกิจ และการลงทุน เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ไม่ใช่แค่เวทีจัดนิทรรศการ แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ งานนี้ต่อยอดแผน 5 ด้าน ตั้งแต่การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ การจัด Business Matching กับพันธมิตร นักลงทุน และภาคสาธารณสุขต่างประเทศ การผลักดันนวัตกรรมสู่เวที Global Showcase การสร้าง Medical AI Network หรือ MAIN และการทำ Standard Guideline สำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ AI ทางการแพทย์ ตามแผนต่อไปจะมีการจัดงานในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ณ True Digital Park เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับโรงพยาบาล นักลงทุนนานาชาติ ผ่านเวทีเสวนา การจัดแสดงนวัตกรรม และ Business Matching พร้อมเชื่อมต่อไปยัง Biodome Sandbox เพื่อเร่งความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ หากทำได้ตามแผน Summit นี้จะกลายเป็นจุดเริ่มของ Innovation Diplomacy ทางการแพทย์ มากกว่าจะเป็นงานสัมมนาอีกงานหนึ่ง

ข้อสังเกตและบทสรุป: ระบบนิเวศ Medical AI จะไปไกลได้แค่ไหน
จุดแข็งของแผนนี้คือความชัดเจนว่ากำลังสร้าง Healthcare innovation ecosystem แบบครบวงจร ตั้งแต่ข้อมูล บุคลากร มหาวิทยาลัย แผนมาตรฐาน ไปจนถึงสายเงินทุนและตลาด โดยมี TILSNA เป็นศูนย์กลาง และสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ช่วยดึงผู้เล่นเอกชนเข้ามาอยู่ในวงเดียวกัน ในมุมหนึ่ง การปั้น 44 Medical AI startups Thailand ให้ผ่านมาตรฐาน ISO ขึ้นทะเบียน อย และผ่านเกณฑ์ด้านไซเบอร์และข้อมูล เป็นเหมือนการสร้าง “reference case” ให้ระบบอนุมัติและโรงพยาบาลคุ้นชินกับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะลดแรงเสียดทานให้รายต่อไป แต่ความสำเร็จจะวัดที่สองเรื่อง หนึ่ง คือความต่อเนื่องของงบและนโยบายเมื่อโครงการระยะแรกจบ สอง คือความสามารถของผู้ประกอบการในการรอดพ้น “หุบเหวแห่งการเงิน” ช่วงก่อนธุรกิจเริ่มทำกำไร แม้จะมีวงเงินสนับสนุนและการเชื่อม Private Equity กับ Venture Capital แล้วก็ตาม สุดท้าย หากระบบนิเวศนี้ยืนได้จริง เราอาจได้เห็น Medical technology advancement ที่เกิดจากผู้เล่นในประเทศเองส่งออกสู่ตลาดโลก มากกว่าการจ่ายเงินซื้อเทคโนโลยีจากภายนอกอย่างที่เคยเป็นมา






