นิยามนโยบายใหม่: ภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือดึงฐานผลิต
นโยบายรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าคือการใช้สรรพสามิตรถยนต์เป็นเครื่องมือจูงใจให้ค่ายรถมาตั้งโรงงานผลิตรถอีวีและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ โดยกำหนดให้รถที่ผลิตภายในประเทศเสียภาษีต่ำกว่ารถที่นำเข้าสำเร็จรูป เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้แข็งแรง ลดการพึ่งพาการนำเข้า และทำให้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ลงทุนที่มีการจ้างงานและสร้างโรงงานผลิตจริง
หัวใจของนโยบายใหม่คือการหันจากการแจกเงินอุดหนุนแบบมาตรการ EV 3.5 ซึ่งภาครัฐต้องสำรองเงินภาษีจำนวนมาก ไปสู่การใช้โครงสร้างสรรพสามิตรถยนต์เป็นตัวกำหนดแรงจูงใจระยะยาว. ผู้ที่มาลงทุนตั้งฐานการผลิตและสร้าง Local Supply Chain จะได้รับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ต่ำลงอย่างมีนัย ขณะที่ผู้นำเข้ารถพร้อมขายโดยไม่ลงทุนผลิตจะเจออัตราภาษีสูงกว่าอย่างชัดเจน. ตามคำกล่าวของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นี่คือการใช้ภาษีเป็น “เครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อสร้างความสมดุลให้กับตลาดภายในประเทศ”.

ทำไมต้องยกเครื่องสรรพสามิตรถยนต์ตอนนี้
การยกเครื่องสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการเก็บรายได้เพิ่มเท่านั้น แต่เป็นการตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าที่ถูกมองว่าเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน. ภาครัฐเห็นชัดแล้วว่าการอุดหนุนราคาขั้นสุดท้ายให้ผู้ซื้อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีโรงงานผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย.
อีกแรงกดดันสำคัญมาจากกระแสสินค้าราคาถูกทะลักเข้าตลาด ทั้งรถและสินค้าอื่นที่อาจกระทบผู้ผลิตและเอสเอ็มอีในประเทศ. รัฐจึงมอบหมายให้กรมศุลกากรและกรมสรรพากรพิจารณามาตรการภาษีนำเข้าและ VAT เพิ่มเติม เพื่อกันไม่ให้ผู้ผลิตในประเทศเสียเปรียบเกินไป และใช้สรรพสามิตรถยนต์เป็นแนวป้องกันชั้นแรกสำหรับอุตสาหกรรมอีวีและรถสมัยใหม่. การปรับครั้งนี้ยังสอดรับกับเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานและเศรษฐกิจในโลกที่กำลังแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน.

โครงสร้างภาษีใหม่: ลดให้ผู้ผลิตในประเทศ เพิ่มภาระแก่ผู้นำเข้า
สาระสำคัญของโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ คือการกำหนดสองเส้นทางภาษีที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า รัฐเตรียมให้สิทธิอัตราภาษีสรรพสามิตต่ำสำหรับผู้ประกอบการที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เป็นหลัก เพื่อให้โรงงานผลิตรถและชิ้นส่วนเกิดขึ้นจริง และสร้างโรงงานผลิตรถไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจร.
ในทางกลับกัน รถยนต์ที่นำเข้าสำเร็จรูปโดยไม่มีโรงงานผลิตในประเทศจะต้องแบกรับอัตราภาษีสรรพสามิตที่สูงขึ้นอย่างตั้งใจ เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าทะลักเข้าตลาดและความได้เปรียบไม่เป็นธรรมเหนือผู้ที่ลงทุนตั้งฐานผลิต. แนวคิดนี้ถูกวางให้ครอบคลุมยานยนต์สมัยใหม่ทั้งหมด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถไฮบริด และรถสันดาป ซึ่งจะถูกจัดชั้นภาษีใหม่เพื่อสะท้อนการลงทุนจริงในประเทศและระดับการใช้ Local Supply Chain. เอกนิติยืนยันด้วยว่า การปรับสรรพสามิตรถยนต์จะออกแบบให้ไม่ขัดกับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่.

อุดช่องโหว่ FTA และปกป้องผู้ผลิตที่ลงทุนจริง
หนึ่งในปัญหาที่ผู้ประกอบการร้องเรียนมานานคือโครงสร้างภาษีนำเข้าที่ลักลั่นจากความตกลงการค้าเสรี ทำให้รถจากบางประเทศได้อัตราภาษีศุลกากรถูกกว่ารถที่ผลิตในประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตและโรงงานผลิตรถไทยเสียเปรียบทั้งด้านราคาและการลงทุนระยะยาว. การปรับโครงสร้างสรรพสามิตรถยนต์จึงถูกออกแบบให้เป็นชั้นป้องกันใหม่ ช่วยชดเชยความได้เปรียบของสินค้านำเข้า และสร้างสนามแข่งขันที่ใกล้เคียงความเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ที่ลงทุนจริง.
ภาครัฐยังขยับไปไกลกว่าอุตสาหกรรมรถ โดยมอบหมายให้กรมศุลกากรและกรมสรรพากรทบทวนอัตราภาษีนำเข้าและ VAT สำหรับสินค้ากลุ่มอื่น เพื่อปกป้องเอสเอ็มอีจากสินค้าราคาถูกที่หลั่งไหลเข้ามา. จุดยืนชัดเจนว่า มาตรการภาษีครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพิ่มรายได้รัฐเป็นหลัก แต่ต้องการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อรักษาสมดุลตลาด และให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมทั้งในตลาดผู้บริโภคทั่วไปและตลาดจัดซื้อของภาครัฐ.

ผลกระทบต่อผู้ซื้อและผู้ผลิต: ราคารถ เป้าหมายอุตสาหกรรม และข้อควรจับตา
ในเชิงผู้บริโภค โครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าใหม่มีแนวโน้มแบ่งตลาดให้ชัดขึ้น ระหว่างรถอีวีที่ผลิตในประเทศซึ่งอาจได้ภาษีต่ำและมีโอกาสตั้งราคาแข่งขันได้ กับรถนำเข้าที่ต้องแบกรับภาษีสูงขึ้นและอาจสะท้อนอยู่ในราคาขายปลีกในอนาคต. ผู้ซื้อที่ต้องการรถอีวีราคาจับต้องได้จึงมีแรงจูงใจหันมามองรุ่นที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตที่เคยใช้กลยุทธ์นำเข้ารถสำเร็จรูปขายก่อน แล้วค่อยตัดสินใจลงทุนโรงงาน อาจต้องเร่งสรุปแผนตั้งฐานผลิตเพื่อไม่ให้เสียเปรียบภาษีในระยะยาว.
จากมุมมองอุตสาหกรรม การปรับสรรพสามิตรถยนต์ให้เสร็จและเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายน 2569 เป็นเส้นตายเชิงการเมืองที่ส่งสัญญาณชัดว่า รัฐต้องการวางกติกาใหม่ให้ครบทุกประเภท ทั้ง EV ไฮบริด และรถสันดาปภายใต้กรอบเดียวกัน. จุดที่ควรจับตาคือรายละเอียดอัตราภาษีและเงื่อนไขการใช้ Local Supply Chain ว่าจะเข้มแค่ไหน หากออกมาเคลียร์และปฏิบัติได้จริง นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โรงงานผลิตรถไทยก้าวจากฐานการประกอบแบบเดิม ไปสู่ฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยุคใหม่อย่างเต็มตัว.







